วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

Task Force Dagger

ทหารบนหลังม้าหน่วยแรกของสหรัฐฯที่เข้าสู่อัฟกานิสถานหลังเหตุการณ์ 911






      หลังเกิดเหตุเครื่องบินชนตึกเวิร์ลด เทรด เซนเตอร์ในปี 2001 ปีนั้นอาจเป็นปีที่โลกได้รับรู้เกี่ยวกับคำว่า "ก่อการร้าย" ในแง่มุมที่จับต้องได้เป็นหนแรก ก่อนหน้านี้ "การก่อการร้าย" อาจเป็นเพียงภาพของผู้ร้ายในหนังฮอลลีวูดหรือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่ดูจะไกลตัวคนปกติทั่วไปอย่างเราๆ แต่หลังจากเหตุการณ์สะเทือนโลกคราวนั้น โลกได้รับรู้ถึงความอันตรายจากการเมือง ความเชื่อ และ ความขัดแย้ง ที่ไม่ได้อยู่ตั้งอยู่แค่บนสนามรบอีกต่อไป สงครามถูกขยับเขตแดนเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ การก่อการร้ายไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกแล้ว มันไม่ได้เกิดแค่ใน อิรัก อัฟกานิสถาน ซีเรีย โซมาเลีย หรือ พื้นที่ภัยสงครามอีกต่อไป

มันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และ ทั่วโลก

       นอกจากข้อมูลที่เราได้รับรู้จากสื่อฯแล้ว สิ่งที่เป็นตัวสื่อสารถึงความเลวร้ายของสงครามในพื้นที่ต่างๆทั่วโลก ยังถูกนำเสนอผ่านสื่อภาพยนตร์ที่เป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนได้หลากหลายมากที่สุด หลายเรื่องสร้างจากเรื่องจริง หลายเรื่องก็เป็นเรื่องราวสมมุติที่แต่งเติมเรื่องราวให้ดูดุเดือดเข้มข้น เพิ่มความดราม่า ซาบซึ้งให้กับเรื่องราวมากขึ้น

       ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่เลวร้ายและเต็มไปด้วยความเศร้าโศกก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสงครามนั่นแหละ เรื่องจริงมันน่าเศร้ายิ่งกว่าการแต่งเติมพล็อตเรื่องเพื่อรรถรสมากนัก

Operation Enduring Freedom เป็นปฏิบัติการที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา เหตุเพราะมันเป็นปฏิบัติการใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่สงครามหลายแห่งทั่วโลก และแยกย่อยเป็นปฏิบัติการเล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงระดับมหากาฬ มีหนังฮอลลีวู้ดมากมายหยิบเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้ปฏิบัติการนี้ไปทำภาพยนตร์

        ผ่านมาเกือบ 13 ปีนี่เป็นครั้งแรกที่มีการหยิบ "ภารกิจแรก" ใน Operation Enduring Freedom มาทำเป็นภาพยนตร์ ซึ่งความสำคัญของมันไม่ใช่แค่การเป็นภารกิจแรกหลังเหตุ 911 เท่านั้น แต่ความพิเศษของภารกิจนีคือ การที่หน่วยรบพิเศษที่ถูกส่งไปต้องไปเผชิญกับภาวะความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่ที่พวกเขาไม่เคยเผชิญมาก่อน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม และ เข้าอัฟกานิสถาน ดินแดนแห่งหุบเขาและทะเลทราย ทางที่ง่ายที่สุด คือคุณต้องขี่ม้าเข้าไป







        12 Strong สร้างจาก Horse Soldiers (The Extraordinary Story of a Band of U.S. soldiers Who Rode to Victory in Afghanistan) หนังสือขายดีของ Doug Stanton นักข่าวและนักเขียนชื่อดังของหนังสือพิมพ์ New York Times ที่เล่าเรื่องของหน่วยรบทหารม้าหน่วยแรกที่เข้าถึงพื้นที่รบในอัฟกานิสถานหลังเหตุ 911 เพียง 1 สัปดาห์ภายใต้ปฏิบัติการณ์ Enduring Freedom ซึ่งเป็นหนึ่งในปฏิบัติการแรกของสงครามอันแสนยาวนานที่ยืดยาวมากว่า 13 ปีหลังเหตุการณ์ 911 ภายใต้รัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู บุช ในปี 2001 และถูกประกาศสิ้นสุดปฏิบัติการในสมัยของรัฐบาล บารัค โอบามา ในปี 2014

       Enduring Freedom อาจเป็นชื่อของปฏิบัติการที่คุ้นหูคุ้นตาสำหรับคนทั่วไปมากที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเพราะมันเป็นปฏิบัติการใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุคอินเตอร์เนต ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายดาย และที่สำคัญเทรนด์ของภาพยนตร์ก็นิยมที่จะหยิบเอาเรื่องราวของชีวิตทหารในภารกิจต่างๆมาทำเป็นหนังมากขึ้น





        กองกำลังกึ่งทหารม้าหน่วยนี้เป็นชัยชนะแรกอันแสนยิ่งใหญ่ของกองทัพอเมริกา และเพราะนี่ไม่ใช่แค่ "กองกำลังทหาร" แต่เป็น "กองกำลังกึ่งทหาร" (Paramilitary) เรื่องราวของมันจึงยิ่งพิเศษและตื่นเต้นอีกเท่าตัว

      กองกำลังกึ่งทหาร หมายถึง กองกำลังพิเศษหรือหน่วยสนับสนุนต่างๆที่มีทักษะและผ่านการฝึกพิเศษมาเทียบเท่ากองกำลังพิเศษ (บางพวกมีความสามารถเฉพาะทางมากกว่า) แต่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ บางหน่วยสังกัดกับกองทัพแต่ไม่ใช่กองกำลังหลัก มักอยู่ในสถานะกองกำลังสนับสนุนมากกว่า ในทีนี้เป็นภารกิจที่กองทักสหรัฐไปขอความร่วมมือจากทหารในพื้นที่ด้วย ที่จริงภารกิจนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ใช่แค่กองทัพอเมริกาอย่างเดียว มันจึงถูกเรียกว่า กองกำลังกึ่งทหารนั่นเอง





Operations: Enduring Freedom
Unit: Task Force Dagger (TF Dagger)
Year: 2001
War Zone: Afghanistan


        ภารกิจหลักๆของหน่วย TF Dagger ในการเข้าไปยังอัฟกานิสถานแบบเร่งด่วนครั้งนี้คือการไปชักจูงให้ Abdul Rashid Dostum และหัวหน้าแนวร่วมฝ่ายเหนือคนอื่นๆ ร่วมมือกับอเมริกาเพื่อต่อต้านกองทัพตาลีบัน

        เดิมทีเมือง Mazar-i-Sharif เป็นเมืองของฐานที่มั่นแของแนวร่วมฝ่ายเหนือหลังสงครามกลางเมืองอัฟกานิสถานในปี 1996 แนวร่วมฝ่ายเหนือคือกองกำลังที่เป็นปฏิปักับตาลีบัน แต่สุดท้ายเมือง Mazar-i-Sharif ก็ถูกกลุ่มตาลีบันยึดครอง หลังเหตุการณ์ 911 อเมริกาจึงเข้าหาแนวร่วมฝ่ายเหนือก่อน เพราะพวกเขารู้จักตาลีบันดีที่สุด และมีใจอยากทวงคืนเมืองของพวกเขาคืนมากที่สุด ภารกิจแรกอันแสนสำคัญของอเมริกาหนนนี้ นี้จึงเป็นภารกิจการ "เพิ่มพันธมิตร"


Task Force Dagger ประกอบไปด้วย 3 หน่วยในการทำภารกิจ

  • 5th Special Forces Group กลุ่มทหารม้าในเรื่องมาจากหน่วยนี้ค่ะ หรือเรียกให้คุ้นปากหน่อยคือ Green Beret
  • 160th Special Operations Aviation Regiment (SOAR) ชื่อหน่วยก็จะยาวๆหน่อย แต่หน่วยนี้เป็นหน่วยระดับพระกาฬอีกหน่วย หลายคนอาจคุ้นในชื่อ Night Stalkers มากกว่า เรียกให้เข้าใจง่ายๆคือทัพอากาศกำลังสนับสนุนทางอากาศค่ะ (สังกัดกองทัพบก)
  • AFSOC Special Tactics ฝ่ายกลยุทธ์ เทคนิค สนับสนุนหรือ Scarlet Beret แก๊งหมวกแดง

First Landing: 19 Oct 2001

          แม้เหล่า TF Dagger จะได้รับมอบหมายภารกิจมาตั้งแต่สัปดาห์ให้หลังหลังเหตุการณ์ 911 แต่กว่าพวกเขาจะเตรียมตัว ประสานงาน และเข้าถึงพื้นที่ได้ก็ปาเข้าไปเกือบเดือนหลังจากนั้น และ TF Dagger ไม่ได้มีแค่หน่วยของ Horse Soldier เท่านั้น แต่พวกเขาทำงานแยกกันไปในแต่ละจุดพร้อมๆกัน แต่จุดที่เราจะมาเล่าถึงกันเป็นพื้นที่ที่หน่วย ODA 595

        ขณะเกิดเหตุ 911 หลายคนไม่ได้ประจำการแต่อยู่บ้านกับครอบครัว ทันที่ทีเห็นภาพเครื่องบินชนตึกครั้งแรก พวกเขาตกตะลึง และเมื่อมันมีการชนครั้งที่สอง พวกเขาก็รู้ได้ทันที ว่านี่คือการ ก่อการร้าย ไม่นานหลังจากนั้นพวกเขาถูกประกาศเรียกตัว หนึ่งในสมาชิกทีม ODA 595 มีภรรยาที่ท้องได้ 6 เดือนรวมทั้งลูกชายอีก 2 คน วันนั้นภรรยาของเขาถามว่า "คุณต้องไปร่วมสงครามนี้ใชไหม?" เขาตอบว่า ใช่ แต่ไม่รู้ว่าครั้งนี้มันจะยาวนานแค่ไหน แล้วเขาก็เก็บของออกจากบ้านมาพบกับทีม ก่อนจะบินไปฐานของ TF Dagger ที่ Karshi Kandabad ใน Uzbekistan แอร์เบสนี้มันถูกเรียกขานด้วยชื่อสั้นๆว่า K2

        หลังจากนอนอยู่ที่ K2 ได้ 2 คืนเพื่อรอคำสั่งจากภารกิจ ไม่นานคำสั่งก็มาถึง สิ่งที่พวกเขาได้ยินไม่ใช่ภารกิจพิเศษที่ต้องทำเป็นส่วนตัวอะไร แต่มันแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากที่พวกเขาเคยประสบมา

         ODA 595 ทั้ง 12 คนมีประสบการณ์ในกองทัพเฉลี่ยที่ราวๆ 8 ปี อายุเฉลี่ยของพวกเขาคือ 32 พวกเขาทุกคนแต่งงานและมีลูกแล้วอย่างน้อย 2 คน และพวกเขาทั้ง 12 คนทำงานร่วมกันมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี แต่ไม่เคยมีใครได้พบกับภารกิจแบบนี้มาก่อน และนี่เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยทักษะที่กองทัพสหรัฐยกเลิกการฝึกฝนนี้ไปกว่า 50 ปีแล้ว

      19 ตุลาคม 2001 หน่วยพิเศษ ODA 595 จำนวน 12 นาย และ 2 ทีมควบคุมการสู้รบทางอากาศก็ถูกหย่อนลงมาจากชินุคแถวๆเนินเขา Dari-a-Souf ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน ฮ.มาส่งพวกเขาได้ใกล้แค่นี้ ที่เหลือพวกเขาต้องไปต่อกันเอง

      ตอนนั้นเป็นเวลาตี 2 รอบข้างยังมืดมิด แต่หัวหน้าหน่วยอย่าง กัปตัน มาร์ค นัทช์ (ชื่อในหนังคือ มิทช์ เนลสัน) ก็เรียกกลุ่มของเขาเข้าล้อมวงเพื่อทบทวนแผนการกันอีกรอบ ก่อนจะให้ทุกคนแบกของเตรียมตัวเดินทางไปพบอับดุล ราชิด ดาสทุม ชายที่ทรงอำนาจที่สุดของแนวร่วมฝ่ายเหนือในเช้าวันรุ่งขึ้น

       ODA 595 แบ่งทีมกันเป็นสองกลุ่ม Alpha และ Bravo ทีม Alpha ไปพบดัสทุมเพื่อโน้มน้าวให้เขาพากองทัพยึด Mazar-e-Sharif คืน ส่วน Bravo คอยตั้งแนวรับสู้กับพวกตาลีบันที่หุบเขา Dari-a-Souf นัทช์รู้ดีว่าทีมของเขาไม่คุ้นเคยกับอานม้าเล็กๆบนหลังม้าของอัฟกันฯ พวกเขาตัวใหญ่ยักษ์ และอึดอัดตลอดทางบนหลังม้า ทุกคนยกเว้นนัทช์ เขาโชคดีกว่าคนอื่นตรงที่เคยทำฟาร์มปศุสัตว์มาก่อนและคุ้นเคยกับการขี่ม้าเป็นอย่างดี ซึ่งหลักสูตรนี้ถูกถอดออกไปจากกองทัพสหรัฐกว่า 50 ปีมาแล้ว และหลังจากขโยกเขยกบนหลังม้ากว่า 8 ชั่วโมง พวกเขาก็ถึงที่หมาย

      นัทช์พบกับดาสทุม พวกเขาพูดคุยกันสั้นๆ ดัสทุมพานัทช์ไปยืนมองแนวบังเกอร์ที่ไกลออกไป มันเป็นแนวบังเกอร์ของกองทัพของพวกตาลบัน ดาสทุมถามนัทช์ที่เสมือนเป็นตัวแทนกองทัพสหรัฐในตอนนั้นว่า "คุณเอาระเบิดมาทิ้งใส่มันได้ไหม?" นัทช์ตอบว่า พวกเขาทำได้ แต่จริงๆแล้วพวกเขาอยากเข้ามาอยู่ใกล้ๆแถวๆนี้ก่อนมากกว่า ดาสทุมไม่เห็นด้วย เขานึกค้าน เพราะเขารู้ว่า ถ้ากองทัพอเมริกันเข้ามาร่วมกับแนวร่วมฝ่ายเหนือ ภายใต้การดูแลของเขา ถ้ามีทหารอเมริกันตายแม้แต่คนเดียว พวกเขาจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอเมริกาอีก





         เพื่อซื้อใจ นัทช์จึงติดต่อกองทัพแจ้งพิกัด ไม่นาน เครื่องบินทิ้งระเบิดก็มา พวกเขาหย่อนระเบิดไป 2 ลูก มันพลาดเป้าหมายไป 1 นัทช์อับอายเล็กน้อยกับความผิดพลาดนั้น ในขณะที่นัทช์กำลังอับอาย ดาสทุมกับฮึกเหิม อเมริกันเกรียงไกรถึงเพียงนี้ โทรไปแกร๊กเดียวระเบิดก็มาทันที เขาเริ่มมีความหวัง เขาอาจยึด Mazar-e-Sharif กลับคืนมาอีกครั้งก็ได้ ถ้ามีกองทัพสหรัฐช่วย

พวกเขาจะไปยึด Mazar-e-Shari คืน




America Fight Back: 21 Oct 2001


        กรีนเบเรต์ ODA 595 และ กองกำลังจากแนวร่ซมของดาสทุมก็รวมตัวกัน เดินม้าสู่ Mazar-e-Shari แน่ล่ะว่าพวกเขาต้องผ่านแนวที่ตั้งจุดต่างๆของตาลีบันไปก่อน ทหารม้า 1,500 ของดาสทุม และ ทหารราบ 1,500 จะต้องเดินข้ามสันเขา พวกเขาต้องลดตัวลงต่ำทุกครั้งเมื่อขึ้นเหนือสันเขา เพื่อป้องกันไม่ให้ตาลีบันไหวตัวทันหรือผิดสังเกต เพื่อโจมตีหมู่บ้าน Bishaq อันเป็นกองทัพของตาลีบันที่ใกล้ที่สุด และใครก็ตามที่ประมาทหน่วยรบที่ Bishaq คือคนโง่

        พวกเขาโจมตี Bishaq ได้สำเร็จและตั้งค่ายที่นั่นเพื่อเดินหน้าต่อ แต่จนแล้วจนรอดพวกเขาก็ถอยทัพเมื่อกองกำลังเสริมของตาลีบันมาถึง แต่การต่อสู้ที่ Bishaq เป็นเพียงการเริ่มต้นเล็กๆ เมื่อเช้าวันต่อมาสเกลการสู้รบได้ขยายใหญ่มากขึ้นที่ Cobaki การโจมตีทางอากาศได้ทำลายที่กำบังและปืนใหญ่ของข้าศึกเสียราบ ดูเหมือนว่าน้ำจะไหลเปลี่ยนทิศทางเสียแล้ว ท่ามกลางความเดือดดาลของสงคราม แผนการของ ODA 595 ที่วางกันมาตั้งแต่ต้นอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป พวกเขาต้องพลิกแพลงสถานการณ์เพื่อไปต่อ




         แม้พวกเขากำลังเข้าใกล้ความสำเร็จในการยึด Mazar-e-Shari แต่ข่าวที่ออกไปตามสื่อกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผลของภารกิจนี้ดูย่ำแย่กว่าที่มันเกิดขึ้นจริงบนสนามรบ Donald Rumsfeld รัฐมนตรีกลาโหม ผู้เคยออกปากว่า "ฉันต้องการให้ทุกหน่วยลงพื้นที่เดี๋ยวนี้โว้ย!" หลังเหตุ 911 เพื่อดึงทหารที่กำลังปฏิบัติภารกิจอื่นๆอยู่ทั่วโลกในขนะนั้น ให้กลับมาสนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกา และกองทัพสหรัฐต้องพร้อมสำแดงเดชทันที ทันทีทีรัมสเฟลได้ข่าวจากสื่อและรายงานอันผิดพลาดจากแหล่งต่างๆว่า ภารกิจที่โน้มน้าว ดาสทุมเพื่อเข้ายึด Mazar-e-Shari เป็นไปไม่ได้ด้วยดี และกองทัพอาจเฟลในมิสชั่นนี้ เขาเดือดดาล หัวร้อน สายกริ๊งกร๊างมาหา John E. Mulholland Jr. ทันที ขณะนั้น มัลฮอลแลนด์ดูแลหน่วย Green Beret อยู่ เขาจึงต้องต่อสายตรงถึงนัทช์ทันที ว่า เบื้องบนไม่พอใจนักกับผลของภารกิจวันนี้  แน่ล่ะ ว่าพวกเขาต้องไม่พอใจ แต่ช่างหัวเบื้องบนสิ

         ถึงอย่างนั้นนัทช์ก็ไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบและมุทะลุตามคาแรคเตอร์หน่วยรบเดนตาย เขากลับเปิดแลปทอปขึ้นมาเพื่อเขียนอีเมลล์ ส่งรายงาน เนื้อหาใจความประมาณว่า




       "พวกเราได้โน้มน้าวและได้แนวร่วมหทารม้าเพื่อเข้าโจมตีได้สำเร็จ แต่อาหารและน้ำเริ่มร่อยหรอจากจำนวนกองทัพที่เรามีอยู่ การดูแลทางการแพทย์แก่ผู้บาดเจ็บยังขาดแคลน และพวกเรามีแค่ลาที่ทำหน้าที่ส่งส่งขนเจ็บไปยังกระท่อมที่เก่าสกปรก แต่พวกคนพื้นเมืองก็ทำได้ดีที่สุดเท่าที่เขาทำได้แล้ว เราทำอะไรได้ไม่มากนักถ้าไม่มีการสนับสนุนทางอากาศ และเรายังมีหวังเพราะทุกที่ที่กองทัพสหรัฐเคลื่อนผ่าน เราจะพบกับทหารท้องถิ่นที่บอกว่า ดีใจที่สหรัฐมาช่วยแล้ว และพวกเขาอยากให้พวกตาลีบันออกไปจากที่นี่"




         ข้อความจากอีเมลล์ของนัทช์ ถูกใช้เป็นหนึ่งในถ้อยแถลงของ โดนัลด์ รัมสเฟลป์ในเวลาต่อมา

The Fall : 5 Nov 2001


        ระหว่างที่ ODA 595 กำลังวางแนวรบเพื่อเข้าสู่ Mazar-e-Shari TF Dagger หน่วยอื่นๆก็มีงานของตัวเอง

  • 2 พศจิกายน - ODA 534 แลนดิ้งห่างจากกองกำลังของ ODA 595 ไป 25 ไมลส์ภารกิจของพวกเขาเหมือนกับ ODA 595 แค่คนละเป้าหมาย เป้าหมายของ ODA 534 คือ Atta Mohammed Noor จอมทัพอีกคนของแนวร่วมฝ่ายเหนือ
  • 5 พฤศจิกายน - ODA 595 และกองทัพทหารม้าของดาสทุมเข้ายึดหมู่บ้าน Bai Beche ของกองทัพตาลีบันได้สำเร็จ
  • 10 พฤศจิกายน – ODA 534 ที่ไปโน้มน้าว Noor และ ODA 595 ที่มาโน้มน้าว Dastum ได้รวมกองกำลังพันธมิตรและเข้าโจมตีกองทัพตาลีบันใน Mazar-e-Shari ได้ในที่สุด

       TF Dagger ยังคงอยู่ปฏิการณ์ในพื้นที่ต่อจนถึงช่วงมีนาคม 2002 ก่อนที่กองกำลังพันธมิตรจะเข้ามารับช่วงต่อทั้งหมด ในที่สุด 12 Strong เว่อร์ๆก็ได้กลับบ้าน แต่สิ่งที่พวกเขาได้ทำไว้จะคงอยู่ไปตลอดกาล



De Oppresso Liber : 11 Nov 2011

          รูปปั้นทองแดงของ ทหารรบหน่วยพิเศษบนหลังม้า ถูกปั้นโดย Douwe Blumberg และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มญาติและมิตรสหายของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 911 รูปปั้นนี้ตั้งตามชื่อของ Motto ของหน่วยรบพิเศษที่ถูกปักอยู่บนตราของหน่วยว่า "De Oppresso Liber" หรือตามความหมายในหน่วยคือ "เป็นอิสระจากกดขี่"  รูปปั้นนี้รู้จักกันในชื่อ อนุสาวรีย์ทหารม้า (Horse Soldier Statue) เพื่อสดุดีทหารม้าผู้กล้า ที่เข้าสู่อัฟกานิสานทันทีหลังเกิดเหตุ 911 และความกล้าหาญของพวกเขาจะดำรงอยู่ตลอดไป

ขบวนพาเรดในวันสดุดีรูปปั้นตอนปี 2011 และบรรดา SF ในหน่วยก็ได้มาถ่ายรูปหน้ารูปปั้นด้วย















ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น