วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

การทุจริตเงินอุดหนุนของรัฐในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้


------------------------------------------------------------------------------
โรงเรียนยึดบัตร ATM "หักค่าหัวคิวครูใต้" ทหารเข้าตรวจสอบ ครูหวั่น! ไม่อยากมีปัญหาเพราะกลัวตกงาน
------------------------------------------------------------------------------


            การทุจริตเงินอุดหนุนของรัฐในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีข้อมูลปรากฏอย่างต่อเนื่อง


           จากเดิมที่มีประเด็น "นักเรียนผี" ซึ่งหมายถึงแต่ละโรงเรียนมีรายชื่อนักเรียนซ้ำซ้อนกัน หรือมีชื่อนักเรียน แต่กลับไม่มีตัวผู้เรียนอยู่จริง ส่งผลให้มีการเบิก "งบอุดหนุนรายหัวนักเรียน" เกินจริง ซึ่งอาจเข้าข่ายทุจริต โดยกระทรวงศึกษาธิการเคยตรวจสอบเรื่องนี้และสามารถเรียกคืนเงินอุดหนุนได้ถึง 134 ล้านบาทในช่วง 3 ปีงบประมาณ คือปีงบประมาณ 2556-2558 ทำให้ปัจจุบันปัญหานี้ลดน้อยลง แต่ล่าสุดมีข่าวว่าการทุจริตเงินอุดหนุนได้พัฒนาไปถึงขั้น "หักหัวคิวเงินเดือนครู" ด้วยการยึดบัตรเอทีเอ็มไว้ที่โรงเรียน

           เมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เข้าตรวจสอบโรงเรียนเอกชนเป้าหมายหลายแห่งใน จ.ปัตตานี และสามารถตรวจยึดบัตรเอทีเอ็มที่เปิดคู่กับบัญชีเงินเดือนของครูในโรงเรียนได้จำนวน 23 ใบ โดยเป็นบัตรเอทีเอ็มของครู 23 คน เจ้าหน้าที่พบว่าถูกทางโรงเรียนยึดเอาไว้ แล้วเบิกเงินเดือนจ่ายให้ครูต่ำกว่ายอดจริงที่รัฐอุดหนุน

            พล.ต.จตุพร กลัมพสุต รองแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวกับ "ทีมข่าวอิศรา" ว่า รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนให้กับครูโรงเรียนเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็น "พื้นที่พิเศษ" โดยอุดหนุนให้ครูมีรายรับไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน บวกกับ "เบี้ยเสียงภัย" อีก 2,500 บาทต่อเดือน แต่เดิมมีการโอนเงินให้กับทางโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนนำไปจ่ายให้ครูอีกทอดหนึ่ง แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในปีก่อนๆ พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนจ่ายเงินเดือนครูไม่ครบ มีการหักเอาไว้ประมาณครึ่งหนึ่ง โดยอ้างว่านำไปใช้ในกิจการอื่นของโรงเรียน หรือนำไปจ้างครูเพิ่ม เพราะครูไม่พอ

            ต่อมาหน่วยงานรัฐจึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ด้วยการโอนเงินตรงเข้าบัญชีเงินเดือนครูแทน แต่ก็พบปัญหาใหม่คือ ทางโรงเรียนบังคับให้ครูนำเงินเดือนประมาณครึ่งหนึ่ง หรือราวๆ 7,000 บาท มอบให้กับทางโรงเรียน โดยอ้างว่าเป็นการบริจาค เพื่อให้โรงเรียนนำเงินไปใช้อย่างอื่น

           ล่าสุด จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของฝ่ายความมั่นคง พบว่า หลายโรงเรียนมีพัฒนาการหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ด้วยการยึดบัตรเอทีเอ็มของครูทุกคนไว้ แล้วทำหน้าที่กดเงินเดือนจ่ายให้ครูแทน โดยจ่ายให้เฉลี่ยคนละ 6,400 บาทเท่านั้น เท่ากับหักไปกว่าครึ่ง หรือ 8,600 บาทเลยทีเดียว ส่วน "เบี้ยเสี่ยงภัย" เดือนละ 2,500 บาท ก็ถูกโรงเรียนหักไว้ราวๆ ครึ่งหนึ่งเหมือนกัน
          เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทหารจึงยึดบัตรเอทีเอ็มของครูไว้เป็นของกลาง เพื่อตรวจสอบดำเนินคดีกับทางโรงเรียน โดยพบโรงเรียนที่ทำพฤติกรรมแบบนี้เฉพาะในพื้นที่ จ.ปัตตานี 3 โรง อยู่ใน อ.ยะรัง อ.สายบุรี และ อ.ทุ่งยางแดง อำเภอละ 1 โรงเรียน เจ้าหน้าที่กำลังประสานให้ครูที่ถูกยึดบัตรเอทีเอ็มเข้าแจ้งความในฐานะผู้เสียหาย แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร เนื่องจากครูไม่อยากมีปัญหากับทางโรงเรียน และกลัวว่าจะตกงาน เพราะในพื้นที่ชายแดนใต้หางานทำยาก การได้เงินเดือนราวๆ 6,000-7,000 บาท ก็ยังดีกว่าไม่มีรายได้อะไรเลย

         ขณะที่ทางผู้บริหารโรงเรียนพยายามชี้แจงว่า เป็นการหักเงินเดือนครูเอาไว้จ้างครูเพิ่ม เพื่อประสิทธิภาพในการสอนหนังสือและดูแลเด็กให้ทั่วถึง เนื่องจากโรงเรียนหลายแห่งมีครูไม่พอ เพราะมีเด็กนักเรียนจำนวนมาก

          อย่างไรก็ดี ฝ่ายความมั่นคงมองว่า เหตุผลที่ชี้แจงนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะหากโรงเรียนมีนักเรียนมาก ก็จะได้เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนมากตามไปด้วย ขณะที่เงินเดือนครูที่ โรงเรียนบางแห่งหักเอาไว้ พบหลักฐานเส้นทางเงินว่านำไปจ่ายให้กับคนใกล้ชิดของผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งบรรจุเข้ามาเป็นครูทั้งๆ ที่ไม่มีวุฒิการศึกษา หรือมีวุฒิฯแต่ไม่ตรงกับวุฒิฯที่สามารถบรรจุเป็นครูได้ นอกจากนั้นยังมีบางราย
  • นำเงินที่หักจากครูไปมอบให้กับผู้ก่อความไม่สงบที่ถูกจับกุมด้วย 
  • บางรายติดคุกอยู่ก็ยังรับเงินโอนจากทางโรงเรียน

          จากการตรวจสอบเพิ่มเติมของ "ทีมข่าวอิศรา" พบว่าการจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนให้กับโรงเรียนเอกชนทุกระดับ (ก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย) ทั่วทั้งประเทศนั้น มีทั้งการอุดหนุนค่าจัดการเรียนการสอน ซึ่งรวมถึงสมทบเงินเดือนครูเป็นรายปีด้วย นอกเหนือไปจากการอุดหนุนค่าหนังสือเรียน เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพให้ผู้เรียน ในส่วนนี้เรียกว่า "มาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล" หรือ "เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน" ซึ่งนักเรียนในโรงเรียนเอกชนการกุศลและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามของมัสยิดหรือมูลนิธิ ก็ได้รับเงินอุดหนุนเช่นกัน แยกเป็นระดับก่อนประถมศึกษา 13,884.50 บาทต่อคนต่อปี ระดับประถมศึกษา 13,584.50 บาทต่อคนต่อปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 16,432.50 บาทต่อคนต่อปี และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 16,732.50 บาทต่อคนต่อปี

            จะเห็นได้ว่า เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนที่คิดง่ายๆ ว่าจ่ายให้เด็กแต่ละคน เฉลี่ยราวๆ 14,000 บาทถึง 16,000 บาทต่อคนต่อปีนั้น ในส่วนนี้ก็มีค่าสมทบเงินเดือนครูอยู่แล้ว ขณะที่งบอาหารกลางวันและอาหารเสริมนม ก็มีการอุดหนุนแยกต่างหาก

            นอกจากนั้นยังมีการอุดหนุนเงินเพิ่มค่าครองชีพให้กับครูโรงเรียนเอกชน ผู้อำนวยการ และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้เงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาทด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้เงินเดือนบุคลากรวุฒิฯปริญญาตรี เริ่มต้นที่ 15,000 บาท

           สำหรับในพื้นที่พิเศษซึ่งเป็น "พื้นที่เสี่ยงภัย" อย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐยังมีโครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน สถาบันศึกษาปอเนาะ และศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ "ตาดีกา" ด้วย โดยอุดหนุนทั้งค่าบริหารจัดการ และค่าตอบแทนผู้สอน ตลอดจนสื่อการเรียนการสอน และโครงสร้างด้านกายภาพของโรงเรียนด้วย เฉพาะในส่วนนี้ใช้งบประมาณเฉลี่ยปีละ 400-500 ล้านบาท

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558

มีใครคิดบ้างไหมว่า เข้า AEC แล้วประเทศไทยเราจะโดนแบบนี้หรือปล่าว

           มีใครเคยคิดบ้างไหมว่า ไทยเราเข้าร่วม AEC แล้วจะเจอสภาพเช่นนี้หรือปล่าว  มุสลิมบุกเผาโบสถ์คริสเตียน 45 แห่ง เผาไป ปากก็ตะโกนอัลลอฮ์ฮักบา ไป 





วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

เมืองเบียร์เดือด! พวกซาลาฟิสต์เคร่งจัดอ้างตัวเป็น “ตำรวจชารีอะห์” เดินข่มขู่ประชาชนในเมืองทางตะวันตก


เมืองเบียร์เดือด! พวกซาลาฟิสต์เคร่งจัดอ้างตัวเป็น “ตำรวจชารีอะห์” เดินข่มขู่ประชาชนในเมืองทางตะวันตก
       เอเอฟพี – นักการเมืองและสื่อในเยอรมนีเรียกร้องวานนี้ (8) ให้รัฐบาลหาวิธีจัดการกับชาวมุสลิมหัวรุนแรงซาลาฟิสต์ที่อ้างตัวเป็น “ตำรวจศาสนา” เดินข่มขู่ประชาชนตามท้องถนนในเมืองแห่งหนึ่งทางภาคตะวันตก

       นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี เตือนว่าอาจจะมีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดยิ่งขึ้น หลังมีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งสวมเสื้อกั๊กสีส้มที่เขียนคำว่า “ตำรวจชารีอะห์” คอยเดินตรวจตราตามท้องถนนในเมืองวุปเปอร์ทาล (Wuppertal)

       “การตั้งกองกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยเป็นอำนาจของรัฐบาลเท่านั้น... บุคคลอื่นไม่มีสิทธิ์มาปฏิบัติหน้าที่แทนตำรวจ” แมร์เคิล ให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ Sat1

       รายงานระบุว่า กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “ตำรวจชารีอะห์” เดินไปสั่งให้ผู้คนในไนต์คลับงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือฟังเพลง และยังห้ามไม่ให้พวกเขาเล่นเกมต่างๆ เพื่อเงินด้วย

       จากคลิปวิดีโอซึ่งโพสต์ลงสื่อออนไลน์ทำให้เห็นว่า ผู้ที่ควบคุมการเดินตรวจตราคือ สเวน เลา ชาวเยอรมันที่หันไปรับอิสลามแบบซาลาฟิสต์

       ตามกฎหมายเยอรมนี พวกที่อ้างตัวเป็นตำรวจชารีอะห์เหล่านี้อาจมีความผิดฐานก่อกวนความสงบเรียบร้อย

       ตำรวจท้องที่เปิดเผยว่า การเดินตรวจตราชุมชนของพวกซาลาฟิสต์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และขอให้ประชาชนรีบแจ้งตำรวจทันทีหากพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าจะเป็นคนกลุ่มนี้

       ล่าสุด ยังไม่มีการออกหมายจับใคร แต่นักการเมืองใหญ่หลายคนของเยอรมนีออกมาขู่ว่า พวกซาลาฟิสต์จะถูกปราบแน่นอนหากยังขืนทำกิจกรรมเช่นนี้ต่อไป ขณะที่หนังสือพิมพ์ Die Welt ซึ่งเป็นสื่อแนวอนุรักษ์นิยมก็ตีพิมพ์ข้อความที่ว่า “จะไม่อดทนกับพวกซาลาฟิสต์”

       แฮโก มาส รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเยอรมนี ประกาศกร้าวว่า “เราจะไม่ยอมอดทนกับการตั้งกระบวนการยุติธรรมคู่ขนานที่ผิดกฎหมาย” ส่วนรัฐมนตรีมหาดไทยแห่งแคว้นบาวาเรีย โจอาคิม เฮอร์มานน์ ชี้ว่าพวกซาลาฟิสต์ “กำลังโจมตีหลักนิติธรรม” ของประเทศ

       ประธานสภามุสลิมกลางแห่งเยอรมนีก็ได้ออกมาประณามการกระทำของพวกซาลาฟิสต์ในเมืองวุปเปอร์เทลเช่นกัน

       สำนักงานข่าวกรองเยอรมนีเคยแสดงความกังวลเมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของประชากรมุสลิมซาลาฟิสต์ ซึ่งถือหลักอิสลามนิกายสุหนี่แบบสุดโต่ง

       ปัจจุบันมีมุสลิมซาลาฟิสต์อยู่ในเยอรมนีราว 4,500 คน

เมืองเบียร์เดือด! พวกซาลาฟิสต์เคร่งจัดอ้างตัวเป็น “ตำรวจชารีอะห์” เดินข่มขู่ประชาชนในเมืองทางตะวันตก
      
เมืองเบียร์เดือด! พวกซาลาฟิสต์เคร่งจัดอ้างตัวเป็น “ตำรวจชารีอะห์” เดินข่มขู่ประชาชนในเมืองทางตะวันตก
      
เมืองเบียร์เดือด! พวกซาลาฟิสต์เคร่งจัดอ้างตัวเป็น “ตำรวจชารีอะห์” เดินข่มขู่ประชาชนในเมืองทางตะวันตก
เมืองวุปเปอร์ทาล ทางภาคตะวันตกของเยอรมนี

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

“Buddhism in Russia”


โดย อิกอร์ ทรอยานอฟสกี (Igor Troyanovsky)
จาก http://pantip.com/topic/31399541


           มีคนนับถือพระพุทธศาสนาราว 300,000 คน มีประชาคมชาวพุทธ 432 ประชาคม มีวัด (datsan) 16 วัด และมีพระลามะ 70 รูป ทั่วทุกสาธารณรัฐโซเวียต (ก่อนปี ค.ศ. 1991) ชาวพุทธส่วนใหญ่อยู่กันที่สาธารณรัฐบุรยัต (Buryat Republic) สาธารณรัฐคาลมีเกีย (Kalmykia Republic) และสาธารณรัฐตุวา (Tuva Republic) กับในเขตการปกครองชีตา (Chita Region) ของสหพันธรัฐรัสเซีย และในเมืองเลนินกราดและเมืองอื่นๆ

             องค์การที่มีอำนาจสูงสุดของชาวพุทธโซเวียต (ก่อนปี ค.ศ. 1991) ได้แก่ คณะกรรมการกลางชาวพุทธ (Central Buddhist Board) ตั้งอยู่ที่วัดอีวอลคินสกี ดัตสัน ในสาธารณรัฐบุรยัต (Buryat Republic) ( สำนักงานถาวรในกรุงมอสโกมีหน้าที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ) สมาพันธ์สงฆ์และคฤหัสถ์จะประชุมกัน 4 ปื ต่อ 1 ครั้ง เพื่อเลือกสมาชิกของคณะกรรมการฯ ประธานของคณะกรรมการกลางพุทธ คือ บัณฑิโต คัมโบ –ลามะ มุนโก ทซีบานอฟ วัย 82 ปี

            ลามะมองโกเลียและทิเบตได้เข้าไปเผยแผ่พุทธศาสนาที่บริเวณชายฝั่งตะวันออกของทะเลสาบไบกาล(Lake Baikal)ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 และได้ทำให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปได้อย่างรวดเร็ว ต่อมาในศตวรรษเดียวกันนั้นพระพุทธศาสนาก็ได้กลายเป็นศาสนาที่มีคนนับถือมากในสาธารณรัฐตุลา(Tuva Republic) ชาวคามีเกีย(Kalmyks) ซึ่งเป็นพวกที่อพยพจากจีนเข้าไปยังที่ราบลุ่มของแม่น้ำโวลกาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ก็ได้หันมานับถือพระพุทธศาสนาด้วย

ปัณฑิโต ฮัมโบ ลามะ แห่งวัดอิวอลคินสกีดัตสันองค์ที่ 12


                ในปี ค.ศ. 1927 บัณฑิโต ฮัมโบ ลามะ แห่งวัดอิวอลคินสกีดัตสัน (Pandito Hambo Lama of the Ivolginsky Datsan) นามว่า กาชี ดอร์โซ อิติเคลอฟ (Dashi-Dorzho Itigelov) ได้บอกกับศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั้งหลายว่าขอให้ฝังศพของท่านหลังจากที่ท่านละสังขารแล้วและให้ขุดขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งเมื่อกาลเวลาผ่านไปอีก 30 ปี จากนั้นท่านอิเคนอฟก็นั่งขัดสมาธิ เริ่มสาธยายมรณสติกถา และละสังขารไปในขณะนั่งทำสมาธิอยู่นั่นเอง พวกพระก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านอิติคินอฟคือนำศพของท่านไปฝัง และในอีก 30 ปีต่อมาก็ได้ขุดศพของท่านมาตรวจสอบ ก็ได้พบว่าศพของท่านไม่เน่าเปื่อย ตรงกันข้ามศพของท่านอิติเคลอฟมีลักษณะเหมือนคนเพิ่งตายเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทั้งที่กาลเวลาผ่านไปนานถึง 30 ปีแล้ว พวกพระกลัวว่าเรื่องมหัศจรรย์นี้จะไปเข้าหูรู้ถึงเจ้าหน้าที่ทางการของโซเวียต ก็จึงได้นำศพของท่านอิติเคลอฟไปฝังไว้ยังที่หลุมศพที่ปกปิดเป็นความลับแห่งหนึ่ง เรื่องราวของท่านอิติเคลอฟก็โด่งดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ซึ่งเป็นวันที่มีการขุดศพของท่านขึ้นมาไว้ที่วัดอิวอลคินสกีดัตสัน (Ivolginsky Datsan) และได้มีการตรวจสอบศพของท่านอย่างละเอียดโดยพระกับทั้งโดยนักวิทยาศาสตร์และนักพยาธิวิทยา และได้มีการออกแถลงการณ์เป็นทางการบอกว่า ศพของท่านยังมีสภาพดีทุกอย่าง ไม่ปรากฏร่องรอยของการเน่าเปื่อย กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อภายใน ข้อต่อ และผิวหนังยังดีและมีความอ่อนนุ่มอยู่ เรื่องที่น่าอัศจรรย์ก็ตรงที่ศพของท่านไม่ได้ผ่านการดองหรือการทำมัมมีแต่อย่างใด


         ในปัจจุบันร่างของท่านถูกนำไปบรรจุลงในโลงแก้ว ในท่านั่งขัดสมาธิเหมือนเดิม ห่มจีวรเหลือง ร่างโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย มีจมูกและตายุบลง ตั้งไว้ที่ขั้นบนของอาคาร จะเปิดให้ผู้แสวงบุญเข้าไปชมปีละ 7 วัน และจะเปิดเฉพาะวันหยุดของชาวพุทธเท่านั้น ในแต่ละปีเมื่อถึงวันที่เปิดให้เข้าชมร่างของท่านก็จะมีนักแสวงบุญจำนวนมากมายหลั่งไหลไปที่วัด ชาวพื้นเมืองมีความเชื่อว่าร่างกายของท่านมีความศักดิ์สิทธิ์และมีอานุภาพในการรักษาโรคได้ จึงมีคนเป็นจำนวนไม่น้อยเมื่อไปนมัสการร่างของท่านแล้วก็จะใช้หน้าผากก้มลงไปสัมผัสกับผ้าพันคอของท่านที่เขาคลี่ออกมาจากต้านใต้ของโลงแก้ว แล้วอธิษฐานจิตขอให้หายจากโรคต่างๆที่ตนเป็นอยู่

วัดคุนเซชอยนี ดัตสัน(Gunzechoyney datsan)ที่ เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก


              สำหรับวัดพระพุทธศาสนาที่เมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก มีชื่อว่า คุนเซชอยนี ดัตสัน(Gunzechoyney datsan) เริ่มก่อสร้างระหว่าง ค.ศ. 1909-1915 แต่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 ได้บีบบังคับให้ต้องปิดตัวเอง ในช่วงปีแรกๆของการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียตนั้น มีหน่วยทหารเข้าไปตั้งอยู่ในสนามของวัด ข้างในวัดได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก พระพุทธรูปและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถูกทำลายและพวกทหารก็ได้ใช้กระดาษคัมภีร์ของทิเบตมวนสูบยา ต่อเมื่อนายแพทย์ทิเบตชื่ออัควาน ดอร์เซียฟ ทำการประท้วงอย่างแข็งขัน เขาจึงคืนวัดนี้ให้แก่ประชาคมชาวพุทธ ในระหว่างปี ค.ศ. 1923-1924 ข้างในวัดได้รับการบูรณะเป็นบางส่วน พระพุทธรูปขนาดความสูง 4.5 เมตร ที่มีดวงเนตรทำด้วยดินเผาหลากสีได้ถูกนำมาจากประเทศโปแลนด์มาสถิตไว้ที่วัดแห่งนี้

            ในปี ค.ศ. 1938 วัดคุนเซชอยนี ดัตสันได้ถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นศูนย์กีฬา และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการใช้ชั้นใต้ดินของอาคารเป็นที่ผลิตลูกระเบิดมือ

           หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการนำไปใช้เป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุ และในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 สถาบันวิทยาศาสตร์สังคมนิยมโซเวียตได้มาใช้อาคารเป็นที่ทดลองทางสัตววิทยา จากเหตุทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าว ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปลักษณ์ภายนอกของอาคาร อุปกรณ์บางส่วนของอาคารสูญหายไป ยกตัวอย่างเช่น แผ่นทองแดงที่ติดประดับอยู่ที่ประตูสามชุดถูกแกะออกไป ส่วนห่วงประตูที่ทำด้วยทองแดงก็ใช้วัสดุอื่นในสมัยนั้นมาใส่ไว้แทน

           ทุกวันนี้มีลามะจากสาธารณรัฐบุรยัตได้แวะเวียนเข้าไปที่วัดคุนเซชอยนี ดัตสัน อยู่อย่างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับที่สาธารณรัฐคาลมีเกีย โดยจะมาคอยช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมามีชิวิตชีวาดังเดิม ในปัจจุบันมีลามะจำนวนไม่น้อยได้สึกหาลาเพศออกจากลามะไปมีครอบครัว และลามะเหล่านี้ก็ได้มาช่วยกันฟื้นฟูพระพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน มีชาวมอสโกหลายร้อยคนมาลงทะเบียนเพื่อเปิดห้องสวดมนต์ในวัดคุนเซชอยนี ดัตสัน เพื่อใช้สวดมนต์

            ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย ในคราวเปิดวัดอย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ. 1914 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ก็ทรงส่งพระพุทธรูปร่วมแสดงความยินดีด้วย เป็น พระปางนั่งสมาธิ และปางอุ้มบาตร และปัจจุบัน พระ ดร.รศ. ชาตรี เหมพนฺโธ แห่งวัด อภิธรรมพุทธวิหาร เซนต์-ปิเตอร์เบอร์ก ได้มาเป็นวิทยากรผู้บรรยายพระพุทธศาสนา ณ วัดแห่งนี้ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

วัดพระพุทธศาสนา “อิวอลคินสกีดัตสัน” ในสาธารณรัฐบูรยาเทีย ประเทศรัสเซีย


            คำว่า ดัตสัน (Datsan) เป็นคำที่ใช้ สำหรับมหาวิทยาลัยวัดของพุทธศาสนา (Buddhist university monasteries) ตามรูปแบบของเครุกปา(Gelukpa) ของทิเบต ซึ่งมีอยู่ทั่วในประเทศมองโกเลีย ประเทศทิเบต และในไซบีเรียของรัสเซีย กล่าวโดยทั่วไป ในดัตสันจะมี 2 คณะ คือ คณะปรัชญา และคณะแพทยศาสตร์ ในบางครั้งก็จะมีคณะเพิ่มเข้ามาอีกคณะหนึ่ง คือ คณะปฏิบัติตันตระ ซึ่งพระสงฆ์จะใช้ศึกษาเล่าเรียนหลังจากที่ได้สำเร็จการศึกษาจากคณะปรัชญาแล้ว

          สำหรับวัดอิวอลคินสกีดัตสัน(Ivolginsky Datsan) ที่ปรากฏในภาพ เป็นวัดพระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐบูรยาเทีย (Buryatia) อยู่ห่างจากเมืองอูลันอูเด(Ulan-Ude) 23 กิโลเมตร ใกล้กับหมู่บ้านเวอร์คินยายาไอโวลกา (Verkhnnyaya Ivolga)

             อิวอลคินสกีดัตสัน ทำการเปิดในปี ค.ศ. 1945 เป็นศูนย์ศาสนาของชาวพุทธแห่งเดียวของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต(USSR) เป็นสถานที่พำนักของท่านปัณฑิโต คัมโบ ลามะ ผู้เป็นประมุขของพระลามะของรัสเซีย ต่อมาเป็นที่พำนักของคณะกรรมการพุทธศาสนากลางของสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็นพุทธสังฆะของรัสเซีย ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นที่พำนักของท่าน บัณฑิโต คัมโบ ลามะ ผู้เป็นประมุขของพระลามะของรัสเซีย พิธีกรรมที่จัดขึ้นในวัดนี้มีทั้งพิธีกรรมทางศาสนา การรักษาโรค ตลอดจนเป็นที่จัดการศึกษาพุทธศาสนาแบบโบราณ และมีมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาอยู่ในสังกัดชื่อ มหาวิยาลัย ดาชิ โชอินโขร์ลิง (Dashi Choinkhorling) ซึ่งเปิดเมื่อปี ค.ศ. 1991

           ในตำนานของวัดเล่าว่า ในปี ค.ศ. 1927 บัณฑิโต หัมโบ ลามะ องค์ที่ 12 ของวัดไอโวลกินสกีดัตสัน นามว่า ธาชิ-ดอร์โซ อิติเกลอฟ (Dhashi-Dorzho Itigelov) ได้บอกกับศิษยาศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั้งหลายว่า เวลาท่านตายขอให้ฝังศพของท่านไว้และให้ตรวจสอบอีกทีเมื่อครบ 30 ปี ว่าศพจะเป็นอย่างไร เมื่อสั่งเสียเป็นที่เรียบร้อยแล้วท่านก็นั่งขัดสมาธิสาธยายมนต์เกี่ยวกับความตาย (เจริญมรณสติ) แล้วก็มรณภาพในท่านั่งขัดสมาธินั่นเอง บรรดาพระและพุทธศาสนิกชนก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่าน คือนำศพไปฝัง ต่อจากนั้นมาอีก 30 ปี ก็ได้ไปขุดศพของท่านออกมาดู ก็ได้พบว่าศพของท่านยังไม่เน่าเปื่อย แต่ตรงกันข้ามกลับเหมือนกับศพของคนที่ตายใหม่ๆเมื่อไม่กี่ชั่วโมง ทั้งๆที่กาลเวลาได้ผ่านไปแล้วนานถึง 30 ปี พวกพระภิกษุสงฆ์กลัวว่าทางรัฐบาลคอมมิวนิสต์โซเวียตจะมีปฏิกิริยาในทางไม่ดีกับอิทธิปาฏิหาริย์ในครั้งนี้ ก็จึงย้ายศพของท่านไปฝังยังที่ปกปิดแห่งหนึ่ง และเรื่องราวความมหัศจรรย์ของท่านก็มาโด่งดังอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เมื่อได้มีการขุดศพของท่านขึ้นมาและนำมาฝังไว้ที่วัดอิวอลคินสกีดัตสัน ซึ่งคราวนี้ก็ได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนทั้งโดยนักวิทยาศาสตร์และนักพยาธิวิทยา แล้วได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการบอกว่า ศพของท่านยังดีอยู่ ไม่มีร่องรอยของการเน่าเปื่อย ทั้งส่วนของกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อภายในร่างกาย ข้อต่อต่างๆ ผิวหนังตามส่วนต่างๆของร่างกาย ล้วนแต่ยังคงความเป็นปกติไม่มีส่วนใดๆเน่าเปื่อยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่เป็นศพที่ไม่ได้ผ่านการดองหรือทำมัมมีแต่อย่างใด

ที่มา : https://sites.google.com/site/buddhisminrussia/home

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

น้ำผึ้งเคลือบยาพิษ


น้ำผึ้งเคลือบยาพิษ




          มาตรา ๑๖ ให้นำบทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนที่ว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาและการชี้ขาดตัดสินคดี มาใช้บังคับแก่การพิจารณา พิพากษาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลฎีกา และแผนกคดีครอบครัวและมรดกตามพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน


        ฟังดูดี ยกย่องกฎหมายแพ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงประกาศให้ใช้ เป็นที่สูงสุด มาบังคับใช้จนถึงศาลฎีกา

แต่!! ต้องย้อนกลับไปอ่านข้อความในมาตรา ๑๕ ก็จะพบว่า 
      “ให้นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย) มาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบัญญัติกฎหมายอิสลาม (ที่อัลเลาะห์บัญญัติ)”

        นั่นคือ อิสลามได้ขึ้นยืน เหยียบบนหัวนักการเมืองพรรครัฐบาล แล้วชูพระราชอำนาจขึ้นสูงสุดไว้เหนือหัว...เหยียดตัวตรง แล้วยังเขย่งเท้าชูให้สูงขึ้นไปอีก ....และแล้ว.....ทุ่มลงกับพื้นอย่างสุดแรง ด้วยคำว่า "เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบัญญัติกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกตามพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ”

                         
         นั่นเป็นการเรียนรู้จากตัวอักษรบนพระราชบัญญัติที่นักการเมืองที่เราลงคะแนนเลือกเข้าไปนั่งในสภาฯกำลังจะเสนอ

ทำไมพม่าจึงห้ามสตรีแต่งงานกับชายมุสลิม?
  • ถ้าหากในวันหนึ่งข้างหน้าเขาจะแต่งงานใหม่เขาจะต้องไปจดทะเบียนที่ใด สำนักงานเขตและที่ว่าการอำเภอคงไม่รับจดฯแน่นอน ถ้าหากจดทะเบียนที่สำนักงานจดทะเบียนของอิสลาม ดังนั้นสามีหรือภรรยาคนใหม่จะต้องเป็นอิสลามโดยอัตโนมัติใช่หรือไม่?
        เรื่องการเปลี่ยนศาสนา ถ้าหากตอบว่า “เปลี่ยนศาสนาได้ไม่มีปัญหา” นั่นคือ “มุสาวาทา !” โปรดอ่านข่าวต่อไปนี้

ศาลแพ่งมาเลย์ปัดคำร้องหญิงมุสลิมขอเปลี่ยนนับถือศาสนาคริสต์

        ปูตราจายา - ศาลแพ่งแดนเสือเหลืองไม่ยอมตัดสินคดีหญิงมุสลิมขอเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ โบ้ยเป็นหน้าที่ของศาลอิสลาม

         สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธ (30 พ.ค.) ว่าคณะผู้พิพากษาศาลฎีกามาเลเซียได้ปฏิเสธที่จะพิจารณาคำร้องของนางลีนา จอย หญิงมุสลิมที่ต้องการได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายหลังจากที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์แล้ว โดยกล่าวว่าเรื่องนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลชาเรีย หรือศาลอิสลาม ซึ่งศาลแพ่งไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงตรงจุดนี้ได้
จาก คม ชัด ลึก  31 พ.ค.50

          เนื่องจาก คดีนี้เป็นข่าวที่สื่อฯทั่วโลกสนใจ ผู้เขียนขอนำเสนอบทคัดย่อข้อความสำคัญจากข่าวเดียวกันในหัวข้อข่าว “Malaysia: woman fights for right to convert” คลิกเข้าอ่านข่าวต้นทางจากสื่อฯ Religioscope http://religion.info/english/articles/article_110.shtml

· ร่างพระราชบัญญัติกฏหมายอิสลาม (Islamic law) มาตรา ๑๕ – ๑๖ ตอนน้ำผึ้งเคลือบยาพิษ


http://surasiha.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ถาวร เสเนียม ยุรัฐบาลปลด 'ภารดร' พ้นเลขาฯสมช. ถูก BRN ล้มโต๊ะเจรจา


ถาวร เสเนียม ยุรัฐบาลปลด 'ภารดร' พ้นเลขาฯสมช. ถูก BRN ล้มโต๊ะเจรจา
        นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา ปชป.สับรัฐ ถูก "บีอาร์เอ็น" ล้มโต๊ะเจรจา ยุปลด "ภราดร" พ้นเลขาฯสมช. แฉ กลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ กรณีตัวการยิงอิหม่าม "ยะโก๊บ" ปัตตานี

         วันที่ 8 ส.ค. ที่รัฐสภา นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ กลุ่มบีอาร์เอ็น ประกาศล้มโต๊ะพูดสันติภาพกับทางการไทย ว่า เรื่องนี้ต้องยอมรับตั้งแต่ต้นว่า กลุ่มบีอาร์เอ็น ไม่เต็มใจ และไม่ตั้งใจ ที่จะพูดคุยกับทางการไทย แต่ทางการมาเลเซีย บีบบังคับให้กลุ่มนี้ไปอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ และลงนามพูดคุยสันติภาพ ซึ่งทางการมาเลเซีย เปิดหน้าชัดเจนว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เนื่องจากให้กลุ่มนี้พิงหลัง การที่บีอาร์เอ็น ยุติพูดคุย

          ตนก็ได้เตือนรัฐบาลตั้งแต่ต้นว่า ผู้ที่มาพูดคุย ไม่ใช่ตัวจริง ไม่มีอำนาจสั่งการ ให้กลุ่มเคลื่อนไหวในไทยยุติความรุนแรงได้ โดยเฉพาะช่วงเดือนรอมฎอน ที่โทษกันไปมาว่า ใครก่อเหตุการณ์ความไม่สงบจึงได้ เบาะแสว่า จะล้มโต๊ะ พูดคุยแล้ว ซึ่งตนขอเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพราะ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. คนปัจจุบัน เป็นบุคคลภายนอก ไม่ได้รับความร่วมมือภายในสมช. มากเท่าไหร่

          รวมทั้งขอให้ทบทวนคณะพูดคุยของทางการไทย คือ พล.ท.ภราดร พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากนี้ในช่วงวันฮารีรายอ ก็จะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น

          นอกจากนี้ ตนทราบว่า รัฐบาลก็พูดคุยอยู่กับกลุ่มเบอร์ซาตูและพูโล อยู่ในขณะนี้ จึงอยากให้รัฐบาลหาผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน และไม่ควรเปิดเผยเรื่องการพูดคุย เนื่องจากจะเกิดการแย่งกันได้หน้า

        นายถาวร กล่าวต่อว่า การเสียชีวิตของ นายยะโก๊บ หร่ายมณี อิหม่ามประจำมัสยิดกลาง จ.ปัตตานี ทราบว่า กลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ เป็นผู้ก่อเหตุ รัฐบาลต้องเข้มงวดกับกลุ่มนี้ให้มาก เพราะการเมืองท้องถิ่น ก็จะเรียกใช้กลุ่มนี้บ่อยครั้ง รวมทั้งรัฐบาล ควรให้ความสนใจประชาชน ในพื้นที่ที่ต้องการแสดงออกต่อเรื่องความไม่สงบ

http://surasiha.blogspot.com/

เจ้าเล่ห์ไร้ที่ติ 30 โรฮิงญา ร้องเพลงกลบเสียงเลื่อย แหกห้องขังล่องหน


เจ้าเล่ห์ไร้ที่ติ 30 โรฮิงญา ร้องเพลงกลบเสียงเลื่อย แหกห้องขังล่องหน

        30 โรฮิงญา ร้องเพลงกลบเสียงเลื่อยลูกกรงเหล็กขนาด 2 นิ้วขาด 2 เส้นก่อนใช้ผ้าโสร่งโรยตัวปีนหลบหนีหายจ้อยในความมืดช่วงตี 3 เศษ โชคดีไร้ผู้ต้องคดีอาญาพ่วง ...

         เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ซึ่งตรงกับวันออกบวชของชาวมุสลิม มีรายงานว่า ได้เกิดเหตุ 30 โรฮิงญาแหกห้องหลบหนีหายไปจาก สภ.สะเดา รวม 30 คน โดยเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มชาวโรฮิงญาได้ก่อจลาจลที่ห้องกัก ตม.สะเดา จึงได้มีการแยกฝากควบคุมตามโรงพักต่างๆ เช่น สภ.หาดใหญ่ 30 คน สภ.ปาดังเบซาร์ 30 คน สภ.คลองแงะ 20 คน และที่ สภ.สะเดา 30 คน โดยขณะเกิดเหตุ ร.ต.ต.ชินกฤษ พุ่มแสง รอง สวป.สภ.สะเดา พร้อมสิบเวรได้ออกตรวจตรารอบโรงพักก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ มาทราบอีกที่ตอนเช้าว่าโรฮิงญาหายทั้งหมดเหลือแต่ผ้าโสร่งคาลูกกรงไว้ดูต่างหน้า จึงรีบรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น


แยบยล! ชาวโรฮิงญาร้องเพลงหมู่กลบเสียงเลื่อยเหล็กแหกคุก สภ.สะดา



           หลังจาก พ.ต.อ.ไวยวิทย์ นพรัตน์ รก.ผกก.สภ.สะเดา ทราบเรื่อง จึงรายต่อไปยัง พล.ต.ต.สุวิทย์ เชิญศิริ ผบ.ภจว.สงขลา พ.ต.อ.นเรศ อินทร์พรหม รอง ผบ.ภจว.สงขลา พร้อมทั้งรายงานแจ้งไปยัง พ.ต.อ.ประยุทธ์ ชมมาลี รอง ผบก.ตม 6 พ.ต.อ.กานต์ ธรรมเกษตร ผกก.ตม.สงขลา โดยส่งเจ้าหน้าที่ ต.ม.มาร่วมตรวจสอบสังเกตการณ์ ขณะเดียวกันได้เรียกผู้ใต้บังคับบัญชาประกอบด้วย พ.ต.ท.พงษ์พันธุ์ แสงสง่า รอง ผกก.ป.สภ.สะเดา พ.ต.ท.สุวุฒิ รัตนชัย รอง ผกก.สส.สภ.สะเดา ประชุมร่วมกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นการด่วน เพื่อวางแผนกับตำรวจชุดสายสืบออกติดตามหาชาวโรฮิงญาทั้งหมด โดยขอความร่วมมือไปยังผู้ที่พบเห็นให้แจ้งเบาะแสมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ

           ด้าน พล.ต.ต.สุวิทย์ เชิญศิริ เปิดเผยว่า เรากำลังตรวจสอบว่าทำไมชาวโรฮิงญาทั้งหมดจึงหลบหนีไปได้อย่างรวดเร็ว อาจมีการวางแผนโยนใบเลื่อยให้พร้อมจัดรถมารับ ถ้าหากเดินเท้าคงจะมีคนพบเห็น ซึ่งเราจะตรวจสอบกับกล้องวงจรปิดของโรงพักอีกครั้ง รวมทั้งกล้องของเทศบาลเมืองสะเดาซึ่งอยู่เยื้องกัน คาดว่าเราคงตามตัวตัวได้ เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นที่ห้องกัก ตม.สะเดา สามารถตามตัวมาได้ทั้งหมด ส่วนจะหนีไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่คงต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน เบื้องต้น คาดว่าคงไม่มี เพราะต้องการลี้ภัยมากว่า







          ส่วนเรื่องผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปล่อยให้มีการหลบหนีมีมาตราการอย่างไร พล.ต.ต.สุวิทย์ กล่าวว่า ให้ทำรายงานชี้แจงผู้บังคับบัญชาแล้ว เราไม่ตำหนิลูกน้อง เพราะชาวโรฮิงญาไม่ใช่เป็นผู้ต้องหาคดีอาญาร้ายแรง เรารับมาช่วยดูแล หลังจากก่อความวุ่นวายมาก่อนหน้านั้น พวกเขาอยู่มานานอาจจะมีความกดดันต้องการเป็นอิสระ ต้องการลี้ภัยซึ่งเรากำลังรอคำสั่งรัฐบาลอยู่

         มีรายงานว่า ขณะเกิดเหตุ ตรงกับวันฮารีรายอ โดยกลุ่มชาวโรฮิงญา ที่อยู่ในห้องขัง ได้แกล้งร้องเพลงเพื่อกลบเสียงใบเลื่อยที่ใช้เลื่อยห้องขัง ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรไม่ได้ยิน และสามารถหลบหนีไปได้.


http://surasiha.blogspot.com/