วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

SECURITY FORCE ASSISTANCE BRIGADE (SFAB)

CAREERS & JOBS


SECURITY FORCE ASSISTANCE BRIGADE (SFAB)
AN OVERVIEW OF THE SFAB

The Security Force Assistance Brigades (SFAB) are specialized units with the core mission to conduct training, advising, assisting, enabling and accompanying operations with allied and partner nations.

Soldiers in SFABs are highly trained, and among the top tactical leaders in the Army. Their work will strengthen our allies and partners while supporting this Nations security objectives and the combatant commanders' warfighting needs.

SFAB units are open only to currently serving Army Soldiers.

SFAB SOLDIERS ARE:
Proven leaders with high promotion potential
Mature self-starters who can operate independently
Master tacticians who can coach, teach, and mentor partnered foreign security forces
Ready to deploy at a moment’s notice
Willing to assume increased responsibility if the Army rapidly expands


SFAB TRAINING

SFAB Soldiers will be trained in the areas of cross cultural communication, building rapport, working with interpreters and negotiation.

SFAB Soldiers will also receive remedial training in land navigation, advanced medical care, communications, fire support, force protection measures, survival and personnel recovery.

The training course includes: classroom instruction, practical exercises, and field environments. Psychological evaluations and peer evaluations will also be an integral part of the curriculum.



BENEFITS OF SERVING IN AN SFAB UNIT

SFAB Soldiers receive many exclusive cash incentives and benefits, to include:
Promotable Specialists (SPC) receive automatic promotion to Sergeant (SGT)
Retention Bonuses available An added $75 Special Duty Assignment Pay per month for enlisted personnel  Professional Military Education deferment for all NCOES
An additional Skill Identifier


SFAB ELIGIBILITY REQUIREMENTS

In order to qualify for the Security Force Assistance Brigade, you must:
  • Must maintain your deployable status
  • Must obtain & maintain a secret security clearance (interim acceptable)
  • Pass Official Military Personnel File (OMPF) check for derogatory information Score at least 240 points on the Army Physical Fitness Test (APFT) with a minimum of 70 points in each event
  • Have a PULHES of 111221 or better (no APFT limiting profile) - vision and hearing limitations must be correctable
  • Pass a rigorous two-day assessment or a command interview and be selected for service in an SFAB (SSG and below)
            Soldiers at the rank of Sergeant First Class or above, who have completed a key and developmental (KD) position in their current grade, will conduct an interview with the SFAB leadership and will not be required to attend the assessment

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

64th Anniversary of 1St SF. Reg.

          4 June 2018. 64th Anniversary of 1st Special Force Regiment, Wachiralongkorn Camp. Royal Thai Army special forces be in harmony, 1st Special Forces Regiment(Pawai Airborne) Celebrate its 64th Founding Anniversary at Pa Tan, Mueang Lop Buri District, Lopburi Province, Thailand. Happy anniversary, guys, and thank you for your work! . 


        4 มิถุนายน 2561 วันสถาปนากรมรบพิเศษที่ 1 ค่ายวชิราลงกรณ์(ป่าหวาย) ครบรอบ ปีที่ 64 สืบเนื่องในวันที่ 4 มิถุนายน ของทุกปี หน่วยกรมรบพิเศษที่ 1 จะมีอายุครบรอบปีในการก่อตั้งหน่วย มีที่ตั้งอยู่ที่ บ้านป่าหวาย ต.ป่าตาล อ.เมือง จ.ลพบุรี ในวันสถาปนา รพศ.1 ของทุกๆปีจะมีอดีตผู้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชาปัจจุบันได้ให้เกียรติมาร่วมงาน รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติที่เป็นหน่วยข้าราชการหรือพลเรือนก็ดีได้มาร่วมงานกิจกรรมกันอย่างพร้อมเพรียง โดยในปีนี้ได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจาก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. มาเป็นประธานในวันครบรอบสถาปนากรมรบพิเศษที่ 1 ครบรอบ ปีที่ 64

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

Task Force Dagger

ทหารบนหลังม้าหน่วยแรกของสหรัฐฯที่เข้าสู่อัฟกานิสถานหลังเหตุการณ์ 911






      หลังเกิดเหตุเครื่องบินชนตึกเวิร์ลด เทรด เซนเตอร์ในปี 2001 ปีนั้นอาจเป็นปีที่โลกได้รับรู้เกี่ยวกับคำว่า "ก่อการร้าย" ในแง่มุมที่จับต้องได้เป็นหนแรก ก่อนหน้านี้ "การก่อการร้าย" อาจเป็นเพียงภาพของผู้ร้ายในหนังฮอลลีวูดหรือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่ดูจะไกลตัวคนปกติทั่วไปอย่างเราๆ แต่หลังจากเหตุการณ์สะเทือนโลกคราวนั้น โลกได้รับรู้ถึงความอันตรายจากการเมือง ความเชื่อ และ ความขัดแย้ง ที่ไม่ได้อยู่ตั้งอยู่แค่บนสนามรบอีกต่อไป สงครามถูกขยับเขตแดนเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ การก่อการร้ายไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกแล้ว มันไม่ได้เกิดแค่ใน อิรัก อัฟกานิสถาน ซีเรีย โซมาเลีย หรือ พื้นที่ภัยสงครามอีกต่อไป

มันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และ ทั่วโลก

       นอกจากข้อมูลที่เราได้รับรู้จากสื่อฯแล้ว สิ่งที่เป็นตัวสื่อสารถึงความเลวร้ายของสงครามในพื้นที่ต่างๆทั่วโลก ยังถูกนำเสนอผ่านสื่อภาพยนตร์ที่เป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนได้หลากหลายมากที่สุด หลายเรื่องสร้างจากเรื่องจริง หลายเรื่องก็เป็นเรื่องราวสมมุติที่แต่งเติมเรื่องราวให้ดูดุเดือดเข้มข้น เพิ่มความดราม่า ซาบซึ้งให้กับเรื่องราวมากขึ้น

       ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่เลวร้ายและเต็มไปด้วยความเศร้าโศกก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสงครามนั่นแหละ เรื่องจริงมันน่าเศร้ายิ่งกว่าการแต่งเติมพล็อตเรื่องเพื่อรรถรสมากนัก

Operation Enduring Freedom เป็นปฏิบัติการที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา เหตุเพราะมันเป็นปฏิบัติการใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่สงครามหลายแห่งทั่วโลก และแยกย่อยเป็นปฏิบัติการเล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงระดับมหากาฬ มีหนังฮอลลีวู้ดมากมายหยิบเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้ปฏิบัติการนี้ไปทำภาพยนตร์

        ผ่านมาเกือบ 13 ปีนี่เป็นครั้งแรกที่มีการหยิบ "ภารกิจแรก" ใน Operation Enduring Freedom มาทำเป็นภาพยนตร์ ซึ่งความสำคัญของมันไม่ใช่แค่การเป็นภารกิจแรกหลังเหตุ 911 เท่านั้น แต่ความพิเศษของภารกิจนีคือ การที่หน่วยรบพิเศษที่ถูกส่งไปต้องไปเผชิญกับภาวะความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่ที่พวกเขาไม่เคยเผชิญมาก่อน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม และ เข้าอัฟกานิสถาน ดินแดนแห่งหุบเขาและทะเลทราย ทางที่ง่ายที่สุด คือคุณต้องขี่ม้าเข้าไป







        12 Strong สร้างจาก Horse Soldiers (The Extraordinary Story of a Band of U.S. soldiers Who Rode to Victory in Afghanistan) หนังสือขายดีของ Doug Stanton นักข่าวและนักเขียนชื่อดังของหนังสือพิมพ์ New York Times ที่เล่าเรื่องของหน่วยรบทหารม้าหน่วยแรกที่เข้าถึงพื้นที่รบในอัฟกานิสถานหลังเหตุ 911 เพียง 1 สัปดาห์ภายใต้ปฏิบัติการณ์ Enduring Freedom ซึ่งเป็นหนึ่งในปฏิบัติการแรกของสงครามอันแสนยาวนานที่ยืดยาวมากว่า 13 ปีหลังเหตุการณ์ 911 ภายใต้รัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู บุช ในปี 2001 และถูกประกาศสิ้นสุดปฏิบัติการในสมัยของรัฐบาล บารัค โอบามา ในปี 2014

       Enduring Freedom อาจเป็นชื่อของปฏิบัติการที่คุ้นหูคุ้นตาสำหรับคนทั่วไปมากที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเพราะมันเป็นปฏิบัติการใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุคอินเตอร์เนต ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายดาย และที่สำคัญเทรนด์ของภาพยนตร์ก็นิยมที่จะหยิบเอาเรื่องราวของชีวิตทหารในภารกิจต่างๆมาทำเป็นหนังมากขึ้น





        กองกำลังกึ่งทหารม้าหน่วยนี้เป็นชัยชนะแรกอันแสนยิ่งใหญ่ของกองทัพอเมริกา และเพราะนี่ไม่ใช่แค่ "กองกำลังทหาร" แต่เป็น "กองกำลังกึ่งทหาร" (Paramilitary) เรื่องราวของมันจึงยิ่งพิเศษและตื่นเต้นอีกเท่าตัว

      กองกำลังกึ่งทหาร หมายถึง กองกำลังพิเศษหรือหน่วยสนับสนุนต่างๆที่มีทักษะและผ่านการฝึกพิเศษมาเทียบเท่ากองกำลังพิเศษ (บางพวกมีความสามารถเฉพาะทางมากกว่า) แต่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ บางหน่วยสังกัดกับกองทัพแต่ไม่ใช่กองกำลังหลัก มักอยู่ในสถานะกองกำลังสนับสนุนมากกว่า ในทีนี้เป็นภารกิจที่กองทักสหรัฐไปขอความร่วมมือจากทหารในพื้นที่ด้วย ที่จริงภารกิจนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ใช่แค่กองทัพอเมริกาอย่างเดียว มันจึงถูกเรียกว่า กองกำลังกึ่งทหารนั่นเอง





Operations: Enduring Freedom
Unit: Task Force Dagger (TF Dagger)
Year: 2001
War Zone: Afghanistan


        ภารกิจหลักๆของหน่วย TF Dagger ในการเข้าไปยังอัฟกานิสถานแบบเร่งด่วนครั้งนี้คือการไปชักจูงให้ Abdul Rashid Dostum และหัวหน้าแนวร่วมฝ่ายเหนือคนอื่นๆ ร่วมมือกับอเมริกาเพื่อต่อต้านกองทัพตาลีบัน

        เดิมทีเมือง Mazar-i-Sharif เป็นเมืองของฐานที่มั่นแของแนวร่วมฝ่ายเหนือหลังสงครามกลางเมืองอัฟกานิสถานในปี 1996 แนวร่วมฝ่ายเหนือคือกองกำลังที่เป็นปฏิปักับตาลีบัน แต่สุดท้ายเมือง Mazar-i-Sharif ก็ถูกกลุ่มตาลีบันยึดครอง หลังเหตุการณ์ 911 อเมริกาจึงเข้าหาแนวร่วมฝ่ายเหนือก่อน เพราะพวกเขารู้จักตาลีบันดีที่สุด และมีใจอยากทวงคืนเมืองของพวกเขาคืนมากที่สุด ภารกิจแรกอันแสนสำคัญของอเมริกาหนนนี้ นี้จึงเป็นภารกิจการ "เพิ่มพันธมิตร"


Task Force Dagger ประกอบไปด้วย 3 หน่วยในการทำภารกิจ

  • 5th Special Forces Group กลุ่มทหารม้าในเรื่องมาจากหน่วยนี้ค่ะ หรือเรียกให้คุ้นปากหน่อยคือ Green Beret
  • 160th Special Operations Aviation Regiment (SOAR) ชื่อหน่วยก็จะยาวๆหน่อย แต่หน่วยนี้เป็นหน่วยระดับพระกาฬอีกหน่วย หลายคนอาจคุ้นในชื่อ Night Stalkers มากกว่า เรียกให้เข้าใจง่ายๆคือทัพอากาศกำลังสนับสนุนทางอากาศค่ะ (สังกัดกองทัพบก)
  • AFSOC Special Tactics ฝ่ายกลยุทธ์ เทคนิค สนับสนุนหรือ Scarlet Beret แก๊งหมวกแดง

First Landing: 19 Oct 2001

          แม้เหล่า TF Dagger จะได้รับมอบหมายภารกิจมาตั้งแต่สัปดาห์ให้หลังหลังเหตุการณ์ 911 แต่กว่าพวกเขาจะเตรียมตัว ประสานงาน และเข้าถึงพื้นที่ได้ก็ปาเข้าไปเกือบเดือนหลังจากนั้น และ TF Dagger ไม่ได้มีแค่หน่วยของ Horse Soldier เท่านั้น แต่พวกเขาทำงานแยกกันไปในแต่ละจุดพร้อมๆกัน แต่จุดที่เราจะมาเล่าถึงกันเป็นพื้นที่ที่หน่วย ODA 595

        ขณะเกิดเหตุ 911 หลายคนไม่ได้ประจำการแต่อยู่บ้านกับครอบครัว ทันที่ทีเห็นภาพเครื่องบินชนตึกครั้งแรก พวกเขาตกตะลึง และเมื่อมันมีการชนครั้งที่สอง พวกเขาก็รู้ได้ทันที ว่านี่คือการ ก่อการร้าย ไม่นานหลังจากนั้นพวกเขาถูกประกาศเรียกตัว หนึ่งในสมาชิกทีม ODA 595 มีภรรยาที่ท้องได้ 6 เดือนรวมทั้งลูกชายอีก 2 คน วันนั้นภรรยาของเขาถามว่า "คุณต้องไปร่วมสงครามนี้ใชไหม?" เขาตอบว่า ใช่ แต่ไม่รู้ว่าครั้งนี้มันจะยาวนานแค่ไหน แล้วเขาก็เก็บของออกจากบ้านมาพบกับทีม ก่อนจะบินไปฐานของ TF Dagger ที่ Karshi Kandabad ใน Uzbekistan แอร์เบสนี้มันถูกเรียกขานด้วยชื่อสั้นๆว่า K2

        หลังจากนอนอยู่ที่ K2 ได้ 2 คืนเพื่อรอคำสั่งจากภารกิจ ไม่นานคำสั่งก็มาถึง สิ่งที่พวกเขาได้ยินไม่ใช่ภารกิจพิเศษที่ต้องทำเป็นส่วนตัวอะไร แต่มันแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากที่พวกเขาเคยประสบมา

         ODA 595 ทั้ง 12 คนมีประสบการณ์ในกองทัพเฉลี่ยที่ราวๆ 8 ปี อายุเฉลี่ยของพวกเขาคือ 32 พวกเขาทุกคนแต่งงานและมีลูกแล้วอย่างน้อย 2 คน และพวกเขาทั้ง 12 คนทำงานร่วมกันมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี แต่ไม่เคยมีใครได้พบกับภารกิจแบบนี้มาก่อน และนี่เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยทักษะที่กองทัพสหรัฐยกเลิกการฝึกฝนนี้ไปกว่า 50 ปีแล้ว

      19 ตุลาคม 2001 หน่วยพิเศษ ODA 595 จำนวน 12 นาย และ 2 ทีมควบคุมการสู้รบทางอากาศก็ถูกหย่อนลงมาจากชินุคแถวๆเนินเขา Dari-a-Souf ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน ฮ.มาส่งพวกเขาได้ใกล้แค่นี้ ที่เหลือพวกเขาต้องไปต่อกันเอง

      ตอนนั้นเป็นเวลาตี 2 รอบข้างยังมืดมิด แต่หัวหน้าหน่วยอย่าง กัปตัน มาร์ค นัทช์ (ชื่อในหนังคือ มิทช์ เนลสัน) ก็เรียกกลุ่มของเขาเข้าล้อมวงเพื่อทบทวนแผนการกันอีกรอบ ก่อนจะให้ทุกคนแบกของเตรียมตัวเดินทางไปพบอับดุล ราชิด ดาสทุม ชายที่ทรงอำนาจที่สุดของแนวร่วมฝ่ายเหนือในเช้าวันรุ่งขึ้น

       ODA 595 แบ่งทีมกันเป็นสองกลุ่ม Alpha และ Bravo ทีม Alpha ไปพบดัสทุมเพื่อโน้มน้าวให้เขาพากองทัพยึด Mazar-e-Sharif คืน ส่วน Bravo คอยตั้งแนวรับสู้กับพวกตาลีบันที่หุบเขา Dari-a-Souf นัทช์รู้ดีว่าทีมของเขาไม่คุ้นเคยกับอานม้าเล็กๆบนหลังม้าของอัฟกันฯ พวกเขาตัวใหญ่ยักษ์ และอึดอัดตลอดทางบนหลังม้า ทุกคนยกเว้นนัทช์ เขาโชคดีกว่าคนอื่นตรงที่เคยทำฟาร์มปศุสัตว์มาก่อนและคุ้นเคยกับการขี่ม้าเป็นอย่างดี ซึ่งหลักสูตรนี้ถูกถอดออกไปจากกองทัพสหรัฐกว่า 50 ปีมาแล้ว และหลังจากขโยกเขยกบนหลังม้ากว่า 8 ชั่วโมง พวกเขาก็ถึงที่หมาย

      นัทช์พบกับดาสทุม พวกเขาพูดคุยกันสั้นๆ ดัสทุมพานัทช์ไปยืนมองแนวบังเกอร์ที่ไกลออกไป มันเป็นแนวบังเกอร์ของกองทัพของพวกตาลบัน ดาสทุมถามนัทช์ที่เสมือนเป็นตัวแทนกองทัพสหรัฐในตอนนั้นว่า "คุณเอาระเบิดมาทิ้งใส่มันได้ไหม?" นัทช์ตอบว่า พวกเขาทำได้ แต่จริงๆแล้วพวกเขาอยากเข้ามาอยู่ใกล้ๆแถวๆนี้ก่อนมากกว่า ดาสทุมไม่เห็นด้วย เขานึกค้าน เพราะเขารู้ว่า ถ้ากองทัพอเมริกันเข้ามาร่วมกับแนวร่วมฝ่ายเหนือ ภายใต้การดูแลของเขา ถ้ามีทหารอเมริกันตายแม้แต่คนเดียว พวกเขาจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอเมริกาอีก





         เพื่อซื้อใจ นัทช์จึงติดต่อกองทัพแจ้งพิกัด ไม่นาน เครื่องบินทิ้งระเบิดก็มา พวกเขาหย่อนระเบิดไป 2 ลูก มันพลาดเป้าหมายไป 1 นัทช์อับอายเล็กน้อยกับความผิดพลาดนั้น ในขณะที่นัทช์กำลังอับอาย ดาสทุมกับฮึกเหิม อเมริกันเกรียงไกรถึงเพียงนี้ โทรไปแกร๊กเดียวระเบิดก็มาทันที เขาเริ่มมีความหวัง เขาอาจยึด Mazar-e-Sharif กลับคืนมาอีกครั้งก็ได้ ถ้ามีกองทัพสหรัฐช่วย

พวกเขาจะไปยึด Mazar-e-Shari คืน




America Fight Back: 21 Oct 2001


        กรีนเบเรต์ ODA 595 และ กองกำลังจากแนวร่ซมของดาสทุมก็รวมตัวกัน เดินม้าสู่ Mazar-e-Shari แน่ล่ะว่าพวกเขาต้องผ่านแนวที่ตั้งจุดต่างๆของตาลีบันไปก่อน ทหารม้า 1,500 ของดาสทุม และ ทหารราบ 1,500 จะต้องเดินข้ามสันเขา พวกเขาต้องลดตัวลงต่ำทุกครั้งเมื่อขึ้นเหนือสันเขา เพื่อป้องกันไม่ให้ตาลีบันไหวตัวทันหรือผิดสังเกต เพื่อโจมตีหมู่บ้าน Bishaq อันเป็นกองทัพของตาลีบันที่ใกล้ที่สุด และใครก็ตามที่ประมาทหน่วยรบที่ Bishaq คือคนโง่

        พวกเขาโจมตี Bishaq ได้สำเร็จและตั้งค่ายที่นั่นเพื่อเดินหน้าต่อ แต่จนแล้วจนรอดพวกเขาก็ถอยทัพเมื่อกองกำลังเสริมของตาลีบันมาถึง แต่การต่อสู้ที่ Bishaq เป็นเพียงการเริ่มต้นเล็กๆ เมื่อเช้าวันต่อมาสเกลการสู้รบได้ขยายใหญ่มากขึ้นที่ Cobaki การโจมตีทางอากาศได้ทำลายที่กำบังและปืนใหญ่ของข้าศึกเสียราบ ดูเหมือนว่าน้ำจะไหลเปลี่ยนทิศทางเสียแล้ว ท่ามกลางความเดือดดาลของสงคราม แผนการของ ODA 595 ที่วางกันมาตั้งแต่ต้นอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป พวกเขาต้องพลิกแพลงสถานการณ์เพื่อไปต่อ




         แม้พวกเขากำลังเข้าใกล้ความสำเร็จในการยึด Mazar-e-Shari แต่ข่าวที่ออกไปตามสื่อกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผลของภารกิจนี้ดูย่ำแย่กว่าที่มันเกิดขึ้นจริงบนสนามรบ Donald Rumsfeld รัฐมนตรีกลาโหม ผู้เคยออกปากว่า "ฉันต้องการให้ทุกหน่วยลงพื้นที่เดี๋ยวนี้โว้ย!" หลังเหตุ 911 เพื่อดึงทหารที่กำลังปฏิบัติภารกิจอื่นๆอยู่ทั่วโลกในขนะนั้น ให้กลับมาสนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกา และกองทัพสหรัฐต้องพร้อมสำแดงเดชทันที ทันทีทีรัมสเฟลได้ข่าวจากสื่อและรายงานอันผิดพลาดจากแหล่งต่างๆว่า ภารกิจที่โน้มน้าว ดาสทุมเพื่อเข้ายึด Mazar-e-Shari เป็นไปไม่ได้ด้วยดี และกองทัพอาจเฟลในมิสชั่นนี้ เขาเดือดดาล หัวร้อน สายกริ๊งกร๊างมาหา John E. Mulholland Jr. ทันที ขณะนั้น มัลฮอลแลนด์ดูแลหน่วย Green Beret อยู่ เขาจึงต้องต่อสายตรงถึงนัทช์ทันที ว่า เบื้องบนไม่พอใจนักกับผลของภารกิจวันนี้  แน่ล่ะ ว่าพวกเขาต้องไม่พอใจ แต่ช่างหัวเบื้องบนสิ

         ถึงอย่างนั้นนัทช์ก็ไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบและมุทะลุตามคาแรคเตอร์หน่วยรบเดนตาย เขากลับเปิดแลปทอปขึ้นมาเพื่อเขียนอีเมลล์ ส่งรายงาน เนื้อหาใจความประมาณว่า




       "พวกเราได้โน้มน้าวและได้แนวร่วมหทารม้าเพื่อเข้าโจมตีได้สำเร็จ แต่อาหารและน้ำเริ่มร่อยหรอจากจำนวนกองทัพที่เรามีอยู่ การดูแลทางการแพทย์แก่ผู้บาดเจ็บยังขาดแคลน และพวกเรามีแค่ลาที่ทำหน้าที่ส่งส่งขนเจ็บไปยังกระท่อมที่เก่าสกปรก แต่พวกคนพื้นเมืองก็ทำได้ดีที่สุดเท่าที่เขาทำได้แล้ว เราทำอะไรได้ไม่มากนักถ้าไม่มีการสนับสนุนทางอากาศ และเรายังมีหวังเพราะทุกที่ที่กองทัพสหรัฐเคลื่อนผ่าน เราจะพบกับทหารท้องถิ่นที่บอกว่า ดีใจที่สหรัฐมาช่วยแล้ว และพวกเขาอยากให้พวกตาลีบันออกไปจากที่นี่"




         ข้อความจากอีเมลล์ของนัทช์ ถูกใช้เป็นหนึ่งในถ้อยแถลงของ โดนัลด์ รัมสเฟลป์ในเวลาต่อมา

The Fall : 5 Nov 2001


        ระหว่างที่ ODA 595 กำลังวางแนวรบเพื่อเข้าสู่ Mazar-e-Shari TF Dagger หน่วยอื่นๆก็มีงานของตัวเอง

  • 2 พศจิกายน - ODA 534 แลนดิ้งห่างจากกองกำลังของ ODA 595 ไป 25 ไมลส์ภารกิจของพวกเขาเหมือนกับ ODA 595 แค่คนละเป้าหมาย เป้าหมายของ ODA 534 คือ Atta Mohammed Noor จอมทัพอีกคนของแนวร่วมฝ่ายเหนือ
  • 5 พฤศจิกายน - ODA 595 และกองทัพทหารม้าของดาสทุมเข้ายึดหมู่บ้าน Bai Beche ของกองทัพตาลีบันได้สำเร็จ
  • 10 พฤศจิกายน – ODA 534 ที่ไปโน้มน้าว Noor และ ODA 595 ที่มาโน้มน้าว Dastum ได้รวมกองกำลังพันธมิตรและเข้าโจมตีกองทัพตาลีบันใน Mazar-e-Shari ได้ในที่สุด

       TF Dagger ยังคงอยู่ปฏิการณ์ในพื้นที่ต่อจนถึงช่วงมีนาคม 2002 ก่อนที่กองกำลังพันธมิตรจะเข้ามารับช่วงต่อทั้งหมด ในที่สุด 12 Strong เว่อร์ๆก็ได้กลับบ้าน แต่สิ่งที่พวกเขาได้ทำไว้จะคงอยู่ไปตลอดกาล



De Oppresso Liber : 11 Nov 2011

          รูปปั้นทองแดงของ ทหารรบหน่วยพิเศษบนหลังม้า ถูกปั้นโดย Douwe Blumberg และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มญาติและมิตรสหายของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 911 รูปปั้นนี้ตั้งตามชื่อของ Motto ของหน่วยรบพิเศษที่ถูกปักอยู่บนตราของหน่วยว่า "De Oppresso Liber" หรือตามความหมายในหน่วยคือ "เป็นอิสระจากกดขี่"  รูปปั้นนี้รู้จักกันในชื่อ อนุสาวรีย์ทหารม้า (Horse Soldier Statue) เพื่อสดุดีทหารม้าผู้กล้า ที่เข้าสู่อัฟกานิสานทันทีหลังเกิดเหตุ 911 และความกล้าหาญของพวกเขาจะดำรงอยู่ตลอดไป

ขบวนพาเรดในวันสดุดีรูปปั้นตอนปี 2011 และบรรดา SF ในหน่วยก็ได้มาถ่ายรูปหน้ารูปปั้นด้วย















Security Force Assistant Brigade : SFAB

         กรมทหารผู้มีหน้าที่จัดตั้งกองกำลังในต่างประเทศ การจัดตั้งกับเรื่องวุ่นๆของสีหมวก และแนวโน้มการปรากฏตัวในภูมิภาค




      ย้อนกลับไปเมื่อ 2018 กองทัพบกสหรัฐอเมริกาตั้งหน่วยทหารหน่วยใหม่ขึ้นมาชื่อว่า Security Force Assistant Brigade หรือ SFAB โดยมีหน้าที่ในการเข้าไปฝึก แนะนำ และช่วยเหลือ กองทหารต่างชาติที่เป็นชาติพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา


       กรอบงานของ SFAB จะมีอยู่ 4 กรอบงานใหญ่ๆ ได้แก่ การเตรียมกำลังให้สามารถสนับสนุนภารกิจการรักษาความมั่นคงภายในของต่างชาติได้, การปฏิบัติภารกิจรักษาเสถียรภาพ การเป็นที่ปรึกษากองกำลังความมั่นคง และภารกิจการป้องกันและปราบปรามความไม่สงบ ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่เฉพาะการเข้าไปฝึกให้กองกำลังต่างชาติยิงปืนหรือดำเนินกลยุทธ แต่ยังสัมพันธ์กับการดำเนินการเป็นที่ปรึกษาให้กับการดำเนินนโยบายทางความมั่นคงและยุทธวิธีของกองทัพต่างชาตินั้นๆอีกด้วย


       ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นSFAB จะเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับกองกำลัง กองทัพที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ในรัฐบาลของรัฐต่างๆที่สหรัฐ เข้าไปปฏิบัติการเปลี่ยนระบอบ แล้วก็ตั้งรัฐบาลและตั้งการปกครองขึ้นมาใหม่ เพื่อไปจัดการกับกลุ่มก่อความไม่สงบทั้งหลายในประเทศ ตัว เองและสร้างเสถียรภาพขึ้นมาใหม่


        อันที่จริงแล้วงานเหล่านี้ไม่ใช่งานใหม่ หรือไม่เคยมีหน่วยทหารอื่นทำมาก่อน แต่มันคือ งานของหน่วย "รบพิเศษ" ในการทำสงครามนอกแบบ ที่ต้องเข้าไปจัดตั้งกองกำลัง เพื่อต่อต้านรัฐบาล และเป็นพันธมิตรกับอเมริกา หรือช่วยฝึกกองกำลังของรัฐบาลเพื่อไปต่อสู้กับกองกำลังที่ก่อความไม่สงบ ที่สหรัฐต้องการให้ชาติพันธมิตร ปราบปรามลงไปเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐ

                            ทหารรบพิเศษ Green Beret ของ MACV ดูได้จากตราหน้าหมวก
         กรีนเบเร่ต์ทั้งหลายเคยทำหน้าที่เหล่านี้มาแล้ว เช่นในสมัยเริ่มต้นสงครามเย็นใหม่ๆ ที่เข้ามาฝึก มาจัดตั้ง วางรูปแบบให้กับ กองทัพไทย จนทุกวันนี้ก็ยังเหลือส่วนงานนั้นๆอยู่ที่เราเคยพูดถึงบ่อยๆ คือ JUSMAGTHAI หรือในช่วงสงครามเวียดนาม อย่าง Military Assistant Group,Vietnam Studies and Observations Group (MACV-SOG) หน่วยเหล่านี้เป็นหน่วยรบพิเศษทั้งนั้น และรวมถึง กรมรบพิเศษที่ 5 กองทัพบกสหรัฐ ที่เคย ปฏิบัติงานแถบประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย




ทหารรบพิเศษ Green Beret จากกองร้อยรบพิเศษที่ 46 กรมรบพิเศษที่ 5 กองทัพบกสหรัฐ ขณะปฏิบัติงานร่วมกับทหารไทย สังเกตได้ที่ตราหน้าหมวกที่เป็นรูปตัว U ด้านในจะมีลายธงชาติไทยพาดขวางอยู่ 




       ทำให้การจัดตั้งหน่วย SFAB ในช่วงแรกนั้นได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จาก ชุมชนนักรบพิเศษทั่วทั้งกองทัพ แม้ทางกองทัพจะชี้แจงว่า การจัดตั้งหน่วยขึ้นมา  เพื่อให้สามารถระดมทรัพยากรได้อย่างมี ประสิทธิภาพ หน่วยรบทั้งหลายจะได้ปฏิบัติภารกิจได้เต็มที่โดยไม่ต้องแบ่งทรัพยากรมาปฏิบัติภารกิจ การฝึกหรือเป็นที่ปรึกษาให้กับ กองกำลังต่างชาติทั้งหลายอีก

ภาพร่างแรกของทั้งหมวกและสัญลักษณ์ของ SFAB ที่สร้างความไม่พอใจในหมู่นักรบพิเศษ


        ไม่เพียงแต่เท่านั้นในช่วงต้นของการเริ่มจัดตั้งหน่วยเป็นรูปเป็นร่างก็มีดราม่า อีกนั่นคือการเอาอัตลักษณ์หน่วยรบพิเศษที่ทำหน้าที่แบบที่เรากล่าวข้างต้น มาเป็นอัตลักษณ์ของSFAB ไม่ว่าจะเป็น ตราสัญลักษณ์หน่วย ที่เป็นดาบชี้ขึ้นและอยู่ในPATCH ที่คล้ายของเก่าของหน่วย Recondo ที่เอามากลับข้าง มาก การใช้ TAB คำขวัญต่างๆ การตั้งชื่อเล่น ของหน่วย กรม SFAB ที่ 1 ว่า The Legion ซึ่งเป็นฉายา ของหน่วย 5th Special Force Group ที่เคยปฏิบัติงานในสงครามเวียดนาม



        ภาพเปรียบเทียบร่างแบบแรกของตรา SFAB ด้านซ้ายสุด กับPatchของหน่วยรบพิเศษและ Recondo และที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นการใช้หมวกเบเรต์สีเขียวอ่อน ซึ่งไปคล้ายกับ Green Beret ที่ใช้เขียวเข้ม


(ซ้าย) หมวกรบพิเศษ Green Beret (ขวา) หมวกSFABเวอร์ชั่นแรก

         จนสุดท้ายกองทัพบกต้องยอมปรับเปลี่ยนเพราะต้านทานกระแสไม่ไหว ด้วยการเปลี่ยนสีหมวกเบเรต์ของ SFAB ใหก้เป็น สีน้ำตาล แต่ก็ยังไม่วายโดนตั้งคำถาม ว่าแล้วสีน้ำตาลที่ว่ามันน้ำตาลเฉดไหน เพราะมีหน่วยที่ใช้หมวกสีเบเรต์สีน้ำตาลในเฉดที่เรียกว่า Tan อยู่แล้ว คือหน่วย Ranger หรือกรมจู่โจม

          ชุมชนนักจู่โจมก็เริ่มมีกระแสตามมาเพราะ เดิมRanger ของทบ.สหรัฐ ใส่หมวกเบเรต์สี ดำ ก่อนที่ในปี 2001 กองทัพสหรัฐ ได้ออกระเบียบให้ หมวกเบเร่ต์สีดำ เป็นเครื่องประกอบเครื่องแบบทหารบก ทุกนาย ตอนนั้นเหล่า Ranger ก็โวยวายมาทีนึงแล้วจนต้องออกระเบียบให้ Ranger ใช้หมวกเบเร่ต์สีน้ำตาลที่เรียกว่า Tan


ทหาร Ranger Regiment สวมหมวกเบเร่ต์ Tan

          กองทัพบกสหรัฐเปิดเผยรูปแบบหมวกเบเร่ต์สีน้ำตาล Patch หน่วย และ Tab แบบสุดท้ายออกมา จึงลดกระแสต่างๆลงไปได้ ในเดือนตุลาคม 2018


หมวกเบเร่ต์สีน่ำตาลของ SFAB


ภาพตัวอย่างหมวกสีน้ำตาลโดย ทบ.สหรัฐ

          ด้านล่างนี้คืออาร์ม PATCH แบบที่อนุมัติพร้อม Tab Advisor จะเห็นได้ว่าแตกต่างจาก
แบบร่างแรกที่เปิดเผยออกมาและสร้างกระแสความไม่พอใจจำนวนมาก



Patch ที่ได้รับการอนุมัติ พร้อม TAB Advisor


       ปัจจุบัน หน่วย SFAB จะประกอบไปด้วย Security Force Assistance Command หน่วยบัญชาการระดับกองพล มี ผบ.หน่วย ยศพลจัตวา  และมีกรม SFAB จำนวนทั้งสิ้น ณ ปัจจุบัน 6 กรมได้ โดยได้แก่ กรมที่ 1-5 อยู่กับกองทัพบก และกรมที่ 54 อยู่กับ National Guard รัฐ Indiana  โดยกรม SFAB ที่ 5 เป็นกรมที่เพิ่งได้รับการจัดตั้งสมบูรณ์ ทำพิธีสถาปนาไปเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง

       กรม SFAB ทั้งหมด ในปี 2020 ได้ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจกับกองบัญชาการภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง แอฟริกาและแน่นอนภูมิภาคที่สำคัญอย่างอินโดแปซิฟิก ของเรานี่เอง ซึ่งหน่วยที่จะมาประจำการในอินโดแปซิฟิกในอีกตลอดหกเดือนข้างหน้านี้ก็ไม่ใช่หน่วยไหน ก็คือ กรม SFAB ที่ 5 ที่พึ่งจัดตั้งใหม่นี่เอง

ที่มา : 
https://en.wikipedia.org/wiki/Security_Force_Assistance_Brigade
https://en.wikipedia.org/wiki/5th_Security_Force_Assistance_Brigade
https://www.facebook.com/5thSFAB/
https://www.army.mil/article/236039/u_s_armys_5th_security_force_assistance_brigade_officially_activates
https://smallwarsjournal.com/jrnl/art/governance-advising-framework-security-force-assistance-brigade
https://www.goarmy.com/careers-and-jobs/current-and-prior-service/advance-your-career/security-force-assistance-brigade.html
https://www.army.mil/article/216498/macv_sog_history
https://www.chicagotribune.com/news/ct-xpm-2001-03-16-0103160220-story.html
https://www.armytimes.com/news/your-army/2018/02/08/its-official-army-unveils-brown-beret-new-patch-for-military-advisers-sfab/
https://sof.news/sfa/sfab-beret/
https://mwi.usma.edu/tabs-badges-berets-oh-big-distraction-armys-new-advisory-unit-really-didnt-need/
http://www.modernforces.com/uniform_46th_thai.htm