วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตัดหัวพ่อค้าบันนังสตา


ตัดหัวพ่อค้าบันนังสตา
         เวลา 07.00 น.วันที่ 30 ส.ค. เกิดเหตุชาวบ้านถูกฆ่า และเผาพร้อมรถยนต์ที่บนถนนสายตลิ่งชัน-ศรีสาคร บ้านลีปะสะโต ม.3 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา

        ที่เกิดเหตุบนถนนสายดังกล่าวพบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ทองแบบตอนเดียว หมายเลขทะเบียน บฉ 6018 ยะลา จอดอยู่บนถนน สภาพรถถูกเผาไหม้ได้รับความเสียหายทั้งคัน ส่วนด้านหลังกระบะพบเพียงบริเวณลำตัวของ นายต่วนดาโอ๊ะ ต่วนสุหลง อายุ 58 ปี ซึ่งมีอาชีพค้าขาย อยู่บ้านเลขที่ 12 ม.10 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา ถูกไฟเผาไหม้เกรียมไปทั้งร่าง

         นอกจากนั้นยังพบส่วนศีรษะซึ่งคนร้ายได้ตัดศีรษะ ตัดใบหูด้านซ้ายของผู้ตาย และนำไปทิ้งที่ริมทางห่างจากรถยนต์ไปเพียง 5 เมตร โดยที่บริเวณศีรษะพบร่องรอยกระสุนถูกยิงจากด้านหลังทะลุด้านบน และห่างไปเล็กน้อยพบขวดบรรจุน้ำมันของคนร้าย ก่อนเกิดเหตุทราบว่าในขณะที่นายต่วนดาโอ๊ะ ขับรถยนต์ออกจากบ้านพักเพียงลำพังเพื่อจะไปทำธุระที่ อ.เมืองยะลา ในช่วงหัวรุ่ง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนดักซุ่มอยู่ โดยคาดว่าคนร้ายน่าจะยิงนายต่วนดาโอ๊ะ เสียชีวิตก่อนแล้วจึงตัดศีรษะ และจุดไฟเผาดังกล่าว














http://surasiha.blogspot.com/

Happy Birthday เบอร์ซาตู


Happy Birthday เบอร์ซาตู ป่วนใต้ ติดธงชาติมาเลเซีย

              เวลา 03.00-05.00 น. วันที่ 31 ส.ค. นราธิวาสสมาชิกกองกำลังติดอาวุธอาร์เคเค ในพื้นที่ทั้ง 12 อำเภอ จ.นราธิวาส กว่า 50 คน ได้วางแผนนัดแนะกระจายกำลังนำวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดและธงชาติประเทศมาเลเซียไปปักบริเวณเสาไฟฟ้า ต้นไม้ ริมถนน รวมทั้งเผายางรถยนต์ในเส้นทางสายหลักและสายรองถึง 43 จุด เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาก่อตั้งขบวนการแนวร่วมเพื่อเอกราชปัตตานี หรือ กลุ่มเบอร์ซาตู ในวันนี้ ซึ่งกลุ่มเบอร์ซาตูใช้ธงชาติมาเลเซียเป็นสัญลักษณ์ สำหรับทั้ง 43 จุด ประกอบด้วย

  • 1.อ.ยี่งอ 3 จุด 
  • 2.ตากใบ 3 จุด 
  • 3.ศรีสาคร 10 จุด 
  • 4.สุไหงโก-ลก 1 จุด 
  • 5.รือเสาะ 5 จุด 
  • 6.บาเจาะ 2 จุด 
  • 7.จะแนะ 1 จุด 
  • 8.เมืองนราธิวาส 5 จุด 
  • 9.สุไหงปาดี 4 จุด 
  • 10.เจาะไอร้อง 1 จุด 
  • 11.ระแงะ 6 จุด 
  • 12.อ.แว้ง 2 จุด 
        ต่อมาเวลา 07.00 น.เจ้าหน้าที่เดินทางทยอยเก็บกู้และยิงทำลายวัตถุต้องสงสัย พบว่าส่วนใหญ่เป็นระเบิดจริง ที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในกระป๋องน้ำมันหล่อลื่นของรถ จยย.กล่องเหล็กและกล่องกระดาษ น้ำหนักตั้งแต่ 1 - 10 ก.ก. ใน 12 อำเภอ มีจุดที่ระเบิดทำงาน 4 อำเภอ กว่า 20 จุด อาทิในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี คนร้ายตั้งวัตถุต้องสงสัยไว้ในสวนสุขภาพตรงข้ามสภ.สุไหงปาดี เกิดระเบิดขึ้น แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ อ.ระแงะ เจ้าหน้าที่ทหารพรานกรมทหารพรานที่ 45 2 นาย เข้าไปเพื่อแกะธงชาติประเทศมาเลเซีย ที่ผูกไว้กับกิ่งไม้ริมถนนในหมู่บ้านยะหอ หมู่ 3 ต.บองอ อ.ระแงะ แต่พลาดเมื่อเท้าเหยียบระเบิดที่ตั้งดักไว้ ทำให้ ส.ท.ทรงศักดิ์ แท่งสกุลและอส.ทพ.ชาญณรงค์ กรจันทร์ ถูกสะเก็ดระเบิดที่เท้าทั้ง 2 ข้างบาดเจ็บ อ.บาเจาะ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน สภ.บาเจาะ เดินเข้าไปแกะธงชาติมาเลเซียที่ผูกไว้ริมถนนสายบาเจาะ-บ้านทอน ช่วงบริเวณบ้านบือเร๊ะ หมู่1 ต.บาเร๊ะใต้ แต่ระเบิดทำงานไม่ครบวงจรทำให้ตำรวจรอดตายหวุดหวิด อ. จะแนะ คนร้ายจุดชนวนระเบิดที่บริเวณเสาไฟส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือระบบเอไอเอส ตั้งอยู่บ้านกูมุง หมู่2 ต.ช้างเผือก ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานกองร้อยทหารพรานที่ 4609 ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย คือ อส.ทพ.อนันต์ อุ่นเพ็ญ ขณะเข้าไปแกะเชือกธงชาติมาเลเซียที่ผูกติดไว้บริเวณเสา


เวลา 08.10 น. คนร้าย 2 คน ขับขี่รถจยย. เมื่อผ่านหน้าสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อ.ระแงะ ในเขตเทศบาลตำบลตันหยงมัสได้ใช้ระเบิดขว้างใส่เข้าไปในสำนักงาน แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ 


เวลา 10.45 น. ยังเกิดเหตุระเบิดขึ้นกว่า 50 จุดแล้ว เนื่องจาก ชุดเก็บกู้ระเบิดมีน้อย จึงเข้าไปเก็บกู้ไม่ทัน และยังต้องใช้เวลาค้นหาระเบิด อีกทั้งบางจุดต้องปิดถนนทำให้ประชาชนเดือดร้อน เจ้าหน้าที่ต้องทำงานภายในภาวะจำกัด ล่าสุดทำให้ทหารบาดเจ็บขาขาดเพิ่มอีก 2 นายจากแรงระเบิด 


ตั้งแต่เวลา 06.00 น.ในจ.ยะลา กลุ่มคนร้ายได้แขวนและขึงธงชาติประเทศมาเลเซียบนต้นไม้ และปักไว้ริมถนนพร้อมวัตถุต้องสงสัยจำนวนมาก โดยเขียนข้อความต่างๆ เช่น ยินดีต้อนรับหน่วยเก็บกู้ระเบิด จีที200 ไม่มีแล้วพึ่งอะไรได้บ้าง EOD งานเข้า เบื้องต้นพบวัตถุต้องสงสัยได้ 6 จุด คือ จุดแรก ริมถนนสายยะหา - บ้านเนียง บ้านพงลูกา หมู่3 ต.ยะหา จุดที่สอง ริมถนนสายยะหา- สามแยกอาสิน จุดที่สาม ริมถนนบ้านอาสิน หมู่ 6 ต.ยะหา จุดที่สี่ บริเวณหัวสะพานปูแล ต.บาโร๊ะ จุดที่ห้า ริมถนนบ้านกาโต๊ะ หมู่7 ต.ปะแต และจุดที่หก ในพื้นที่ ต.กาตอง เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ปิดถนนทุกเส้นทาง และยิงทำลายวัถตุต้องสงสัย ตรวจสอบพบว่า ทุกจุดคนร้ายนำระเบิดปลอมวางไว้ทุกจุด และ คนร้ายยังก่อกวนโดยปักธงชาติมาเลเซีย ในพื้นที่ อ.เมือง ใต้สะพานท่าสาป หน้า รร.ธรรมวิทยา บริเวณสะพานดำ ที่สวนส้ม อ.กรงปินัง ก่อนถึงตลาดกรงปินัง อ.รามัน ในพื้นที่ ต.โกตาบารู 4 จุด และใน อ บันนังสตา อีก 9 จุด

ที่จ. ปัตตานีกว่า 50 จุด ขบวนการผู้ก่อความไม่สงบรวมตัวกันกระจายกำลังก่อเหตุป่วนโดยนำธงชาติประเทศมาเลเซียผูกกับเชือกและของมีน้ำหนักแขวนวางไว้บนต้นไม้ พื้นถนน สะพานลอย เสาไฟฟ้าริมถนนบนเส้นทางสาย 42 ปัตตานี-โคกโพธิ์เชื่อมต่อ อ.เทพา จ.สงขลา สายนาเกตุ-ยะลา และสายปัตตานี-นราธิวาส รวมทั้งภายในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีกว่า 50 จุด พร้อมวางวัตถุต้องสงสัยเป็นกล่องหลายจุด แต่ละกล่องมีหลายขนาด พันสก็อตเทปสีดำ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง รวมทั้งชุดเก็บกู้วัตภุระเบิด นปพ.ปัตตานี ไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดเนื่องจากมีหลายจุด บางจุดเจ้าหน้าใช้ไม้เขี่ยจนมั่นใจจึงเก็บธง และเก็บกู้วัตถุต้องสงสัย ส่วนใหญ่เป็นกล่องเปล่า แต่มีบางจุดต้องใช้ปืนลูกซองยิงทำลาย โดยเฉพาะที่ถนนสาย 418 สายใหม่ ปัตตานี- ยะลา จุดเดียวเป็นถังแก๊สปิกนิกมีการเชื่อมต่อสัญญาณกับอุปกรณ์เครื่องบังคับวิทยุและเป็นถังแก๊สเปล่า จึงเก็บเป็นวัตถุพยานนำไปตรวจหาดีเอ็นเอ


































         เมื่อเวลา 22.10 น.วันที่ 31 สค. เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บริเวณภายในซุปเปอร์ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ ซึ่งเป็นห้างดังขนาดใหญ่ที่สุดของจ.นราธิวาส ซึ่งตั้งอยู่ที่ ถ.จำรูญนรา เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นที่บริเวณด้านหลังของห้าง จากนั้นไฟได้ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว จนลามไปกินส่วนต่างๆของอาคาร ซึ่งติดอยู่กับบ้านเรือนประชาชน จนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกดังกล่าว ต่างพากันอพยพข้าวของที่จำเป็นหนีไฟกันอย่างอลหม่าน 

         ที่เกิดเหตุ ได้ขอสนับสนุนรถดับเพลิงจากพื้นที่ อ.ยี่งอ และ อ.ตากใบ รวมทั้งสิ้นกว่า 40 คัน ก่อนกระจายกำลังกันสกัดกั้นต้นเพลิง แต่ยังไม่เป็นผล เนื่องจากในห้างมีสินค้าและวัตถุที่ติดไฟง่าย เพลิงจึงลุกโชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องพยายามอย่างหนัก แต่สุดท้ายก้ยังไม่เป็นผล 




ธงชาติมาเลเซียที่ถูกปักไว้ตามริมถนนใน อ.ยะหา จ.ยะลา 
เมื่อเช้าวันที่ 31 สิงหาคม 2555 
ซึ่งตรงกับวันประกาศเอกราชของประเทศมาเลเซีย (ภาพ : DSJ)

          วันที่ 31 สิงหาคม 2555 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 ในฐานะรองโฆษกเปิดเผยว่าในช่วงเช้าตรู่ของวันนี้ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนาวันชาติของมาเลเซียได้เกิดเหตุการณ์ก่อกวน การวางวัตถุต้องสงสัย เผาทำลายธงชาติไทยและการติดธงชาติมาเลเซียในหลายพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และบางส่วนของจ.สงขลา 

         ทั้งนี้ แยกเป็นพื้นที่ยะลา 34 จุด นราธิวาส 44 จุด ปัตตานี 12 จุด และสงขลา 12 จุด รวมทั้งสิ้น 102 จุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลักษณะก่อกวน มีการลอบวางระเบิดจริง 5 จุดในพื้นที่ อ.เมือง อ.ระแงะ อ.จะแนะ อ.บาเจาะ และ อ.สุไหงปาดี ใน จ.นราธิวาส ระเบิดผูกไว้กับธงชาติมาเลเซียที่ติดไว้ในที่ต่างๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปรื้อถอนบาดเจ็บรวม 6 นาย เป็นทหารนาวิกโยธิน 3 นาย ทหารพรานอีก 3 นาย 

          "จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เชื่อว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุต้องการให้เป็นภาพข่าวเผยแพร่สาธารณะ โดยเลือกวันที่เป็นวันเชิงสัญลักษณ์ คือวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งตรงกับวันประกาศเอกราชของประเทศมาเลเซีย รวมทั้งเป็นวันครบรอบการจัดตั้งขบวนการเบอร์ซาตู ทั้งนี้เพื่อต้องการกระตุ้นจิตใจของแนวร่วมในการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ สำหรับการเผาทำลายธงชาติไทย และติดธงมาเลเซีย นั้นกลุ่มคนร้ายต้องการสร้างความเกลียดชังระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ให้หวาดระแวงซึ่งกันและกัน ซึ่งถือว่าเป็นการแสวงประโยชน์จากความรุนแรงที่กลุ่มผู้ก่อเหตุสร้างขึ้นแล้วต้องการโยนความผิดให้กับประเทศเพื่อนบ้าน” พ.อ. ปราโมทย์กล่าว 
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดในบางพื้นที่พบว่ากลุ่มที่ก่อเหตุเป็นวัยรุ่นกระจายกำลังแบ่งการทำงานจุดละ 2 คน โดยการนำธงชาติมาเลเซียและวัตถุต้องสงสัยมาวางไว้ช่วงเวลา 03.00 น. ก่อนจะหลบหนีไป

           หนังสือพิมพ์เดลินิวส์รายงานว่าในพื้นที่ จ.ยะลามีการติดป้ายล้อเลียนทหารหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด เช่น "ยินดีต้อนรับหน่วยเก็บกู้ระเบิด จีที200 ไม่มีแล้วพึ่งอะไรได้บ้าง EOD งานเข้า"

           ทั้งนี้ วันที่ 31 สิงหาคมเป็น "วันประกาศเอกราช" (Hari Merdeka) ซึ่งเป็นวันสำคัญของประเทศมาเลเซีย มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษในวันนี้ในปี ค.ศ. 1957 

            ดร.วันกาเดร์ เจ๊ะมาน อดีตประธานกลุ่มเบอร์ซาตูซึ่งเป็นองค์กรร่มของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ กล่าวกับ DSJ ว่า "วันนี้เป็นวันสถาปนาเบอร์ซาตูจริง แต่ว่าเบอร์ซาตูไม่ได้เกี่ยวข้อง ถ้าเกี่ยวข้อง ผมต้องรู้บ้าง" 

             ดร.วันกาเดร์ขณะนี้พำนักอยู่นอกประเทศไทย เขาไม่ระบุว่ากลุ่มเบอร์ซาตูยังคงเคลื่อนไหวหรือยุติบทบาทแล้ว แต่ยืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นประธานแล้ว

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติลงพื้นที่ในวันรุ่งขึ้น (1 กันยายน 2555) หลังได้รับทราบการก่อเหตุดังกล่าว 

ข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์

คนร้ายป่วนชายแดนใต้ รับวันก่อตั้งกลุ่มเบอร์ซาตู


กอ.รมน. สั่งเจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวด ด้านรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ระบุ เหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้กว่า 30 จุดเป็นการก่อกวนในวันสถาปนาของขบวนการเบอซาตู
เมื่อเวลา 06.30 น.วันนี้ (31 ส.ค 55) ร.ต.ต. จักรพงศ์ เพชรกาศ ร้อยเวรสภ.เมืองยะลา ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายวางวัตถุต้องสงสัยไว้ที่ถนนบริเวณสะพานลอย ตรงข้ามโรงเรียนธรรมวิทยา ย่านตลาดเก่าเขตเทศบาลนครยะลา หลังรับแจ้งจึงได้แจ้งพันตำรวจเอกนรินทร์ บูสะมัญ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา และประสานเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ภ.จว.ยะลา ของทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่จากศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ 10 ยะลา เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตทันที

ในที่เกิดเหตุบริเวณถนนสายดังกล่าว คนร้ายได้วางกล่องต้องสงสัยไว้ที่บริเวณริมถนน และบริเวณสะพาน ชุดเก็บวัตถุระเบิดได้เข้าตรวจสอบด้วยการยิงทำลาย จากการตรวจสอบพบว่าเป็นกล่องนม กล่องสีสเปรย์ พันด้วยผ้าเทปและสายไฟ ประกอบเป็นระเบิดปลอม เจ้าหน้าที่ยิงทำลายและเก็บกู้ได้กว่า 10 ลูก นอกจากนั้นคนร้ายได้แขวนธงชาติไทย และธงชาติมาเลเซีย รวมทั้งเขียนข้อความในป้ายผ้าสีขาวเย้ยการทำงานของเจ้าหน้าที่ กว่า 30 ผืน

เจ้าหน้าที่ยังพบกล่องต้องสงสัยในลักษณะเดียวกัน ที่บริเวณถนนสาย 418 บ้านท่าสาป ต.ท่าสาป อ.เมือง จำนวน 3 กล่อง ที่บริเวณ ถนนสาย 15 ต.สะเตง จำนวน 4 กล่อง บริเวณรอยต่อเขตเมืองยะลา 6 จุด ในพื้นที่ อ.บันนังสตา 6 จุด ที่ อ.กรงปินังเก็บกู้ระเบิดปลอมได้ 4 ลูก ทุกจุดมีป้ายผ้าลักษณะเดียวกัน ข้อความเดียวกัน และมีธงชาติ แขวนไว้ด้วยกัน เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ได้ทยอยเข้าตรวจสอบและเก็บหลักฐานตามจุดต่าง ๆ เพื่อนำไปตรวจสอบต่อไป

การกระทำของคนร้ายตั้งแต่เช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายต้องการสร้างสถานการณ์ป่วนเมืองเพื่อแสดงศักยภาพ เนื่องจากวันนี้เป็นวันคล้ายวันก่อตั้งขบวนการแนวร่วมเพื่อเอกราชปัตตานี หรือที่รู้จักกันในนาม กลุ่มเบอร์ซาตู

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สั่งเจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวด หลังผู้ก่อความไม่สงบ นำวัตถุต้องสงสัยวางไว้หลายจุดในพื้นที่ภาคใต้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

        พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวถึงกรณีผู้ก่อความไม่สงบนำวัตถุต้องสงสัยมาวางไว้ และปักธงชาติประเทศมาเลเซียหลายจุดในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่า เบื้องต้นสันเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ เนื่องจากวันนี้(31 สค)เป็นวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์อยู่ 3 วัน คือ วันที่ประเทศมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ วันครบรอบการก่อตั้งขบวนการเบอซาตู และวันสารทจีน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่และชุดหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หรือ อีโอดี เข้าไปตรวจสอบทุกจุดอย่างละเอียด พร้อมกันประชาชนไม่ให้เข้าพื้นที่ เพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน โดยเน้นพื้นที่เขตเมืองและพื้นที่รอบนอก รวมทั้งสร้างความเข้าใจกับประชาชนด้วย

รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ระบุ เหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้กว่า 30 จุดเป็นการก่อกวนในวันสถาปนาของขบวนการเบอซาตู

รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ระบุ เหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้กว่า 30 จุดเป็นการก่อกวนในวันสถาปนาของขบวนการเบอซาตู ยืนยันไม่กระทบความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย จากเหตุพบธงมาเลเซียปักตามจุดต่างๆ คาด 1-2 วันรู้ผล

พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ว่า ได้รับรายงานแล้วว่า วันนี้เป็นวันสถาปนาขบวนการเบอซาตู ที่ก่อตั้งในประเทศมาเลเซีย ซึ่งหน่วยข่าวได้แจ้งเตือนล่วงหน้าแล้วว่า ให้เพิ่มความระมัดระวัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่สูญเสียเจ้าหน้าที่ และเป็นการดำเนินการนอกพื้นที่เซฟตี้โซน เป็นลักษณะการก่อกวนกว่า 30 จุด โดยพบว่ามีการวางระเบิดจริงทั้งหมด 4 จุด ในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ได้ทั้งหมด มีจุดประสงค์สร้างความสนใจให้ประชาชน และประกาศระลึกถึงวันครบรอบวันสถาปนา ตลอดจนแสดงให้เห็นว่า ขบวนการดังกล่าวมีพลังในการเคลื่อนไหวอยู่ นอกจากนี้ ยังมีการใช้เด็กไปปักธงประเทศมาเลเซียตามจุดต่างๆ อย่างไรก็ตาม แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เรียกประชุมในพื้นที่เพื่อกำชับการเฝ้าระดังเหตุร้ายต่อเนื่อง และขอให้พิสูจน์ทราบผู้ดำเนินการจากกล้อง CCTV ตามพื้นที่ต่างๆ เชื่อว่า จะสามารถทราบผลภายใน 1-2 วันนี้ สำหรับธงมาเลเซียที่ถูกนำมาปักไว้บริเวณจุดต่างๆ พบว่าเป็นธงชนิดเดียวกับที่วางจำหน่ายสำหรับประดับบ้านในประเทศมาเลเซีย และวันนี้้เป็นวันชาติมาเลเซีย จึงเชื่อว่าน่าจะซื้อมามากกว่าผลิตเอง

พลเอกยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ไม่กังวลว่าจะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยได้ให้กระทรวงการต่างประเทศ ประสานไปยังมาเลเซียให้ทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ที่ใช้ธงมาเลเซียเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจผิดกับ 2 ประเทศ เชื่อว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงของมาเลเชีย คงจะปฏิเสธรู้เห็นการเคลื่อนไหวครั้งนี้ โดยต้องใช้กระบวนการของกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ประสาน
http://surasiha.blogspot.com/

ยกฟ้อง 3 มือระเบิด


ยกฟ้อง 3 มือระเบิด

ศาลมาเลย์ยกฟ้อง 3 มือระเบิด บททดสอบความร่วมมือไทย-มาเลเซียดับไฟใต้

นูรยา เก็บบุญเกิด
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) 
            แม้มีการคาดการณ์หรือกล่าวหากันอยู่บ่อยครั้งว่า ขบวนการต่อต้านรัฐในภาคใต้ของไทยใช้มาเลเซียเป็นฐานในการวางแผนก่อเหตุรุนแรง แต่ก็ยังไม่มีการจับกุมกันอย่างคาหนังคาเขา ตราบจนกระทั่งในปี 2552 ที่ตำรวจมาเลเซียได้เข้ารวบตัวชายมุสลิม 3 คนจากนราธิวาสได้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งใกล้ชายแดนไทย – มาเลเซีย

นายมูฮัมหมัดซิดี อาลี (ซ้าย) นายมามะคอยรี สือแม (กลาง) และ นายมะยูไน เจ๊ะดอเลาะ (ขวา)


            อุปกรณ์บางส่วนที่พบขณะตำรวจมาเลเซียเข้าตรวจค้นในบ้านเช่าในรัฐกลันตันในวันที่ 14 ธันวาคม 2552 ซึ่งอดีตจำเลยคดีระเบิดทั้งสามคนอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว หมายเลข 1) กระสุนปืนขนาด.38 2) กล่องเหล็ก 3) ไดนาไมค์ 4) โทรศัพท์มือถือ 5) พาวเวอร์เจล และ 6) แอมโมเนียมไนเตรท

            การดำเนินคดีกับทั้งสามคนเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียในการร่วมมือกับดับไฟใต้ได้อย่างดี
คดีนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์ในวันที่ 14 ธันวาคม 2552 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกรมสอบสวนอาชญากรรมในรัฐกลันตัน (Kelantan Criminal Investigation Department) บุกเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องสงสัยที่คาดว่ามีสารเสพติดในครอบครองภายในบ้านเช่าในหมู่บ้านเกเบง อำเภอปาเซร์มัส ประเทศมาเลเซียพร้อมสื่อมวลชน แต่เมื่อเข้าจับกุมกลับพบอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมาก ได้แก่ ไดนาไมต์จำนวน 160 แท่ง กล่องโลหะ ถังดับเพลิง สารแอมโมเนียมไนเตรท โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์รีโมทคอนโทรล และกระสุนกว่า 248 นัด

        ชายมุสลิมสัญชาติไทยทั้ง 3 คนที่อยู่ในบ้านหลังนั้น คือ นายมามะคอยรี สือแม นายมูฮัมหมัดซิดี อาลี และนายมะยูไน เจ๊ะดอเลาะ ทั้ง 3 คนถูกศาลมาเลเซียตัดสินลงโทษจำคุก 10 เดือนและโบย 3 ครั้งในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จากนั้นก็ถูกดำเนินคดีฐานมีเครื่องกระสุนและวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นคดีที่ทางการไทยเฝ้าติดตามมาโดยตลอด

ผู้ต้องหาคดีนี้เป็นใคร

          นายมามะคอยรี เป็นผู้ต้องหา 1 ใน 7 คนที่ถูกจับกุมในโรงเรียนอิสลามบูรพา อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 หลังเจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจค้นโรงเรียนและพบอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมาก

          ต่อมาระหว่างถูกคุมขัง มามะคอยรีได้แจ้งเจ้าหน้าที่เรือนจำว่า ตนเองป่วยและขอไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ แม้ว่าเขาจะถูกล่ามโซ่ไว้กับเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล แต่มามะคอยรีก็ยังสามารถหาวิธีหลบหนีไปได้สำเร็จ ชื่อของเขาก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เมื่อถูกตำรวจมาเลเซียจับกุมตัวที่บ้านเช่าหลังนั้น
ในขณะที่มามะคอยรีถูกควบคุมตัว และถูกศาลมาเลเซียพิจารณาคดีอยู่นั้น จำเลยอีก 6 คนที่ถูกจับกุมพร้อมกับเขาที่โรงเรียนอิสลามบูรพาได้ถูกศาลจังหวัดนราธิวาสพิพากษาลงโทษประหารชีวิตไป 5 คน ส่วนอีกหนึ่งคนให้จำคุก 27 ปี โดยข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดคือความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายและเป็นซ่องโจร โดยศาลเห็นว่าเป็นการกระทำที่ “เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม”

         หากนายมามะคอยรีถูกนำตัวกลับมายังประเทศไทยก็จะต้องถูกดำเนินคดีเช่นกัน  ส่วนนายมูฮัมหมัดซิดี เคยถูกออกหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) ข้อมูลของตำรวจระบุว่า เขาเป็นมือระเบิดในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ส่วนนายมะยูไนไม่พบประวัติในฐานข้อมูล

คำพิพากษาของศาลมาเลเซีย

           หลังจากทั้ง 3 คนถูกตำรวจมาเลเซียจับกุม วันที่ 27 ธันวาคม 2552 ทางการมาเลเซียได้นำผู้ต้องหาทั้ง 3 คนไปยังศาลแผนกคดีอาญา ศาสปาเสมัส อ.ปาเสมัส รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียเพื่อทำการไต่สวน แต่ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงเลื่อนการไต่สวนออกไป

           การพิจารณาคดีว่างเว้นไปนาน จนกระทั่งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลมาเลเซียจึงได้ทำการไต่สวนและตัดสินว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุได้ว่า นายมูฮัมหมัดซิดีและนายมะยูไนมีส่วนเกี่ยวข้องในการครอบครองวัตถุระเบิดศาลจึงมีคำสั่งให้ปล่อยตัวจำเลย 2 คนในชั้นของการไต่สวน โดยให้เหตุผลว่า อัยการไม่สามารถที่จะหาหลักฐานเบื้องต้นมาชี้มูลผูกมัดจำเลยทั้งสองได้ จำเลยเพียงมาเยี่ยมเยียนเพื่อนเท่านั้น

            ในเอกสารของทางการไทยที่บันทึกคำสั่งศาลปาเสมัสในวันนั้น ระบุว่า เจ้าของบ้านได้ให้การว่า จำหน้าจำเลยสองคนนี้ไม่ได้ และจำเลยให้การว่า มาเยี่ยมเพียงหนึ่งวันและจะเดินทางกลับ นอกจากนี้ของกลางได้ถูกเก็บไว้ที่ใต้ถุนบันไดและหลังประตูในห้องของบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งแขกคงจะไม่ได้เข้าไปในบริเวณนั้นซึ่งอยู่ลึกเข้าไป
         
              คดีนี้จึงมีมามะคอยรีคนเดียวที่เป็นจำเลย โดยในวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 ศาลสูงโกตาบารูได้พิพากษาให้ยกฟ้อง โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยที่ไปนั่งฟังคำพิพากษาด้วย เล่าว่า นายมามะคอยรีอ้างกับศาลว่า เหตุที่ตนหลบหนีออกจากโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ และเดินทางเข้าไปยังประเทศมาเลเซียนั้น ก็เนื่องจากมีอาการปวดหลังและปวดท้องจากการถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ของไทย และได้มาพักอาศัยที่บ้านเพื่อนในมาเลเซีย ซึ่งเพื่อนคนดังกล่าวเป็นบ้านของนายอัมรานซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตที่ จ.นราธิวาสไปก่อนหน้านี้ ศาลเห็นว่านายมามะคอยรี เพียงมาอาศัยพักพิงและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัตถุระเบิดและอาวุธที่พบในบ้านดังกล่าว
         
          เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทย ระบุว่าคำพิพากษานี้ทำให้ทางการไทย “ผิดหวังมาก” หากจำเลยทั้งสามได้รับการลงโทษ ก็จะแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนที่จะไม่สนับสนุนและให้ที่พักพิงแก่กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่หลบหนีเข้าไปยังมาเลเซีย ซึ่งน่าจะส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติการของกลุ่มที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในชายแดนใต้

             เจ้าหน้าที่คนเดิม ชี้ว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ ทางมาเลเซียเองจะต้องดูประเด็นเรื่องการเมืองภายในประเทศด้วย เพราะว่าทั้งพรรค UMNO ซึ่งคุมรัฐบาลกลางอยู่และพรรค PAS ซึ่งคุมรัฐบาลท้องถิ่นในรัฐกลันตัน ต่างก็ต้องการแย่งฐานคะแนนเสียงของคนมุสลิม และไม่ต้องการที่จะดำเนินการใดๆ ที่มีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อฐานเสียงของตัวเองได้ คนมลายูในภาคใต้ของไทยกับตอนเหนือของมาเลเซียมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและร่วมชาติพันธุ์กัน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือกัน คนมาเลเซียมองว่า การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชไม่ใช่การก่อการร้าย

การส่งผู้ร้ายข้ามแดน

            นอกจากจะผิดหวังกับคำพิพากษาแล้ว ทางการไทยยังผิดหวังกับความไม่ร่วมมือของทางการมาเลเซียในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนด้วย เจ้าหน้าที่ความมั่นคงอธิบายว่า การส่งกลับนั้นทำได้ 2 ทาง คือ หนึ่ง เป็นการส่งกลับด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งยังคงมีข้อถกเถียงในเชิงกฎหมายว่าไทยกับมาเลเซียนั้นมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Extradition Treaty) ระหว่างกันหรือไม่ ไทยชี้แจงว่า มีโดยการอ้างสนธิสัญญาที่เคยทำไว้กับอังกฤษซึ่งเคยเป็นเจ้าอาณานิคมของมาเลเซีย แต่ฝ่ายมาเลเซียถือว่าไม่มีผลบังคับใช้แล้ว วิธีที่สองคือการผลักดันกลับฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย

          เจ้าหน้าที่ความมั่นคงไทยเล่าว่า ทางการไทยส่งคนไปเฝ้าถามทุกวันว่าจะมีการปล่อยตัวจำเลยเมื่อใด แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบจากทางการมาเลเซีย
“เขาจงใจปกปิด” เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าว

           ฝ่ายทหารเองก็พยายามที่จะใช้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพในการขอให้ส่งตัวกลับมา นายมูฮัมหมัดซิดีและนายมะยูไน ได้ถูกปล่อยตัวที่บริเวณชายแดนในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมาโดยทางการไทยไม่ได้รับทราบ ส่วนนายมามะคอยรี หลังจากศาลได้ยกฟ้องและสั่งปล่อยตัว เจ้าหน้าที่มาเลเซียได้นำไปควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจที่ปาเสร์มัส รัฐกลันตัน ปัจจุบันไม่แน่ชัดว่าทั้งสามคนอยู่ที่ใด 
http://surasiha.blogspot.com/

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กลยุทธปิดล้อมพุทธ (เปิดศึกด้านเดียว)

 กลยุทธปิดล้อมพุทธ (เปิดศึกด้านเดียว)


             ตามหลักการทางศาสนาอิสลาม ผู้ที่นับถือในศาสนาที่ได้รับประทานคัมภีร์จากพระเจ้าไม่ต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม ดังนั้นในอินเดียหลังการรุกรานของกองทัพมุสลิมศาสนาพุทธจึงหมดไป เพราะ

  •      ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้า 
  •      ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาหลักของชนชั้นปกครองในประเทศอินเดีย
  •      กระแสความนิยมของศาสนาฮินดูแผ่ไปโดยกว้าง
  •      กองทัพมุสลิมผู้ยึดครองอินเดีย ตีความชาวฮินดูเป็น ซิมมี( Zimmi ) ไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา แต่ต้องจ่ายภาษีญิซยะ กับทั้งชาวมุสลิมผู้ยึดครองต้องการภาษีเป็นเงินมากกว่า จึงไม่เร่งรัดเปลี่ยนให้คนหันมานับถือศาสนอิสลาม
 แต่ชาวซิมมีจำเป็นต้องยอมรับข้อบังคับ 20 ข้อ ต่อไปนี้

  1. ห้ามสร้างศาสนสถานและรูปบูชาขึ้นใหม่
  2. ศาสนสถานเก่าถ้าพังแล้วห้ามสร้างใหม่ (กรณีวัดพุทธศาสนาที่พังไปแล้ว และส่วนมากก็ถูกทำให้พังทั้งจากฮินดูและมุสลิมจึงถูกทิ้งร่างและพินาศจนหมดสิ้นในที่สุด)
  3. ต้องยอมให้ผู้เดินทางชาวมุสลิมพักอาศัยในศาสนาสถานที่ประดิษฐานรูปเคารพบูชาได้
  4. หากมุสลิมปราถนาจะอยู่ต่อ ต้องยอมให้พักอยู่ได้อย่างแขกของบ้านเป็นเวลา 3 วัน
  5. ห้ามประพฤติตนเป็นผู้สอดแนม หรือช่วยเหลือผู้สอดแนม
  6. หากผู้ใดปราถนาจะนับถือศาสนาอิสลาม พวกซิมมีไม่มีสิทธิห้าม
  7. ต้องให้ความเคารพต่อชาวมุสลิม
  8. ถ้าซิมมีกำลังประชุมกัน หากมุสลิมปรากฏตัวต้องยินยอมให้มุสลิมเข้าประชุมด้วย
  9. ห้ามซิมมีตั้งชื่อเป็นมุสลิม
  10. ห้ามซิมมีแต่งกายแบบมุสลิม
  11. ห้ามขี่ม้าที่มีอานและบังเหียน
  12. ห้ามพกดาบและลูกศร
  13. ห้ามสวมแหวนตรา หรือตราประทับที่นิ้ว
  14. ห้ามขายดื่มเครื่องเมาอย่างเปิดเผย
  15. ห้ามเลิกใช้เสื้อผ้าที่แสดงความเขา ทั้งนี้เพื่อแยกให้เห็นความแตกต่างจากมุสลิม
  16. ห้ามสั่งสอนเผยแผ่ความเชื่อพระเจ้าหลายองค์ให้กับมุสลิม
  17. ห้ามสร้างบ้านในถิ่นอาศัยของมุสลิม
  18. ห้ามเข้าใกล้สุสานของชาวมุสลิม
  19. ห้ามแสดงความเสร้าโศกอาลัยแก่ผู้ตายด้วยเสียงอันดัง
  20. ห้ามซื้อหาทาสที่เป็นชาวมุสลิม 

             ชาวพุทธที่เหลืออยู่น้อยนิดทางตอนเหนือของอินเดีย ก็เป็นพุทธมหายาน (ตันตระ) ที่ถือว่าเป็นพุทธที่เสื่อม ชาวพุทธเหล่านั้นเห็นความแตกต่างของศาสนาเดิมของตนที่เหลวไร มัวเมาในไสยศาสตร์ กับทั้งการไม่ยอมรับในฐานะความเป็นซิมมีของชาวมุสลิมต่อชาวพุทธ เหล่านีจึงทำให้ชาวพุทธในภาคเหนือของอินเดียเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ในปากีสถาน อาฟฆานิสถาน แคชเมียร์ ฯลฯ ดังนี้แล

จากเฟสต์บุ๊ค ศาสนา..............
  http://surasiha.blogspot.com

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ปะทะเครือข่ายยาเสพติดดับคนร้าย 1 จับ 1 ที่บาโร๊ะ


ปะทะเครือข่ายยาเสพติดดับคนร้าย 1 จับ 1 ที่บาโร๊ะ
     
        วันที่ 20 ส.ค. เวลา 15.30 น. หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 กรมทหารพรานที่ 41 กรมทหารพรานที่ 49 สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จำนวน 30 นาย เข้าปิดล้อมบ้านเลขที่ 22 ม.6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา รอยต่อกับ หมู่ 4 ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา หลังสืบทราบว่ามีกลุ่มคนบุคคลเป้าหมายพร้อมอาวุธกบดานอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว 

       ซึ่งในขณะที่ทำการปิดล้อม คนร้ายเป็นชายวัยรุ่นจำนวน 3-4 คน ได้กระโดดออกจากบ้านหลบหนีเข้าไปในสวนยาง พร้อมใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ จึงเกิดการปะทะกันนานกว่า 10 นาที หลังจากการปะทะได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ พบศพคนร้ายถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อ คือ นายมะรอเซ็ง ลาแซ อายุ 16 ปี อยู่บ้านเลขที่ 64 ม.8 ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี นอนเสียชีวิต อยู่ภายในสวนยาง โดยมีอาวุธปืนลูกซอง 5 นัด แบบพับฐาน จำนวน 1 กระบอก อยู่ในมือซ้าย และยังพบปลอกกระสุนปืนลูกซองตกอยู่จำนวน 5 ปลอก และยังได้ควบคุมตัวคนร้ายได้อีก 1 คน คือ นายยะห์ยา กาโฮง อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 ม.4 ต.กาบัง อ.ยะหา จ.ยะลา ซึ่งควบคุมตัว ขณะหลบซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านดังกล่าว ส่วนคนร้ายอีก 3 คน ได้อาศัยความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้ 















http://surasiha.blogspot.com//b>

สร้างข้อมูลเพื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ.... ใบสั่งพรรคมะแลงสาบ


สร้างข้อมูลเพื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ....  ใบสั่งพรรคมะแลงสาบ

         วันที่ 22 ส.ค. เมื่อเวลา 02.30 น. เกิดเหตุคนร้ายกว่า 10 คน พร้อมอาวุธปืนสงครามได้ปีนกำแพงบุกเข้าไปภายในบริษัทปัตตานีฮอนด้าคาร์ ซึ่งจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้า ตั้งอยู่ริมถนนสายปัตตานี-หาดใหญ่ เลขที่ 295 บ้านโคกม่วง ม.7 ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยคนร้ายได้กระจายกำลังเข้าไปล็อกตัวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จำนวน 3 คน พร้อมใช้อาวุธปืนจี้บังคับไม่ให้ขัดขืน ก่อนที่คนร้ายอีกชุดจะทุบกระจกรถ และใช้น้ำมันเบนซินราดไปยังรถยนต์ จำนวน 15 คัน ซึ่งจอดไว้ในโรงรถด้านหลัง แล้วจุดไฟเผารถยนต์ป้ายแดงได้รับความเสียหายทั้งหมด 

         หลังปฏิบัติการอุกอาจ กลุ่มคนร้ายได้ปีนกำแพงหนีไปทางด้านหลังอย่างลอยนวล เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 10 คันระดมเข้ามาฉีดน้ำสกัดเพลิงที่ลุกไหม้กว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ความเสียหายทั้งหมดจนเหลือแต่ซากเศษเหล็ก เหลือเพียง 1 คัน ที่รถถูกเผาทั้งคันเหลือแต่ป้ายแดง ทะเบียน ศ 9759 กทม. ยังสมบูรณ์ พบร่องรอยของคนร้ายหลายแห่ง และมีคราบน้ำมันเบนซิน ภาพจากกล้องวงจรปิดที่อยู่ริมถนน และของบริษัทที่เกิดเหตุ พบว่ากล้องสามารถจับภาพคนร้ายซึ่งมีประมาณกว่า 10 คน โดยทุกคนสวมหมวกไหมพรม พร้อมอาวุธปืนสงคราม และปืนสั้นปีนเข้ามาจากกำแพง ก่อนที่จะกระจายกำลังเข้าไปก่อเหตุ สำหรับรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย จำนวน 15 คัน ทั้งหมดเป็นรถใหม่ป้ายแดง โดยเป็นของลูกค้า 1 คัน รถเตรียมส่งมอบให้ลูกค้าอีก 10 คัน และเป็นรถทดลองขับ 4 คัน 









http://surasiha.blogspot.com