วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความกลัวทำให้เสื่อม

ความกลัวทำให้เสื่อม



    o     เราชาวพุทธเป็นชนส่วนใหญ่
   ของของแผ่นดินนี้ อยู่ด้วยความกลัว
   ตลอดมา จะเอ่ย จะกล่าวถึงการอุปถัมภ์
   บำรุง พระพุทธศาสนา ก็ไม่กล้าระบุ
   ตรงๆ ได้แต่ระบุเพียงคำว่า “ศาสนา”

    o    พยายามที่บอกว่า กำลังสมานฉันท์
    เพื่อกลบเกลื่อนความกลัว

    o    อยากเป็นรัฐบาลจนตัวสั่น
    กลับร่างนโยบาย ด้วยความกลัว


    o    แต่นายกฯปูกลับกล้าหาญเกินหญิง
    จึงได้แก้ไข เพิ่มเติม และระบุคำว่า
    “พระพุทธศาสนา”  กับคำว่า “ศีลธรรม”
    เมื่อตรวจ พบว่า จะซ้ำรอยความเสื่อม.....


   เพื่อความชัดเจนในความมั่นคงในพระพุทธศาสนาในวินาที สุดท้าย.....
   ด้วยใบแทรกในหนังสือ นโยบาย

อ่านใบแทรกนโยบายรัฐบาลที่นายกฯปูแก้ไขด้วยมือตนเอง



http://surasihanews.blogspot.com/

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

"สื่อฯ..บอกว่า..."


คนไทย..ต้องอ่าน...ด่วน(2).......  โดย หอกข้างแคร่
http://tankunpandin.com/webboard/index.php?topic=166.msg6165#msg6165
          หลังจากเกิดการจลาจลของคนต่างเชื้อชาติและศาสนาที่คุกนราธิวาส เมื่อประมาณอาทิตย์ที่แล้ว จนต้องมีการอ้อนวอนให้แกนนำนักโทษค้ายาเสพย์ติดที่ไม่เคยเรียกตัวเองว่าคนไทยขึ้นโต๊ะเจรจากับเจ้าเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ระดมกันไปสุมศรีษะอยู่ที่นั่นจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รออยู่แต่ว่าท่านแม่ทัพของเขาจะประกาศให้คนพวกนี้เป็นผู้หลงผิดเมื่อไร  ....ก็ปรากฏว่ามี mail กระจายว่อนถามว่า อังคณาคือใคร  หอก ข้างแคร่ก็เลยตอบไปว่า ว่าที่ผู้ว่าการรัฐปัตตานีคนแรก ไงล่ะ

             คนไทย สงสัยกันไม๊ว่าทำไม ....  ก็ยุคนี้เป็นยุคผู้หญิงครองเมืองไง ประเทศไทยมียามีล่ะคลุมผ้าแดง  รัฐปัตตานีเขาก็มีอังคณีคลุมผ้าลูกไม้ดำมั่งขาวมั่งไงล่ะ.... คนไทยเป็นพวกยอมซูฮกต่างชาติมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ขอให้ไม่ใช่ชื่อตาสี ตาสา ยายมา ยายมี ละก็ขอให้บอก ประเคนให้เขาหมด  ขนาดเขาปลุกระดมแบ่งแยกดินแดนกันทั้งประเทศ อย่างเปิดเผยและต่อเนื่อง  พี่ไทย เอ๊ย ลูกไล่ไทยยังมองกันตาปริบๆๆ  .....คนไทย และสมานพลังไทย ได้ข่าวว่ากำลังตกใจวัดไทย แต่เด็กไทยไม่มีมีโอกาสได้เข้าเรียน คนต่างเชื้อชาติและศาสนายึคไปหมดแล้วอยู่ที่สะบ้าย้อย ว่าไงดี

           คนไทย  ยังงง อยู่ใช่ไหมงั้นมาลองอ่านข่าวนี้ดู จะตัดบางตอนมาให้อ่าน อยากรู้เพิ่มเติมไปหาอ่านได้ที่สถาบันอิศรา 10 ส.ค.54 หรือสื่อทั้งของเขาและยังไม่ใช่ของเขาอีกหลายสื่อ  เขากำลังโหมเคลื่อนไหวเผยแพร่กันอย่างสุดตัว .... คนไทยอ่านซะ แล้วเตรียมขยับขยายออกจากแผ่นดินไทย ก่อนที่ยามีล่ะคลุมผ้าแดงของเขาจะรับลูก  แต่จะมีที่ให้ซุกหัวนอนที่ไหนกันบ้างก็ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน เพราะต่างชาติจับจองหมดแล้วทั้ง 4 ภาคแล้ว  เอ้าเข้าใจกันซะ


มันโซร์ สาและ : ทวงสัญญารัฐบาลใหม่
เดินหน้ากระจายอำนาจ-ดัน"ปัตตานีมหานคร"

        ……. สำหรับเครือข่ายประชาชนเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหนึ่งในแกนนำมีชื่อ มันโซร์ สาและ รองประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลาม อยู่ด้วยนั้น พวกเขาไม่ลังเลที่จะผลักดัน ปัตตานีมหานคร” ต่อไป ….         

       ปัตตานีมหานครของเรามีสภาประชาชน และเป็นสภาวิชาชีพอย่างแท้จริง ไม่ใช่สภาที่ปรึกษา มีอำนาจถ่วงดุลผู้ว่าราชการปัตตานีมหานคร  ส่วนผู้ว่าราชการปัตตานีมหานคร เราก็มีเครื่องมือในการกลั่นกรองคุณสมบัติของผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง  ….

          เราจะยกร่างพระราชบัญญัติฉบับสมบูรณ์ให้เสร็จเรียบร้อยภายในปลายปีนี้ และอาจเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา (ตามช่องทางรัฐธรรมนูญที่เปิดให้ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอกฎหมายได้เอง) ช่วงต้นปีหน้า

          แต่การเคลื่อนไหวผลักดันปัตตานีมหานครไม่ใช่ประเด็นเฉพาะสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เราเคลื่อนทั่วประเทศในแนวทางของ จังหวัดจัดการตัวเอง” ซึ่งมีหลักการคล้ายกันคือการกระจายอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นปัตตานีมหานคร เชียงใหม่มหานคร ล้วนเป็นหลักการเดียวกัน คือกระจายอำนาจให้ประชาชนชายขอบ

          ขณะเดียวกันเราส่งเสริมการใช้ภาษามลายูควบคู่  ต้องมีการจัดการเรื่องภาษีใหม่ ที่ผ่าน....ไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาท้องถิ่น .....


         เราอยากได้มากกว่านั้น …..


        ของเราจะรวมพื้นที่ 3 จังหวัด ไดแก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา คือ อ.จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี เข้าด้วยกัน เพราะภาพรวมของปัญหาคล้ายคลึงกัน  


 ….  โมเดลที่เราคิดขึ้นนี้ต้องการแก้ที่โครงสร้างของประเทศ ไม่ใช่เฉพาะปัตตานี ... ถ้ารัฐไทยเปลี่ยนแปลงความคิดและนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงได้ ทั้งเชียงใหม่และคนในพื้นที่อื่นๆ ก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย



          เราไม่ได้ทำคนเดียว แต่มีแนวร่วมถึง 40 จังหวัดที่สนับสนุน……
(สถาบันอิศราวันพุธที่ 10 สิงหาคม 2554)

               คนไทย ได้รับุรู้การเคลื่อนไหวแบ่งแยกประเทศไทยทั้งประเทศออกเป็นส่วนๆอย่างเป็นขบวนการและอย่างเปิดเผยโดยคนที่อยู่ในประเทศไทยแต่เรียกแผ่นดินที่เขาอาศัยเกิดว่า " รัฐไทย " แล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง..คนไทยที่อยู่ในแผ่นดินไทย แต่มีคนต่างเชื้อชาติเข้ามายึคครองเป็นคนส่วนใหญ่ก็เตรียมตัวหาลู่ทางอพยพออกจากแผ่นดินไทยตรงนั้นซะ 
....คนไทยที่ระนอง สระแก้ว เป็นต้น...ว่าไงกันดีล่ะ
http://surasiha.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เด็ก 10 ขวบ ตายแล้วฟื้น


อัศจรรย์ เด็ก 10 ขวบ ตายแล้วฟื้น


http://surasiha.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ปชป.จะล้มพุทธ ?


หรือว่า...รัฐบาล ปชป.จะล้มพุทธ ???????
ธงชาติไทย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธงไตรรงค์ มีลักษณะเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้สีหลักในธง 3 สี คือ สีแดง ขาว และน้ำเงิน ภายในแบ่งเป็นแถบ 5 แถบ แถบในสุดสีน้ำเงิน ถัดมาด้านนอกทั้งด้านบนและล่างเป็นสีขาวและสีแดงตามลำดับ แถบสีน้ำเงินมีขนาดใหญ่กว่าแถบสีอื่นเป็น 2 เท่า ความหมายสำคัญของธงไตรรงค์นั้นหมายถึงสถาบันหลักทั้งสามของประเทศไทย คือ ชาติ (สีแดง) ศาสนา (สีขาว) และพระมหากษัตริย์ (สีน้ำเงิน) สีทั้งสามนี้เองคือที่มาของการเรียกชื่อธงนี้ว่าธงไตรรงค์ (ไตร = สาม, รงค์ = สี)


ในพระราชนิพนธ์ "เครื่องหมายแห่งไตรรงค์" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. 2464 ได้นิยามความหมายของธงไตรรงค์ไว้ว่า สีแดง หมายถึง เลือดอันยอมพลีให้แก่ชาติ สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนาและธรรมะ สีน้ำเงิน หมายถึง สีส่วนพระองค์ขององค์พระมหากษัตริย์ แม้นิยามดังกล่าวจะไม่ใช่คำอธิบายที่ทรงประกาศให้ใช้อย่างเป็นทางการ แต่ทั้งสามสิ่งนี้คืออุดมการณ์รัฐที่พระองค์ทรงปลูกฝัง เพื่อให้คนไทยเกิดสำนึกความเป็นชาตินิยมมาตลอดรัชสมัยของพระองค์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ธงนี้เป็นธงชาติไทย (ขณะนั้นยังเรียกชื่อประเทศว่าสยาม) เมื่อช่วงปลายปี พ.ศ. 2460 เพื่อแก้ไขปัญหาการชักธงช้างเผือก (ซึ่งใช้เป็นธงชาติมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4) กลับด้าน และเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 กับฝ่ายสัมพันธมิตร

พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ดังนี้
                 ขอรำรำพรรณบรรยาย  ความคิดเครื่องหมาย  แห่งสีทั้งสามงามถนัด 
           ขาวคือบริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์  หมายพระไตรรัตน์  และธรรมะคุ้มจิตไทย
           แดงคือโลหิตเราไซร้  ซึ่งย่อมสละได้  เพื่อรักษาชาติศาสนา 
           น้ำเงินคือสีโสภา  อันจอมประชา  ธโปรดเป็นของส่วนองค์ 
           จัดริ้วเข้าเป็นไตรรงค์  จึงเป็นสีธง  ที่รักแห่งเราชาวไทย 
           ทหารอวตารนำไป   ยงยุทธวิชัย   วิชิตก็ชูเกียรติสยาม 

     แต่ความหมายของธงไตรรงค์ ความหมายต่าง ๆ บนธงไตรรงค์  ได้ถูกรัฐบาล นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ บิดเบือนแล้วเปลี่ยนแปลงเอาตามอำเภอใจ เผยแพร่และปลุกระดมในหนังสือคู่มือ ธงไตรรงค์ ธำรงค์ไทย และสร้างโครงการเชิญธงชาติ ลงจากยอดเสา ในเวลา 18.00 น. สำนักนายกรัฐมนตรี เจตนาบิดเบือดความหมายของธงไตรรงค์ เผยแพร่ บิดเบื่อนต่อประชาชนคนไทย ซึ่งนั่นคือ การทำลายประวัติศาสตร์ บิดเบือนพระราชเจตนารมณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๖  เพื่อหวังจะเอาอกเอาใจโจรแบ่งแยกดินแดนที่เป็นฐานคะแนนเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์
ข้างล่างนี้คือเอกสารที่รัฐบาลอภิสิทธิ์บิดเบือนเจตนารมย์
ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖
ก่อนหน้านั้น ทำเนียบนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เคยชักธงชาติ
ภายใต้กรวยสีเขียวของศาสนาหนึ่ง ที่ทำเนียบรัฐบาลมาครั้งหนึ่ง
ท่านคงจำภาพนี้ได้ดี



และหลังจากนั้นไม่นาน เวปไซท์ youtube ก็เผยแพร่ภาพธงชาติ และเพลงชาติ ปัตตานี จนเป็นที่ฮือฮา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่เหตุบังเอิญ



แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ กำลังคิดอะไรกับศาสนาพุทธ????
คิดอะไรกับประเทศไทย ????
จึงได้ลงมือกระทำการได้อย่างอุกอาจถึงเพียงนี้
อย่างนี้..มุ่งล้มพระพุทธศาสนาชัดๆ 
http://SurasihaNews.blogspot.com

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สังคมหนึ่งเดียว


สังคมหนึ่งเดียว - สมาน secular – ศาสนาปรองดอง


หนองจอก) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอาศัยความอ่อนวัย ไร้เดียงสาของข้าราชการไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารโรงเรียนวัดหนองจอก กระทรวงศึกษาธิการ ที่นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น

รู้ไม่ทันเล่ห์กล ของกลุ่มเคลื่อนไหวที่อ้างสันติ แต่แฝงเร้นไว้ในวาทะกรรมสวยหรู กรณีบีบให้โรงเรียนวัดหนองจอก อนุญาตให้นักเรียนหญิงมุสลิมคลุมฮิญาบในโรงเรียน ที่สอดประสานกับการรุกคืบทางการเมืองต่อกรณีการหลอกล่อให้คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คลุมฮิญาบในการลงหาเสียงทางภาคใต้  

และเข้ากันได้ดีเป็นปี่ กับ ขลุ่ย ต่อการงุบงิบ เสนอกฏหมายอิสลามเข้าสู่สภาผู้แทนราษฏรก่อนการประกาศยุบสภาเพียงไม่กี่วัน ของกลุ่ม สส.มุสลิมที่แทรกซึมไปทั่วทุกพรรคการเมือง กับ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงบทม้าอารีย์ เพียงเพื่อหวังคะแนนเสียงจากประชากรมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงกับลงทุนล้างศาสนาของตนเอง  กฏหมายอิสลามที่งุบงิบนำเข้าสภา  http://news.mcot.net/politic/inside.php?value=bmlk PTEzNjcyNyZudHlwZT10ZXh0 

คลิ๊กที่ภาพ เพื่อชมภาพทีีใหญ่ขึ้น

เนื้อหาร่าง พรก.ดังกล่าวแฝงเร้นไว้ด้วยขบวน การขยายฐานประชากรมุสลิมไปทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย เพื่อให้สามารถ จัดตั้งมัสยิด พร้อมทั้งศาลอิสลาม ได้ครบทุกจังหวัดในทันที ที่กฎหมายฉบับดังกล่าวผ่านการพิจารณาของท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติ์ชองรัฐสภาไทย

สอดคล้องกับการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานประชากรมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่ภาคเหนือ ภาคกลาง และ ภาคอิสานของประเทศไทยในขณะนี้ การจับจอง ซื้อที่ดินของกลุ่มประชากรจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ย้ายถิ่นฐานนี้  ได้รับเงินสนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย จากธนาคารอิสลาม ที่ก่อตั้งขึ้นโดยงบประมาณที่เป็นเงินภาษีของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศนี้ที่เป็นพุทธศาสนิกชน

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรมุสลิมอีกส่วนหนึ่ง พยายามปลุกกระแสมุสลิม ให้เป็นประเด็นสาธารณะ ต่อกรณีความขัดแย้งทางความคิดในเวปไซท์สาธารณะ เช่น

กรณี ดีเจ.เอฟ ผู้ดำเนินรายการคนหนึ่งของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ที่ได้แสดงความเห็นตอบโต้กับผู้แสดงความเห็นในเวปไซท์ที่กล่าวจาบจ้วงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  

โดยข้อเท็จจริงคือ มีการโพสต์ข้อความ ดูหมิ่นดูแคลนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยคนโพสต์ข้อความอ้างว่าเป็นมุสลิม จะจริงหรือไม่มิอาจทราบได้แต่มีการปลุกระดมให้มุสลิมออกมาตอบโต้ดีเจ.เอฟ ในเวปไซท์ดังกล่าว โดยมิได้กล่าวถึงกรรมที่ฝ่ายตนเองเป็นผู้รุกรานศาสนาอื่ืนก่อน

 มีการโพสต์ข้อความแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อต่อดีเจ.เอฟ ผู้ดำเนินรายการ จนถึงขั้นจะเอาชีวิต ซึ่งความพยายามปลุกกระแสดังกล่าว ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  

ส่วน...กลุ่้มที่อ้างตัวเองว่าเป็นมุสลิมรักสันติ และพยายามสร้างกระแสให้กลายเป็นการตื่นตัวแบบชี้นำทางความคิดในกลุ่้มมุสลิมในกรุงเทพมหานคร ที่เคยอยู่ร่วมกันกับคนไทยพุทธในแบบสังคมหนึ่งเดียวโดยไม่นำเรื่องของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความพยายามสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง โดยอ้างความเห็นตามลัทธิความเชื่อที่ตนเองนับถือ ที่คนหนองหนองจอกรุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่อยู่ด้วยกันอย่างสันติ และไม่เคยมีความขัดแย้งทางศาสนามาก่อน กำลังถูกก่อเชื้อขึ้น โดยมุสลิมสุดโต่งจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับสำนวน จุดไฟในนาคร กำลังเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกันกับในซีกโลกอีกด้านหนึ่ง ความรุ่นแรง และความไม่สงบในหลาย ๆ ประเทศ ที่เกิดจากน้ำมือของมุสลิมหัวรุนแรง ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก หรือแม้แต่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยก็ยังมิเคยหยุดหย่อนหรือเบาบางลง 

     การเคลื่อนไหวของ สส.มุสลิม การเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรมุสลิม ที่อ้างสันติ การเคลื่อนไหวของ ศอ.บต. และกลุ่มก่อการร้ายสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กำลังดำเนินอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มองดูจากภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกันนั้น

แท้จริงแล้วท่วงทำนองของการเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นการเคลื่อนไหวที่สอดประสานกัน ในความพยายามสร้างฐานพลัง ในขณะที่สถานการณ์ทางสังคม การเมืองการปกครองของประเทศนี้อยู่ในภาวะของความอ่อนแอ รอการพลิ๊กฟื้นจึงนับเป็นโอกาศเหมาะ ที่กลุ่มองค์กรณ์เหล่านี้พยายามแทรกตัวเข้าไปมีบทบาทอยู่ในทุกองค์กรที่เคลื่อนไหวอยู่ในกระแสความขัดแย้งนี้ ในลักษณะ ใครชนะ กูเอาด้วยหมด กลุ่มมุสลิมที่เคลื่อนไหวอยู่ในคนเสื้อเหลืองของพลตรีจำลอง ศรีเมืองหรือกลุ่มมุสลิมที่เคลื่อนไหวอยู่ในองค์กรของ นปช. (คนเสื้อแดง) กลุ่มมุสลิมที่เคลืีอนไหวอยู่ใน พรรคมาตุภูมิ พรรคประชาธิปัตย์ หริือแม้แต่ในพรรคไทยรักไทย ที่สอดประสานกันกับการดำเนินการของกลุ่มคนที่อ้างสันติที่กำลังคุกคามโรงเรียนวัดหนองจอก อยู่ในขณะนี้ จึงนับเป็นการนำร่องในการสร้างสัญลักษณ์อิสลามทั่วแผ่นดิน ที่กำลังจะตามมา ในไม่ช้า

       ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นไปตามที่กลุ่มองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้กำลังดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะสร้างวาทกรรมสวยหรูประการใด แท้จริงแล้ว ก็คือกิเลส ตันหา อุปปาทาน ที่ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่มันเกิดขึ้นมาในอดีตแทบนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลัง ใช้เล่ห์เพทุบายต่อแผ่นดินนี้ ในประวัติศาสตร์จากรึกการก่อกบฏของคนกลุ่มนี้ไว้ ๑๑ครั้ง http://www.surasiha.com/TMLX.asp

กบฏมุสลิม ในประวัติศาสตร์ชาติไทย
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 


ความขัดแย้งในสังคม โดยเฉพาะในสังคมที่นำเอาความขัดแย้งทางศาสนามาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ มิใช่เิพิ่งจะเกิดขึ้น แต่มันเกิดขึ้นมาทุกครั้งที่มีลัทธิความเชื่อใหม่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ เมื่อสิ่งใหม่กับสิ่งเก่าปะทะกัน ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้น

ในอดีตความขัดแย้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลัทธิความเชื่อ เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง การปกครอง แต่เป็นเรื่องในระดับจิตสำนึก ที่ไม่นำออกไปเกี่ยวข้องกับสังคม ไม่เอาไปบีบบังคับคนทีีไม่เชื่อลัทธิเดียวกับตนเอง ต้องทำตาม เชื่อตามหรือปฏิบัติตาม ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ตนเองเชื่อ และปฏิบัติอยู่นั้น ก็ต้องไม่ก้าวล่วงเข้าไปในสิ่งที่คนอื่นเชื่อ ตราบนั้นสังคมก็จะสงบสุข

Secular หรือ คามิยรัฐ

ประวัติศาสตร์ประัเทศอิสลามบางช่วงบางตอนได้แสดงให้เห็นชัดเจนในเรื่อง Secular หรือ คามิยรัฐ ที่จักรวรรดิออตโตมานเปลี่ยนแปลงเป็นสาธารณรัฐเตอร์กี ในปี พ.ศ.๒๔๖๔(ค.ศ.1921) หลังจากร่วมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ จักรวรรดิออตโรมานเตอร์ก แตกสลาย ดินแดนอาหรับในตะวันออกกลางหลุดมือไปหมดแล้วก็ได้มีการจัดการปกครองประเทศกันใหม่ ในที่สุดถึงปี ๒๔๖๔ สภามีมติประกาศชื่อประเทศเป็นเตอร์กี ปี ๒๔๖๕ ยุบเลิกตำแหน่งสุลต่าน ปี ๒๔๖๖ ประกาศให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐเตอร์กี โดยมีมุสตาฟา เคมาล (เคมาล อะตาเตอร์ก)เป็นประธานาธิบดีคนแรก ปล่อยทิ้งคอนสแตนติโนเปิล เมืองหลวงเก่าของจักรวรรดิออตโตมาน(ที่ยึดมาจากจักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือบีแซนทีนตั้งแต่ ค.ศ.1453 = พ.ศ.๑๙๙๖) เสีย ตั้งแองกอราเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐใหม่ เตอกร์สลัดความเป็นรัฐอิสลามเพื่อแยกเรื่องศาสนาออกจากการเมืองการปกครอง โดยยึดหลัก Secular หรือ คามิยรัฐ ทั้ง ๆ ที่ประชากรร้อยละ 99 นับถือศาสนาอิสลาม ที่เหลือเป็นคริสเตียนและยิว 

ในปี ๒๔๖๗ ยุบเลิกตำแหน่งกาหลิฟ ล้มราชวงศ์ออตโตมานที่สุลต่านออสมาส/อุสมานที่ ๑ ตั้งไว้เมื่อปี ๑๘๓๓/ค.ศ.1290 และขับสมาชิกราชวงศ์ออตโตมานออกจากเตอร์กีหมดสิ้น และปี ๒๔๗๑ ให้เตอร์กีเป็นคามิยรัฐ หรือ รัฐคามิยการ (secular state) คือ รัฐที่ปกครอง โดยไม่นำเอาศาสนามาเป็นเครื่องมือในการปกครอง ไม่นำเอาศาสนามาเป็นกฏหมายบังคับใช้กับประชาชนในรัฐ สตรีเอาผ้าคลุมหน้าออก ชาวเตอร์กหันไปแต่งกายอย่างชาวตะวันตก ใช้อักษรโรมันแทนอักษรอาหรับ และนับวันเวลาตามปฏิทินฝรั่งแทนฮิจเราะห์ ครั้นถึง พ.ศ.๒๔๗๓ ก็ให้เปลี่ยนชื่อเมืองคอนสแตนติโนเปิลเป็นอิสตันบุล (Constantinople -> Istanbul) และเมืองหลวงใหม่ จากแองกอรา เป็นแองการา (Angora -> Ankara)

ประวัติศาสตร์มุสลิมสมัยที่่จักรวรรดิออตโตมาน (Ottoman Empire) ของเตอร์ก ที่ได้เป็นศูนย์อำนาจของอิสลามมาเกินกว่า ๖ ศตวรรษ ตั้งแต่ ค.ศ.1290 (พ.ศ.๑๘๓๓) เป็นยุคที่สงบสุขปราศจากความขัดแย้งระหว่างมุมสิลมกับสังคมโลกสมัยนั้น  จนกระทั่งจักรวรรดิออตโตมานล่มสลาย และศูนย์กลางของอิสลามกลับไปอยู่ในหมู่ชนชาวอาหรับแถบตะวันออกกลาง คล้ายยุคเริ่มกำเนิด คือ สิ้นยุคมุสลิมเตอร์กเป็นใหญ่ กลับมาสู่ยุคของมุสลิมอาหรับ ความขัดแย้งระหว่างมุสลิมกับสังคมรอบข้างก็หวลกลับคืนมาอีกครั้ง  นี่ย่อมเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดีว่า เมื่อใดก็ตามที่นำเอาเรื่องศาสนาและลัทธิความเชื่อเข้ามาปนเปเกี่ั่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง เมื่อนั้นความขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อ จะ้เกิดขึ้น

กรณีนี้ น่าจะเป็นทางสว่างให้ได้เป็นอย่างดีสำหรับกรณีความขัดแย้งเรื่องการปลุกระดมความคิดคลุมฮิญาบ เข้าไปในโรงเรียนวัด ที่วัดหนองจอกในขณะนี้

สมาน Secular  - ศาสนาปรองดอง

เป็นความปรารถนาของเจ้าอาวาสวัดหนองจอก และผู้บริหารโรงเรียนวัดหนองจอกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันท่านจึงได้ใช้หลักการ คามิยรัฐ หรือรัฐคามิยการ (secular state)  ในการดูแลโรงเรียนวัดหนองจาก เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อชุมชนบริเวณรอบ ๆ วัดจึงทำให้สังคมนั้น อยู่กันมาอย่างสงบสุข ที่ผมคิดเช่นนั้นเพราะว่า โรงเรียนวัดหนองจอกตั้งเป็นโรงเรียนระดับท้องถิ่นของกรุงเทพมหานครมานานแสนนาน เป็นโรงเรียนวัด ตั้งอยู่ในที่ดินของวัดซึ่งถึือว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์มีนักเรียนจากชุมชนใกล้เคียงที่ผู้ปกครองส่งบุตรหลานที่เป็นคนต่างศาสนา กันเข้ามารับการศึกษาอบรม ให้ความรู้ิอย่างเท่าเทียมกัน โดยมิได้เคยมีการกีดกัน หรือแบ่งแยกศาสนา นักเรียนไทยพุทธ นักเรียนไทยมุสลิม นักเรียนไทยคริสต์ เรียนห้องเรียนเดียวกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนอยู่กันอย่างสงบสุข สันติ มีแต่ความปราถนาดีต่อกัน และถือว่าเราคือสังคมเดียวกัน โดยมิได้นำเอาศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องในการบริหาร การปกครองไม่มีนักเรียนคนใดแต่งชุดประจำชาติ ชุดประจำศาสนา ทุกคนแต่งกายชุดนักเรียนไทยไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น 

ตราบจนกระทั่ง มุสลิมหัวรุนแรงสองกลุ่้ม ที่แย่งกันเป็นใหญ่ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มหนึ่งสู้ไม่ได้ ต้องหลีกทางให้กลุ่มเจ้าแม่องค์กรอิสระ และหลบเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง

มาเริ่มต้นแทรกซึมสร้างอิทธิพลในกลุ่มสังคมมุสลิม โดยเฉพาะมุสลิมย่านหนองจอก ซึ่งมีบางส่วนเชื่อมโยง สอดประสานกับผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาสร้างประเด็นแยก สังคมหนึ่งเดียว ให้แตกกันด้วยเริ่มจาก ชูประเด็นเรืื่องศาสนาขึ้นมา

คราวนี้ได้สร้างเครื่องแบบใหม่ให้นักเรียนมุสลิม ซึ่งสังคมชุมชนวัดหนองจอกไม่เคยแบ่งแยกว่าพุทธหรือมุึสลิม แต่คนกลุ่มนี้ต้องการสร้างความแปลกแยก แตกต่าง เหมือนที่เคยสร้างสำเร็จมาแล้วในสามจังหวัดชายแดนใต้

โดยเริ่มจากประเด็นการคลุมฮิญาบในโรงเรียนวัดหนองจอก ขึ้นมา มีผู้ปกครองนักเรียนมุสลิมบางคนเห็นด้วย จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ แต่บาดแผลเล็ก ๆ ที่ชุมชนวัดหนองจอก มีมุสลิมบางส่วน ยอมให้คนนอกท้องถิ่นที่มาจากไหนก็ไม่รู้ แต่ปากคาบคัมภีร์ อ้างคัมภีร์ ได้แบ่งแยกสังคม และชุมชนวัดหนองจอกเรียบร้อยแล้ว 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ตัวอย่างเรื่องการคลุมฮิญาบนี้ แม่แต่ประชากรมุสลิมในประเทศมุสลิมบางประเทศ ที่ไม่ยอมรับหลักการนี้ มีการข่มขู่เอาชีวิตกัน ถึงขนาดให้เลือกว่า จะคลุมฮิญาบหรือตาย ถ้าไม่ทำตามสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือ ตาย ศาสนาอะไรที่ข่มขู่ บังคับขู่เข็ญ ถ้าใครไม่เชื่อ ต้องบังคับให้เชื่อกระนั้นหรือ  "ถ้าผู้หญิงปฏิเสธที่จะสวมใส่ชุดอิสลามอย่างเคร่งครัดพวกเธอจะถูกตัดศีรษะWomen broadcasters told to wear hijab or face death
http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/middle_east/article1884454.ece

ความรุนแรงที่พยายามบีบบังคับคนอื่นให้เชื่อตามนี้ มิได้มีอยู่แต่ในคนที่เป็นศาสนิกเดียวกันเท่านั้น กลุ่้มมุสลิมหัวรุนแรงเหล่านี้ พยายามอย่างยิ่งที่จะบีบบังคับให้คนในศาสนิกอื่น เชื่อตามที่ตนเชื่อ และต้องปฏิบัติตาม มิฉนั้น ก็จะต้องถูกทำลายล้าง เช่นกรณี  มุสลิมหัวรุนแรง ขู่บึ้ม ทุกแห่ง ที่จัดคริสต์มาส

อุมาร์ ฟารุค อับดุลมุตอลลับ (Umar Farouk Abdulmutallab) เจ้าของฉายา มือระเบิดวันคริสต์มาส

ผวา! มุสลิมหัวรุนแรง ขู่บึ้ม ทุกแห่ง ที่จัดคริสต์มาส
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มอิสลามหัวรุนแรงเปิดเผยเทปเสียงขู่วางระเบิดในวันคริสมาส โดยใช้ชื่อว่า “เวลาแห่งการโจมตีมาถึงแล้ว โดยเทปมีความยาวหนึ่งนาที ระบุว่า ไฟคริสต์มาสจะเป็นสัญญาณให้ระเบิดของพวกเขาทำงาน นอกจากนี้ เนื้อความในเทปเสียงประกาศ ว่า การไม่ใส่ใจต่อคำเตือนกรณีการนองเลือดของประเทศมุสลิมจะบังเกิดผลในการโจมตี

แท้ที่จริงแล้ว อิสลาม เป็นคำภาษาอาหรับ الإسلام 
แปลว่า การสวามิภักดิ์ ซึ่งหมายถึงการสวามิภักดิ์อย่างบริบูรณ์แด่ อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ อิสลาม มีรากศัพท์มาจากคำว่า อัส-สิลมฺ หมายถึง สันติ โดยนัยว่าการสวามิภักดิ์ต่อพระผู้เป็นเจ้าจะทำให้มนุษย์ได้พบกับสันติภาพทั้งในโลกนี้และโลกหน้าศาสนาอิสลามเป็นศาสนามนุษยชาติตลอดกาล ตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดของมนุษย์ คือนบีอาดำ ผ่านศาสดามาหลายท่านในแต่ละยุคสมัย จนถึงศาสดาท่านสุดท้ายคือมุฮัมหมัด และส่งผ่านมายังปัจจุบันและอนาคต จนถึงวันสิ้นโลก

แต่มิได้หมายความว่า เป็นการสวามิภักดิ์ ต่อบุคคลที่อ้างตัวเองว่าเป็นครูสอนศาสนา เป็นอิหม่าม อ่านภาษาอาหรับได้ แล้วแปลความหมายคัมภีร์ แล้วก็อ้างว่านี่คือพระประสงค์ พวกเอ็งจงทำตาม แท้จริงแล้ว คนพวกนี้แหละ คือ มุชริก ตัวจริงที่แอบอิงหาผลประโยชน์ หาความยิ่งใหญ่ แสวงหาอำนาจ โดยอ้างพระเจ้า

พระเจ้าของเขาเหล่านั้นจะได้เคยรู้บ้างหรือไม่ว่า มีคนชั่วเอาพระนามท่านมาอ้างในการกดขี่ข่มเหงศาสนิกชนของท่านเอง บิดเบือนคำสอนของท่าน สตรีที่เป็นศาสนิกของท่าน กำลังถูกบุรุษผู้อ้างคำสอนของท่าน กดขี่ข่มเหง โดยอ้างว่าเป็นโองการของท่าน ถ้าท่านบันดาลทุกสรรพสิ่งท่านจงดลบันดาลให้พวกแอบอ้างคัมภีร์เหล่านั้นไปลงนรกเสียโดยไว


ลุงคำต๋า