วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554


เยอรมนีเผยเป็นไปได้ที่จะสร้างพระพุทธรูปที่บามิยันขึ้นมาใหม่
เบอร์ลิน 26 ก.พ.- นักวิทยาศาสตร์เยอรมันเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสร้างพระพุทธรูปที่เมืองบามิยันในอัฟกานิสถานขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ถูกรัฐบาลตอลิบานระเบิดทำลายไปเมื่อปี 2544 ทำให้ถูกประณามจากทั่วโลก

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิวนิคในเยอรมนี ได้ตรวจสอบร่อยรอยแตกหักของพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองบามิยัน ได้ข้อสรุปว่าสามารถนำชิ้นส่วนที่แตกหักนี้มาประกอบขึ้นใหม่ได้ ทั้งนี้รูปปั้นแกะสลักพระพุทธรูป 2 องค์ความสูง 53 เมตรและ 35 เมตร มีอายุเก่าแก่ 1,500 ปี ก่อนที่จะถูกรัฐบาลตอลิบานที่เคร่งศาสนาอิสลามระเบิดทำลาย เพราะเป็นรูปเคารพซึ่งขัดต่อหลักศาสนา

(พระพุทธรูปบามิยันครั้งถูกรัฐบาลตอลีบันยิงทำลาย)

การสร้างพระพุทธรูปทั้งสององค์นี้ขึ้นใหม่ อาจใช้วิธีตั้งศูนย์ซ่อมแซมในหุบเขาบามิยัน หรืออาจลำเลียงก้อนหินที่เป็นเศษของพระพุทธรูปที่ถูกระเบิด ซึ่งแต่ละก้อนมีน้ำหนักราว 2 ตัน ไปยังเยอรมนี โดยที่โครงการทั้งสองนี้มีญี่ปุ่นให้การสนับสนุนเงินทุน

นักวิทยาศาสตร์เยอรมันเชื่อว่า พระพุทธรูปที่บามิยันเคยถูกทาสีหลากหลาย เช่น น้ำเงินเข้ม ชมพู ส้ม แดงและขาว และเชื่อว่าพระพุทธรูปองค์เล็กที่มีความสูง 35 เมตร น่าจะก่อสร้างเมื่อประมาณ ค.ศ.544-595 ส่วนพระพุทธรูปองค์ใหญ่น่าจะสร้างอยู่ประมาณ ค.ศ.591-644

ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส เพื่อหารือถึงอนาคตของพระพุทธรูปทั้งสององค์นี้.- สำนักข่าวไทย


ที่มา สำนักข่าวไทย
http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/174595.html
วันเสาร์ ที่ 26 ก.พ. 2554


สุดอนาถ ! โจรใต้ ยิงพระสงฆ์ ขณะเดินบิณฑบาต 
มรณภาพ 1 รูป บาดเจ็บ 2
http://newweb.bpct.org/content/view/450/

วันนี้ (5 มี..2554) คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่พระภิกษุจำนวน 3 รูป ระหว่างนำอาหารที่รับบิณฑบาตเดินเท้ากลับวัดได้รับบาดเจ็บ โดยในระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ได้มรณภาพ 1 รูป ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของชาวบ้านที่เฝ้ารอหน้าโรงพยาบาล

โจรใต้เหิมเกริมขี่รถ จยย.ประกบยิง พระ 2 รูป และสามเณรอีก 1 รูป ล้ม ทรุด บาดเจ็บสาหัสทั้ง 3  รูป ขณะออกบิณฑบาต กลางย่านชุมชนในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เหยื่อกระสุนถูกหามส่ง รพ. ปรากฏพระถูกยิงเข้าศีรษะและลำตัวอาการโคม่ายื้อชีวิตไม่ไหวสิ้นใจมรณภาพไป 1 รูป อีกรายคนร้ายซุกระเบิดหน้าสำนักงานการไฟฟ้าเตรียมก่อเหตุร้าย เคราะห์ดีชาวบ้านมาพบก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่มาเก็บกู้ได้ทัน ด้าน จ.ยะลา คนร้ายลอบบึมรถยนต์ทหาร ฉก.ยะลา 14 ขณะออกลาดตระเวน เคราะห์ดีรถวิ่งผ่านไปก่อนเลยรอดตายหวุดหวิด

โจรใต้โหดบุกยิงพระและสามเณรมรณภาพและบาดเจ็บขณะบิณฑบาต เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06.40 น. วันที่ 5 มี.ค. พ.ต.อ.ระพีพงษ์ สุขไพบูล ผกก.สภ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี รับแจ้งมีพระถูกยิงบาดเจ็บบนถนนสายโคกโพธิ์ท่าเรือ หมู่ 7 เขตเทศบาล ต.โคกโพธิ์ จึงพร้อมด้วย พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐพันธ์ ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พ.ต.อ.จิรวัฒน์ อุดมสุด รอง ผบก. พ.ท.สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผบ.ฉก.ปัตตานี 24 สนธิกำลังไปตรวจสอบ พบภาพสลดใจพระและเณรถูกยิงนอนจมเลือด 3 รูป โดยมีชาวบ้านมาช่วยประคองร่างไว้ จึงรีบนำส่ง รพ.โคกโพธิ์ ทราบชื่อพระอภิชัย โรจน์รังสรรค์ อายุ 27 ปี พระลูกวัดวัดศรีมหาโพธิ์ ถูกยิงด้วยปืน 9 มม. เข้าศีรษะและลำตัว 2 นัด สามเณรสกล เสมสานต์ อายุ 17 ปี อยู่วัดเดียวกัน ถูกยิงเข้าศีรษะและลำตัว 2 นัด และพระสุชาติ อินขวัญแก้ว อายุ 36 ปี พระลูกวัดวัดโบราณประดิษฐ์ ถูกยิงเข้ากลางหลัง 1 นัด อาการสาหัส ปรากฏว่าพระอภิชัยมรณภาพในเวลาต่อมา 


ส่วนพระสุชาติและสามเณรสกลหลังแพทย์เยียวยาเบื้องต้นได้ส่งไปรักษาต่อที่ รพ.ปัตตานี

สอบสวนทราบว่า ขณะเกิดเหตุพระและสามเณรที่ถูกยิงทั้ง 3 รูป ออกบิณฑบาตตามปกติ ระหว่างกำลังเดินกลับวัด ถึงที่เกิดเหตุมีคนร้าย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบใช้ปืนพกกระหน่ำยิงใส่หลายนัดจนล้มฟุบทั้ง 3 รูป แล้วบึ่งรถหลบหนีไป โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าประชาชนที่เดินพลุกพล่านเนื่องจากที่เกิดเหตุเป็นย่านชุมชน ส่วนคนร้ายเชื่อว่าเป็นกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่ก่อเหตุสร้างสถานการณ์

ต่อมาเมื่อเวลา 09.30 น. พ.ต.อ.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์ ผกก.สภ.โคกโพธิ์ รับแจ้งว่าพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดซุกอยู่โคนต้นไม้หน้าสำนักงานไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อ.โคกโพธิ์ ห่างจุดเกิดเหตุคนร้ายยิงพระประมาณ 500 เมตร จึงประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดไปตรวจสอบ พบเป็นระเบิดแสวงเครื่องบรรจุกล่องเหล็กหนัก 3 กก. จึงใช้ปืนแรงดันน้ำยิงทำลายเพื่อตัดวงจร คาดว่าคนร้ายนำมาวางเตรียมก่อเหตุร้ายแต่โชคดีชาวบ้านมาพบแจ้งเจ้าหน้าที่มาเก็บกู้ได้เสียก่อน
ที่ จ.ยะลา เมื่อเวลา 02.00 น. วันเดียวกัน พ.ต.อ.ภูมิเพ็ชร พิพัฒน์เพ็ชรภูมิ รอง ผบก.ภ.จ.ยะลา พ.ต.ท.อำไพ ชุมช่วย รอง ผกก.ป.สภ.รามัน พ.ท.อิศรา จันทะกระยอม ผบ.ฉก.ยะลา 12 สนธิกำลังไปตั้งจุดสกัดจับนายมานะ หรือโค้ก มะลาซอ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 52 หมู่ 1 บ้านกือเม็ง ต.อาซ่อง นักค้ายาบ้าและมีหมายจับ หลังสืบทราบจะนำยาบ้ามาส่งให้กับเอเย่นต์บริเวณถนนสายรามัน-มายอ บ้านกือเม็ง หมู่ 1 ต.อาซ่อง พบนายมานะกับพวกขับรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีเทา ทะเบียน กจ 9775 นครศรีธรรมราช ผ่านมา จึงเรียกตรวจค้น แต่กลับใช้ปืนกระหน่ำยิงใส่แล้วบึ่งรถแหกด่านหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงใช้ปืนยิงตอบโต้กระสุนถูกคนขับรถบาดเจ็บจนรถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ข้างทางแต่คนร้ายหลบหนีไปได้ ตรวจสอบในรถพบยาบ้า 4,593 เม็ด ยาไอซ์ 500 กรัม เงินสด 632,350 บาท และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง สอบพบนายมานะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยนำเงินส่วนหนึ่งจากการขายยาบ้าส่งให้กับนายหีพนี มะเละ และนายสาหูดิน โต๊ะเจ๊ะมะ แกนนำโจรใต้ระดับสั่งการ

ต่อมาเมื่อเวลา 08.00 น. พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ มัทยาท สวญ.สภ.ลำใหม่ อ.เมืองยะลา รับแจ้งเหตุคนร้ายลอบระเบิดรถยนต์บนถนนสายบ้านเนียง-ยะหา บ้านยะลา หมู่ 3 ต.ยะลา ไปตรวจสอบพบหลุมระเบิดและชิ้นส่วนระเบิดแสวงเครื่องกระจายเกลื่อน สอบพบขณะที่ ส.อ.นันทสิทธิ์ ฤทธิ์โด เจ้าหน้าที่ทหารชุดร้อย ร.1544 สังกัด ฉก.ยะลา 14 ตั้งฐานอยู่ที่วัดยะหาประชาราม อ.ยะหา นำกำลังใช้รถปิกอัพโตโยต้า วีโก้ ออกลาดตระเวน มี ส.ท.สราวุธ แสนทวีสุข เป็นพลขับ ถึงที่เกิดเหตุคนร้ายที่ดักซุ่มในบริเวณใกล้เคียงได้กดระเบิดแสวงเครื่องประกอบในถังแก๊สปิกนิกระเบิดขึ้น แต่เป็นจังหวะที่รถยนต์เจ้าหน้าที่แล่นผ่านไปจึงรอดพ้นจากแรงระเบิดหวุดหวิด

ขณะเดียวกัน  นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  กล่าวว่า  ได้รับรายงานเหตุพระถูกยิงที่ จ.ปัตตานีแล้ว ได้สั่งการให้ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา  จ.ปัตตานีตรวจสอบเนื่องจากเมื่อวันที่  21 ก.พ.  ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เพิ่งมีมติไม่ให้พระสงฆ์ใน จ.ปัตตานีออกบิณฑบาตเป็นเวลา 1 เดือน ตามที่คณะสงฆ์ จ.ปัตตานี ทำเรื่องเสนอมา ขณะที่นายธีรชิต บวรนันทิวัฒน์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ปัตตานี กล่าวว่า พระสงฆ์ที่ถูกยิงมรณภาพนั้นเดิมทีพระรูปนี้จะออกบิณฑบาตสายอื่น แต่พระที่เคยออกบิณฑบาตกับสามเณรรูปดังกล่าวเพิ่งสึกออกไป จึงออกมาบิณฑบาตเป็นเพื่อนสามเณรวันแรกก็มาถูกยิง สำหรับมติมหาเถรสมาคมที่ไม่ให้พระสงฆ์ใน จ.ปัตตานีออกบิณฑบาตนั้น ไม่ได้เป็นการบังคับ  หากว่าวัดใดเห็นว่าสถานการณ์ไม่ปลอดภัยก็งดออกบิณฑบาตได้โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะมีปัจจัยถวายวันละ 100 บาทต่อรูป แต่หากวัดใดเห็นว่าในพื้นที่มีความปลอดภัยก็ออกบิณฑบาตได้ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นจะหารือกับเจ้าคณะภาค 18 เพื่อหาแนวทางรักษาความปลอดภัยให้กับพระสงฆ์ในพื้นที่ต่อไป



ที่มา : นสพ.ไทยรัฐฉบับพิมพ์
6 มีนาคม 2554http://www.thairath.co.th/today/view/153793
  

แถลงการณ์ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย


จากกรณีกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ได้ยื่นหนังสือขอให้นักเรียนหญิง 17 คน ที่เรียนอยู่ที่ ร.ร.มัธยมวัดหนองจอก แต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามคลุมผ้าฮิญาบมาโรงเรียน โดยอ้างหลักศาสนาอิสลาม สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ
เนื่องจากการอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องยึดถือการปฏิบัติตามหน้าที่ของคนไทยตามรัฐธรรมนูญด้วย โดยการปฏิบัติตามหลักศาสนา ลัทธิทางศาสนา และความเชื่อของตน แต่จะต้องไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงาม ตลอดถึงไม่กระทบสิทธิของผู้อื่นด้วย
ดังนั้นเมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. ๕๔ มหาเถรสมาคมได้พิจารณาแล้วมีมติที่ ๒/๒๕๕๔ รับทราบ ตามแนวทางที่อนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนาฯ เสนอ คือ
1.โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ การใช้พื้นที่ต้องปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี วิถีไทยและวิถีพุทธ และกฎระเบียบของวัด

2.ให้คณะสงฆ์มีส่วนร่วมในการพิจารณาการแต่งตั้งผู้บริหารของโรงเรียน หรือหน่วยราชการ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์

3.ควรให้พระสงฆ์ เข้าไปมีบทบาทในการกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา หลักคุณธรรม จริยธรรมทุกระดับชั้น

4.โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดขอใช้พื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ต้องหารือและได้รับความยินยอมจากเจ้าอาวาส และคณะสงฆ์ผู้ปกครองทุกระดับจนถึงเจ้าคณะจังหวัดก่อน
ทั้งนี้ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งมติดังกล่าวและให้มีผลตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป.
และเมื่อทราบถึงมติดังกล่าว ก็มีการเคลื่อนไหวจากนายปรีดา เชื้อผู้ดี อนุกรรมาธิการศาสนาอิสลามฯ และสมาชิกจำนวนหนึ่งพยายามคัดค้านมติดังกล่าว และเตรียมการเคลื่อนไหวเพื่อปลุกกระแสคัดค้านต่อไป
ในฐานะองค์การทางพระพุทธศาสนาที่ทำงานสนองงานมหาเถรสมาคม จึงขอออกแถลงการณ์ดังต่อไปนี้ศูนย์พิทักษ์ฯ แถลงการณ์สนับสนุน มส. กรณี การแต่งกายของ ครู-นักเรียน ภายในวัด
จากกรณีกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ได้ยื่นหนังสือขอให้นักเรียนหญิง 17 คน ที่เรียนอยู่ที่ ร.ร.มัธยมวัดหนองจอก แต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามคลุมผ้าฮิญาบมาโรงเรียน โดยอ้างหลักศาสนาอิสลาม สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ
เนื่องจากการอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องยึดถือการปฏิบัติตามหน้าที่ของคนไทยตามรัฐธรรมนูญด้วย โดยการปฏิบัติตามหลักศาสนา ลัทธิทางศาสนา และความเชื่อของตน แต่จะต้องไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงาม ตลอดถึงไม่กระทบสิทธิของผู้อื่นด้วย
ดังนั้นเมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. ๕๔ มหาเถรสมาคมได้พิจารณาแล้วมีมติที่ ๒/๒๕๕๔ รับทราบ ตามแนวทางที่อนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนาฯ เสนอ คือ
1.โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ การใช้พื้นที่ต้องปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี วิถีไทยและวิถีพุทธ และกฎระเบียบของวัด

2.ให้คณะสงฆ์มีส่วนร่วมในการพิจารณาการแต่งตั้งผู้บริหารของโรงเรียน หรือหน่วยราชการ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์

3.ควรให้พระสงฆ์ เข้าไปมีบทบาทในการกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา หลักคุณธรรม จริยธรรมทุกระดับชั้น

4.โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดขอใช้พื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ต้องหารือและได้รับความยินยอมจากเจ้าอาวาส และคณะสงฆ์ผู้ปกครองทุกระดับจนถึงเจ้าคณะจังหวัดก่อน
ทั้งนี้ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งมติดังกล่าวและให้มีผลตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป.
และเมื่อทราบถึงมติดังกล่าว ก็มีการเคลื่อนไหวจากนายปรีดา เชื้อผู้ดี อนุกรรมาธิการศาสนาอิสลามฯ และสมาชิกจำนวนหนึ่งพยายามคัดค้านมติดังกล่าว และเตรียมการเคลื่อนไหวเพื่อปลุกกระแสคัดค้านต่อไป
ในฐานะองค์การทางพระพุทธศาสนาที่ทำงานสนองงานมหาเถรสมาคม จึงขอออกแถลงการณ์ดังต่อไปนี้

สำนักข่าวมุสลิมไทย สมัย เจริญช่าง เปิดใจ 
ปัญหาฮิญาบ รร.วัดหนองจอก  ในที่ประชุม กอท. วันนี้
    กรณีนักเรียน  รร.วัดมัธยมหนองจอก ตามที่สำนักข่าวมุสลิมไทย ได้นำเสนอข่าวเป็นระยะ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2554 คุณสมัย เจริญช่าง ได้แจ้งให้กับที่ประชุมกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ถึงที่มาของปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ว่า
    จากที่มีนำเสนอข่าวเรื่องฮิญาบ รร.มัธยมวันหนองจอก ผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งนี้มีกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ซึ่งมี เชครีฏอ เป็นหัวหอก ในการดำเนินการ   มีการส่งข้อมูลไปยัง ASTV เสื้อเหลือง สนธิ ลิ้มทองกุล ทำให้นายกฯ สอบถามมายังท่าน
สมัย เจริญช่าง
คุณสมัย เจริญช่าง
    สมัยกล่าวว่า เรื่องเล็กๆ ทำเป็นเรื่องใหญ่  มีการอ้างถึงว่าคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ไม่ได้ดำเนินการอะไรเลยเกี่ยวกับปัญหา รร.วัดหนองจอก
    พร้อมกล่าวถึงที่มาของปัญหาว่า รร.ดังกล่าวนี้ตั้งในที่ดินของวัด กระทรวงศึกษาได้เช่าที่ดินของวัดเป็นเวลา 57 ปี อดีตมีนักเรียนไทยมุสลิม เกินกว่า 50% ปัจจุบันที่เหลือนักเรียนไทยพุทธมากกว่ามุสลิม มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 3,000 คน
    และว่า คุณสมัยได้ริเริ่มให้มีการจัดตั้งห้องละหมาด เมื่อปี 2526 พอปี 2535 ก็ได้มีการเปิดสอนอิสลามศึกษา
    ในอดีตไม่มีนักเรียนคลุมฮิญาบเลย ปี 2553 มีผู้ปกครองมาปรึกษาอยากให้ลูกหลานนักเรียนหญิงคลุมฮิญาบ เรียน
    และได้เคยมีการประชุมสอบถามนักเรียนว่า ใครประสงค์จะคลุมฮิญาบบ้าง จากเด็กที่เข้าประชุม ผู้ประสงค์จะคลุมฮิญาบมีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของ นร.ที่เข้าประชุม
    ในที่สุดก็ได้มีการเสนอให้ร่างหนังสือแบบฟอร์มให้ผู้ปกครอง แจ้งไปยัง ผอ.โรงเรียน เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ประสงค์ให้นักเรียนหญิงมุสลิมภายใต้การดูแล แต่งกายตามหลักศาสนบัญญัติอิสลาม โดยใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติของประเทศไทย โดยทำหนังสือแจ้งเป็นรายบุคคล ส่งไปยัง ผอ.โรงเรียน
     เมื่อ ผอ.รร.ทราบ ก็เข้าหารือกับคณะครูผู้บริหารโรงเรียน โดยในคณะผู้บริหารมี ผช.ฝ่ายวิชาการ ที่เป็นหัวรุนแรงทางด้านพุทธนิยม (เรียกร้องให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ) คัดค้าน
     ทั้งนี้เมื่อคณะผู้บริหารโรงเรียนมีความเห็นที่แตกต่างกัน ไม่ได้ข้อยุติ จึงมีการส่งคำร้องทั้งหมดไปยัง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กทม 2  และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2 ส่งเรื่องกลับมาว่า หากคณะกรรมการสถานศึกษา “มีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งเห็นชอบว่าให้แต่งกายคลุมฮิญาบได้” ก็ให้ดำเนินการ
     โดยตามระเบียบ หากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ก็ให้ผู้ปกครองมีสิทธิ์อุธรณ์ภายใน 30 วัน


     ทางวัด โดยเลขาเจ้าอาวาส ทำหนังสือไปร้องเรียนไปยังคณะกรรมการศาสนา ว่า “โรงเรียนกำลังทำลายอัตลักษณ์ของพุทธ” ทางกรรมธิการศาสนา ก็ลงมาสอบ เมื่อสอบเสร็จแล้ว คณะกรรมการสอบ ก็ได้ตำนิทางวัดว่า “ท่านไม่มีสิทธิ์ไปออกคำสั่งกับโรงเรียน”
     ต่อมาทางวัดไม่พอใจ ก็ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยัง กรรมมาธิการศาสนาวุฒิสภา และทางกรรมธิการศาสนาวุฒิสภาได้เชิญ ผอ.โรงเรียนไปสอบถาม
     หลังจากนั้น ได้มีการกำหนดให้มีการประชุมของกรรมการทั้งหมด 15 ท่าน (มีกรรมการที่เป็นมุสลิมรวมอยู่ด้วยจำนวน 2 ท่าน)มีผู้เข้าประชุมจำนวน 8 ท่าน(มุสลิมทั้งสองคน ไม่เข้าประชุม )
     ดังนั้นมติเอกฉันท์ ทั้ง 8 ท่าน ว่า ” ไม่อนุญาติให้นักเรียนแต่งกายที่มีอัตลักษณ์ของศาสนาอื่นเข้าเรียนที่ รร.วัดหนองจอก” ดังนั้น เมื่อมีมติดังกล่าวนี้ ทางผอ. ก็ได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง ผู้ปกครองโรงเรียนว่า สามารถร้องอุธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ตามระเบียนกระทรวงศึกษาธิการ
    คุณสมัย เจริญช่าง กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เชิญ ผอ.โรงเรียนมาพูดคุย และเสนอว่าหากพระมันมีปัญหามากนัก จะให้นักเรียนมุสลิมไปเรียนที่อื่นๆ คือ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สุวินทวงศ์ ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนกว่า 500 คน
    พร้อมย้ำว่าปัจจุบันนี้ เรื่องมันอยู่ในขั้นตอนการอุธรณ์ ซึ่งเราควรแก้ปัญหาโดยใช้เหตุและผล เชื่อว่ายังมีทางออกอีกมากมาย
     ปัจจุบันนี้ในโรงเรียนมัธยมวันหนองจอก  ห้องละหมาดมีนักเรียนใช้ละหมาดอยู่ การเรียนอิสลามศึกษายังคงมีอยู่
     กล่าวเสริมว่า ได้เรียนท่านนายกฯว่า  ให้กระทรวงศึกษารีบเจรจารกับวัด อย่าให้ผู้ปกครองปะทะกับวัด มันจะทำให้ปัญหามันบานปลายได้นั้นเอง –www.muslimthai.com

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

เริ่มแล้ว พรรคการเมืองอิงศาสนา




เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงานพรรคมาตุภูมิ ที่เขตหนองจอก กรุงเทมหานคร โดยมีแกนนำชุมชนและประชาชนชาวมุสลิมจาก กทม.มาร่วมงาน โดย พล.อ.สนธิกล่าวว่า การเปิดศูนย์ประสานงานเพื่อจัดระเบียบสังคมมุสลิม และเป็นสถานที่รับเรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียน จากชาวมุสลิมทั่วประเทศที่มีกว่า 6 ล้านคน ศูนย์ประสานงานดังกล่าวจะมีการนำเอาระบบเทคโนโลยีเข้าใช้ เพื่อให้มีความแปลกใหม่ ทั้งนี้ ในส่วนต่างจังหวัดก็มีการวางศูนย์ประสานงานไว้ด้วยเช่นกัน หากมองประเทศแทบตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น รวมทั้งประเทศไทย ทั้งในเรื่องของประเพณี วัฒนธรรมภายนอกที่ไหลเข้ามาทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกนอกรีตนอกรอย ดังนั้น การจัดระเบียบสังคมจึงมีความสำคัญ ตนอยากเห็นคนมุสลิมในประเทศไทยมีความรัก ความเข้มแข็ง และที่สำคัญมีการศึกษา จึงได้ตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องชาวมุสลิม หวังว่าจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ และสร้างสรรค์สังคมมุสลิมในประเทศไทยให้ดีขึ้น

จากนั้น พล.อ.สนธิปราศรัยบนเวทีว่า ตนมีโอกาสลงพื้นที่ใน กทม. ปริมณฑล ในเขตมีนบุรี ลาดกระบัง หนองจอก กว่า 100 ครั้ง ได้พบผู้คนมากมาย รวมถึงทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ได้เดินทางไปพบผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อบอกว่า พรรคมาตุภูมิเราเอาจริงและจะเดินหน้าอย่างมั่นคง โดยทุกคนมั่นใจและพร้อมให้การสนับสนุนในพรรคมาตุภูมิ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นกำลังใจทำให้ตนมีความมุ่งมั่นมาถึงวันนี้ ทั้งนี้ ได้มีโอกาสเดินทางไปเห็นพรรคการเมืองในมาเลเซีย ทำให้กลับมาคิดว่า ชาวมุสลิมในประเทศไทยมีกว่า 6 ล้านคน ทำไมจะตั้งพรรคการเมืองโดยมีมุสลิมเป็นแกนไม่ได้ ซึ่งเรามีวัตถุประสงค์จะสร้างความเข้มแข็งคนมุสลิม 6 ล้านคนเข้มแข็งมากกว่าที่เป็นอยู่

เมื่อวันนั้นมาถึง
รัฐธรรมนูญ จะมาใหญ่กว่า อัลเลาะห์ไม่ได้
กฏหมายใด ๆ จะมาใหญ่กว่าอัลกุลอาน ไม่ได้


สำนึกกันบ้างหรือยังพี่น้องไทยเอ๋ย

ชีวิตชาวพุทธที่นักการเมืองไม่มีปัญญาแก้ไข




หลังจากที่มีผู้ก่อการร้ายตามล้างผลาญเข่นฆ่าคนไทยใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้บริสุทธิ์รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์  ชาวพุทธฝ่ายฆราวาส  และคนศาสนาอื่นผู้ร่วมมือกับฝ่ายรัฐบาลไทยเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๖ ปี  โดยฝ่ายรัฐบาล  ไม่สามารถจัดการให้เหตุการณ์สงบได้  ส่อให้เห็นว่าคนเลวร้ายกลุ่มนั้น  ต้องการขับไล่ข่มขู่พุทธบริษัทให้อพยพไปอยู่ในจังหวัดอื่นๆ เพื่อพวกตนจะได้มีอำนาจปกครองกันเอง

ทั้งๆ ที่พระสงฆ์มีแต่กรุณา  มิได้พกพาอาวุธเพื่อที่จะไปเบียดเบียนใคร  คนใจบาปก็ถือเป็นเป้าหมายที่จะกำจัดให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทยใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้จงได้

เป้าหมายของคนชั่วๆ เหล่านี้  คือ  ล้างผลาญชาวพุทธอย่างเดียว  แต่ที่คนศาสนาอื่นต้องถูกเข่นฆ่าด้วย  ก็เพราะคนเหล่านั้นไม่ร่วมมือปฏิบัติตามคนชั่วเหล่านั้น  หรือไม่ก็เข้าข้างทางราชการ
เมื่อมันฆ่าคนศาสนาเดียวกับมันได้แล้ว  มันก็อ้างความชอบธรรมว่า  ที่มันต้องฆ่าชาวพุทธ  เป็นการแก้แค้นให้คนศาสนาเดียวกัน  ดูมันซิ

เหยื่อของคนชั่วใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้  ก็คือ  คนที่ไม่มีอาวุธ  คนดีมีศีลธรรม  เพราะฉะนั้น  มันจึงได้ตามล้างผลาญครู  พระภิกษุ  สามเณร  จำนวนมาก  ส่วนการที่พวกมันถล่มทำลายเจ้าหน้าที่  ทหาร  ตำรวจ  และอาสาสมัคร  ก็เพราะว่า  เพื่อแย่งชิงเอาอาวุธเพื่อกลับมาเข่นฆ่าชาวพุทธ  จึงมีการปล้นปืนกันไปเป็นจำนวนมากมาย  และอีกอย่างหนึ่งมันเห็นว่าเจ้าหน้าที่  เป็นตัวขัดขวางไม่ให้ยึดครองพื้นที่ง่ายๆ จึงต้องเด็ดชีพเสียให้หมด

เรารู้สึกเศร้าสลดใจเป็นที่สุด  ทุกครั้งที่ได้ยินว่า  ชาวพุทธถูกลอบสังหาร  โดยเฉพาะผู้บริสุทธิ์  เช่นครู และพระสงฆ์  ถ้าพวกมันไม่ใช่คนชั่วช้าสามานย์จริง  มันจะไม่เข่นฆ่าเด็ดขาด  เพราะพระสงฆ์มีแต่ความเมตตากรุณา  ครูมีแต่ความเอื้อเฟื้อ  หวังดีต่อผู้เรียน  ซึ่งเป็นศาสนาเดียวกับพวกมันแท้ๆ  และแล้วเช้าตรู่วันที่  ๕  มีนาคม  ๒๕๕๔  ก็ถึงเวลาที่พระสงฆ์สามเณร ๓ รูป  เดินออกจากวัดไปโปรดสัตว์  ยังไม่ทันได้ไปไกลเลย  ผู้ก่อการร้ายกลุ่มหนึ่ง  ก็ใช้ปืนไล่ฆ่าพระภิกษุ  และสามเณร  ผู้มีแต่บาตรจีวร  สำรวมกิริยา  เดินไปอย่างสงบ  และอำนวยพรขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุข

คุณยายวัย ๘๐ ที่ตักบาตรมาทั้งชีวิตอยู่ๆ ก็เห็นเหตุการณ์ร้ายเช่นนี้  ก็สุดระทึกสะเทือนใจหวาดเสียวเป็นที่สุด  เป็นภาพที่ติดตาปลงไม่ตก  เห็นบ้านเมืองขาดเจ้าหน้าที่คุ้มครอง  เห็นพี่น้องชาวพุทธต้องตายตามกัน  ซึ่งคงจะต้องหมดไปจากแดนใต้แน่ในเวลาไม่นานนัก  เพราะผู้รับผิดชอบต่อบ้านเมือง  ปล่อยปละละเลยถนอมรักษาแต่คนใจบาปหยาบช้า  หาได้คิดรักษาคุ้มครองคนดีๆ ไม่

พระภิกษุสามเณรผู้น่าสงสารยิ่งดังกล่าว  ก็คือ


(งานศพพระอภิไชย สีลเตโช)
๑)  พระภิกษุ  ชื่อ อภิไชย สีลเตโช (โรจนรังสันต์) อายุ ๒๗ ปี พรรษา ๒  วัดพระศรีมหาโพธิ์  ตำบลบางกรุ  อำเภอโคกโพธิ์  จังหวัดปัตตานี  ท่านเป็นบุตรคนเดียว  ของโยมมารดาๆ ผู้หวังพึ่งบุตรเมื่อยามชรา  เพราะไม่มีสามีเป็นที่พึ่งแล้ว  แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะพระภิกษุบุตรชายถูกยิงตาย  เธอได้แต่คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร “ทำไมย่ำยีกันอย่างนี้ๆๆ  ลูกของแม่ทิ้งแม่ไปแล้วหรือ  แม่แค่เพียงคนเดียว จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร”  เธอแสดงความโศกเศร้า  อย่างยืดยาวต่อไป  คณะของเราได้มอบถวายปัจจัย ๑๐,๐๐๐ บาท ให้โยมมารดาช่วยงานบำเพ็ญกุศลศพ และให้กำลังใจมารดาของพระอภิไชย  ขอให้สู้ชีวิตต่อไป


(พระสุชาติ  อินทันแก้ว)
๒)  พระภิกษุ  ชื่อ  สุชาติ  อินทันแก้ว  อายุ  ๓๖ ปี พรรษา ๑๕  วัดปุราณประดิษฐ์  ตำบลบางกรุ  อำเภอโคกโพธิ์  จังหวัดปัตตานี  ท่านเป็นบุตรคนที่ ๔  ในบรรดาบุตรธิดา ๕ คน ของโยม บิดา มารดา  ขณะนี้มีแต่โยมมารดาไม่มีบิดาแล้ว  ท่านถูกยิงที่ท้องกระสุนปืนเข้าตัดไปที่ตับ และกระดูกสันหลัง  มีเลือดไหลนองบนท้องถนน  ส่งผลให้พิการครึ่งท่อนไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป  ขณะนี้ได้รับการพยาบาลอย่างเต็มที่อยู่ ณ โรงพยาบาล มอ.สงขลา  มีเครื่องช่วยหายใจและแพทย์ให้อาหารทางสาย  อาการนับว่ายังสาหัสอย่างยิ่ง  สุดจะแก้ไข  แต่ยังดีกว่าที่ยังรักษาชีวิตไว้ได้  แต่ขณะนี้ท่านสามารถแสดงอาการตอบรับบุคคลผู้ไปเยี่ยมให้กำลังใจได้
คณะของเราได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจโยมแม่ซึ่งอายุเข้าสู่วัย  ๗๐ กว่าปีไปแล้ว  ซึ่งโยมมารดาได้เล่าให้เราฟังว่าหลังจากทราบข่าวในเช้าวันเกิดเหตุ  เธอตกใจมากรีบวิ่งด้วยเท้าจากตลาดไปถึงวัดศรีมหาโพธิ์ ระยะทางกว่า ๑๐ กิโลเมตร  เพื่อไปให้ทันดูใจลูกของตนจนลืมคิดถึงสภาพร่างกายของตน  คณะของเราได้มอบปัจจัยช่วยเหลือการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท

(สามเณรสกล เสมสันต์)
๓)  สามเณรชื่อ สกล เสมสันต์  อายุ ๑๗ ปี บรรพชามา ๔ พรรษา  สอบได้นักธรรมโท  สังกัดวัดศรีมหาโพธิ์  ตำบลบางกรุ  อำเภอโคกโพธิ์  จังหวัดปัตตานี  เป็นบุตรชายของบิดามารดาซึ่งมีทายาทรวม ๒ คน  อีกคนเป็นหญิง  กำลังศึกษาชั้นมัธยมปลาย  สามเณรได้ออกบิณฑบาตตอนเช้า  จามพระภิกษุอภิไชย  สีลเตโช  ถูกคนชั่วช้ายิงเข้าที่ต้นคอกระสุนปืนทะลุไปออกใกล้ดวงตา  เลือดไหลนอง  อาการสาหัสยิ่ง  ถูกนำส่งโรงพยาบาลจังหวัดปัตตานีเข้าห้อง ICU ถูกผ่าตัดปฐมพยาบาล  หลังจากนั้นมีอาการบวมมาก  พอวันที่ ๓  อาการดีขึ้น  คืออาการบวมยุบลง  แต่ยังคงใช้เครื่องช่วยหายใจให้อาหารทางสาย  ปิดหน้าปิดตา  จำไม่ได้ว่าเป็นใครนิ่งไม่รับรู้ไม่ตอบรับคนที่ไปเยี่ยม  น่าสงสารมาก  มีโยมบิดา มารดา ผู้จำต้องหยุดงานรับจ้างรายวันมาดูแลบุตรด้วยความสลดหดหู่โสกาอาดูรที่สุด  คณะของเราได้เข้าเยี่ยมเป็นกำลังใจให้  ปลอบใจให้โยมบิดามารดารู้สึกอบอุ่น  และอดทน  อย่าท้อถอย  พร้อมมอบปัจจัย ๑๕,๐๐๐ บาท
ชาวพุทธผู้น่าสงสารชายแดนใต้เหล่านี้  ทำไมรัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือให้ปลอดภัย  เป็นปริศนาให้ตอบ  ถ้ารัฐไม่ตอบ  ก็ขอตอบเองว่า

      บ้านเมืองลุก เป็นไฟ ยังไม่เห็น
ชาวพุทธเป็น คนชั้นสอง มองไฉน
รัฐคุ้มครอง คนใจบาป ภาพตำใจ
ปล่อยมันไป ฆ่าพระเณร เห็นตำตา


      ถ้าระวังตลอดไป ไม่ถอนทหาร
พวกสามานย์ ก็จะมุด หยุดความบ้า
ถ้ากำจัด ทรชน คนชั่วช้า
เมืองสงบ พัฒนา พาจำเริญ


      ถ้ารักษา คนดีดี ให้มีเพิ่ม
ก็ยิ่งเสริม สุขสง่า น่าสรรเสริญ
นี่ปล่อยปละ ละวิถี ที่ควรเดิน
เห็นแก่เงิน และอำนาจ ชาติจึงพัง


น.อ.สมโพธิ์  ผลเต็ม
กรรมการบริหารศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
เรียบเรียง

เครือข่ายพุทธฯ ร้อง กมธ.ระบุคำว่า “ศาสนาพุทธ” ในบัตรประชาชน


กรุงเทพฯ 7 มี.ค.- นายกสมาคมพุทธศาสน์สัมพันธ์ร้องกรรมาธิการ ระบุคำว่า “ศาสนาพุทธ” ในบัตรประชาชนของผู้นับถือศาสนาพุทธ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ชาวพุทธและสามารถตรวจสอบจำนวนผู้นับถือได้ ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของ พศ. ก่อนเสนอเข้าสู่ มส.พิจารณาต่อไป
นายอดิศักดิ์ วรรณสิน นายกสมาคมพุทธศาสน์สัมพันธ์ กล่าวเรียกร้องให้มีการนำคำว่า “ศาสนาพุทธ”กลับมาใส่ในบัตรประจำตัวประชาชนของผู้นับถือศาสนาพุทธอีกครั้ง หลังจากศึกษาในอดีตพบว่า เคยมีการระบุคำดังกล่าวไว้ แต่ต่อมามีการตัดออก โดยการระบุให้ชัดเจนว่าคือชาวพุทธนับถือศาสนาพุทธ เป็นการบ่งบอกสัญลักษณ์บุคคลและสร้างอัตลักษณ์ให้ชาวพุทธ ที่สำคัญจะได้สำรวจจำนวนผู้นับถือศาสนาพุทธในประเทศไทยที่ชัดเจนได้ ทั้งนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมาคมฯ ได้ทำหนังสือถึงประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนา ในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร แล้ว และขณะนี้เรื่องไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อยู่ระหว่างการพิจารณา ขั้นตอนต่อไป พศ. จะเสนอเข้าที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่าควรจะเร่งดำเนินการ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา แต่สำหรับศาสนาอื่น ๆ  ตนไม่กล้าเข้าไปก้าวล่วง
ด้านนายสมเกียรติ์ ศรลัมพ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว และทำหนังสือถึงนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการ พศ.แล้วเพื่อพิจารณาเสนอที่ประชุม มส.ซึ่งเรื่องนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนาฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้นำกรณีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2554) ออกตามความใน พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ลงนามโดยนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 16 ก.พ. 2554 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2554 เข้าบรรจุเป็นวาระแรกของการประชุม
นายสมเกียรติ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมฯ พิจารณาประกาศกฎกระทรวงดังกล่าว โดยเฉพาะข้อ 5 ที่กำหนดให้มีรายละเอียดของรายการในบัตรระบุใน (10) รายการศาสนาหรือนิกายของศาสนาหรือลัทธินิยมในทางศาสนาของผู้ถือบัตรโดยจะมีหรือไม่ก็ได้ ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความกลัวของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกกฎกระทรวงที่ไม่กล้าแม้จะระบุให้ชัดเจนลงไปว่า ผู้ถือบัตรนับถือศาสนา นิกายหรือลัทธิทางความเชื่อใด ซึ่งการระบุว่าใครนับถือศาสนาใดล้วนแต่เป็นประโยชน์ของแต่ละศาสนาทั้งสิ้น โดยเฉพาะสถิติการลดลงหรือเพิ่มขึ้นของศาสนิกชนในแต่ละศาสนา การทำสถิติตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ  การที่ทางราชการหรือผู้อื่นจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติของศาสนานั้น ๆ ล้วนแต่เป็นผลดีและเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น ดังนั้น การกำหนดให้มีการระบุการนับถือศาสนาหรือไม่ก็ได้เช่นนี้ อาจเปิดทางให้มีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่
“กฎกระทรวงฉบับนี้ต้องเกิดปัญหาตามมาแน่นอน ที่ผ่านมาการจัดสรรงบฯ อุดหนุนด้านศาสนาของรัฐบาลก็เกิดปัญหาเรื่องการอ้างจำนวนศาสนิกที่ไม่ตรงกับความจริง จึงมีการให้งบอุดหนุนที่เหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ศาสนาไหน ๆ ก็อ้างได้ว่าจำนวนศาสนิกของตนมีจำนวนเท่าใด คณะสงฆ์ไทยเองก็ยังคำนวณตัวเลขไม่ได้ว่าพระสงฆ์สามเณรปัจจุบันมีเท่าใด และผู้นับถือศาสนาพุทธมีเท่าใด เพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้าลดลงมากทางคณะสงฆ์ควรมีมาตรการรองรับอย่างไร หลังจากได้ข้อยุติจากที่ประชุมแล้ว จะทำเรื่องเสนอ มส.เพื่อโปรดทราบว่าสมควรต้องแก้กฎกระทรวงฉบับนี้หรือไม่ ถ้าอนุโมทนาก็รับ หรือถ้าเห็นว่าข้อกำหนดอย่างนี้ดีแล้วทางเราก็รับได้เช่นกัน” ประธานคณะอนุ กมธ.กิจการพระพุทธศาสนา กล่าว
ที่มา : สำนักข่าวไทย
 07 มี.ค. 2554 http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/178203.html


ศูนย์พิทักษ์ฯ แถลงการณ์สนับสนุน มส. 
กรณี การแต่งกายของ ครู-นักเรียน ภายในวัด
http://newweb.bpct.org/content/view/451/

จากกรณีกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ได้ยื่นหนังสือขอให้นักเรียนหญิง 17 คน ที่เรียนอยู่ที่ ร.ร.มัธยมวัดหนองจอก แต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามคลุมผ้าฮิญาบมาโรงเรียน โดยอ้างหลักศาสนาอิสลาม สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ

เนื่องจากการอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องยึดถือการปฏิบัติตามหน้าที่ของคนไทยตามรัฐธรรมนูญด้วย โดยการปฏิบัติตามหลักศาสนา ลัทธิทางศาสนา และความเชื่อของตน แต่จะต้องไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงาม ตลอดถึงไม่กระทบสิทธิของผู้อื่นด้วย

ดังนั้นเมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. ๕๔ มหาเถรสมาคมได้พิจารณาแล้วมีมติที่ ๒/๒๕๕๔ รับทราบ ตามแนวทางที่อนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนาฯ เสนอ คือ

1.โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ การใช้พื้นที่ต้องปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี วิถีไทยและวิถีพุทธ และกฎระเบียบของวัด

2.ให้คณะสงฆ์มีส่วนร่วมในการพิจารณาการแต่งตั้งผู้บริหารของโรงเรียน หรือหน่วยราชการ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์

3.ควรให้พระสงฆ์ เข้าไปมีบทบาทในการกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา หลักคุณธรรม จริยธรรมทุกระดับชั้น

4.โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดขอใช้พื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ต้องหารือและได้รับความยินยอมจากเจ้าอาวาส และคณะสงฆ์ผู้ปกครองทุกระดับจนถึงเจ้าคณะจังหวัดก่อน

ทั้งนี้ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งมติดังกล่าวและให้มีผลตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป.
และเมื่อทราบถึงมติดังกล่าว ก็มีการเคลื่อนไหวจากนายปรีดา เชื้อผู้ดี อนุกรรมาธิการศาสนาอิสลามฯ และสมาชิกจำนวนหนึ่งพยายามคัดค้านมติดังกล่าว และเตรียมการเคลื่อนไหวเพื่อปลุกกระแสคัดค้านต่อไป
ในฐานะองค์การทางพระพุทธศาสนาที่ทำงานสนองงานมหาเถรสมาคม จึงขอออกแถลงการณ์ดังต่อไปนี้ศูนย์พิทักษ์ฯ แถลงการณ์สนับสนุน มส. กรณี การแต่งกายของ ครู-นักเรียน ภายในวัด
จากกรณีกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ได้ยื่นหนังสือขอให้นักเรียนหญิง 17 คน ที่เรียนอยู่ที่ ร.ร.มัธยมวัดหนองจอก แต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามคลุมผ้าฮิญาบมาโรงเรียน โดยอ้างหลักศาสนาอิสลาม สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ

เนื่องจากการอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องยึดถือการปฏิบัติตามหน้าที่ของคนไทยตามรัฐธรรมนูญด้วย โดยการปฏิบัติตามหลักศาสนา ลัทธิทางศาสนา และความเชื่อของตน แต่จะต้องไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงาม ตลอดถึงไม่กระทบสิทธิของผู้อื่นด้วย

ดังนั้นเมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. ๕๔ มหาเถรสมาคมได้พิจารณาแล้วมีมติที่ ๒/๒๕๕๔ รับทราบ ตามแนวทางที่อนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนาฯ เสนอ คือ

1.โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ การใช้พื้นที่ต้องปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี วิถีไทยและวิถีพุทธ และกฎระเบียบของวัด

2.ให้คณะสงฆ์มีส่วนร่วมในการพิจารณาการแต่งตั้งผู้บริหารของโรงเรียน หรือหน่วยราชการ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์

3.ควรให้พระสงฆ์ เข้าไปมีบทบาทในการกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา หลักคุณธรรม จริยธรรมทุกระดับชั้น

4.โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดขอใช้พื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ต้องหารือและได้รับความยินยอมจากเจ้าอาวาส และคณะสงฆ์ผู้ปกครองทุกระดับจนถึงเจ้าคณะจังหวัดก่อน

ทั้งนี้ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งมติดังกล่าวและให้มีผลตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป.
และเมื่อทราบถึงมติดังกล่าว ก็มีการเคลื่อนไหวจากนายปรีดา เชื้อผู้ดี อนุกรรมาธิการศาสนาอิสลามฯ และสมาชิกจำนวนหนึ่งพยายามคัดค้านมติดังกล่าว และเตรียมการเคลื่อนไหวเพื่อปลุกกระแสคัดค้านต่อไป

ในฐานะองค์การทางพระพุทธศาสนาที่ทำงานสนองงานมหาเถรสมาคม จึงขอออกแถลงการณ์ดังต่อไปนี้

ไฟใต้เผาผลาญศาสนา



















อย่า!" ให้ไฟใต้เผาผลาญศาสนา เสียงครวญจาก...พรศรีมหาโพธิ์ 
และ พระ จ.ปัตตาะวัดนี

คมชัดลึก : การออกบิณฑบาตของพระภิกษุสงฆ์ โดยมีสาธุชนมารอทำบุญทันที
ที่ดวงอาทิตย์เริ่มสาดแสงสีทองตรงขอบฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศของพี่น้องมุสลิม
อีกกลุ่มที่ออกมารวมตัวจิบน้ำชายามเช้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ตอกย้ำความเป็นสังคม
พหุวัฒนธรรมของพื้นที่แห่งนี้ และเป็นภาพหนึ่งที่งดงามคู่กับชุมชนกลางเมือง
โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี นับแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน













แต่หลังจากเหตุการณ์ในรุ่งเช้าเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ที่ผ่านมา ทันทีที่คนร้ายเล็ง
ปากกระบอกปืนก่อนเหนี่ยวไกลั่นกระสุนใส่ “บรรพชิต” ที่กำลังปฏิบัติตาม
วัตรของสงฆ์ด้วยการรับบิณฑบาตจากญาติโยมกลางเมืองโคกโพธิ์ 
จนเป็นเหตุให้ พระอภิไชย สีลเตโช มรณภาพ ส่วน สามเณรสกณธ์ เสมสันต์ 
วัดศรีมหาโพธิ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นเดียวกับ พระสุชาติ อินทันแก้ว 
วัดปุราณประดิษฐ์ ที่อาการเข้าขั้นโคม่า ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา 
เคยเกิดเหตุเศร้าสลดในเหตุการณ์ฆ่าและเผาพระวัดพรหมประสิทธิ์ มาแล้ว
พระครูโสภิตโพธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีมหาโพธิ์ จ.ปัตตานี สะท้อน
ความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดกับ พระอภิไชย สีลเตโช กับสามเณร
สกณธ์ เสมสันต์ ว่า ถือเป็นความรุนแรงที่สร้างความสูญเสียครั้งแรก
และรุนแรงที่สุดที่ปรากฏกับพระภิกษุใน อ.โคกโพธิ์ โดยเฉพาะ
วัดศรีมหาโพธิ์แห่งนี้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พระภิกษุสงฆ์ในวัดแห่งนี้
อยู่ร่วมกับชุมชนชนิดเป็นเนื้อเดียวกัน จึงไม่เชื่อว่าวันนี้จะมีคนคิดร้าย
กับผู้ครองตนอยู่ในผ้าเหลือง ที่มุ่งมั่นปฏิบัติศาสนกิจเพื่อสาธุชน
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

ทุกๆ เช้า พระอภิไชย จะเป็นผู้ทำหน้าที่นำพระใหม่สวดมนต์ รวมไปถึง
กิจวัตรปฏิบัติทั้งทำวัตรเช้าและเย็น ไม่เคยขาดตกบกพร่องแม้แต่ครั้งเดียว 
จนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่พระบวชใหม่ภายในวัด ทั้งๆ ที่พระอภิไชย
บวชเรียนได้ ๒ พรรษาเท่านั้น

"อย่างไรก็ตาม แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะบั่นทอนความรู้สึกมากเพียงใด 
แต่พระที่วัดแห่งนี้ ซึ่งมีอยู่จำนวน ๑๗ รูป สามเณร ๑ รูป โดยทั้งหมด
ยังคงยืนยันจะยืนหยัดปฏิบัติศาสนกิจบิณฑบาตตามปกติ เพราะเป็น
กิจของสงฆ์ อีกทั้งหากมีญาติโยมมาคอยตักบาตรในทุกเช้า ก็จะต้อง
ออกไปรับบิณฑบาต เนื่องจากการออกบิณฑบาตเป็นกิจของสงฆ์ 
จึงขอฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลความปลอดภัย
ให้แก่พระภิกษุ สามเณร รวมไปถึงชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ อย่าให้
ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีได้ง่ายๆ” เจ้าอาวาสวัดศรีมหาโพธิ์ กล่าว



ด้าน พระมหาภูษิต ฐิตสิริ พระลูกวัดศรีมหาโพธิ์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เกิดขึ้น
เป็นเรื่องที่ฝ่ายบ้านเมืองจะต้องทบทวนและคิดพินิจพิเคราะห์หาจุดอ่อน
ให้ได้ว่าอยู่ตรงไหน เพราะความสูญเสียมิใช่เพิ่งปรากฏเป็นครั้งแรก 
เพราะนับแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมามี “สมณเพศ” ใน จ.ปัตตานี ยะลา 
และนราธิวาส ตกเป็นเหยื่อและสังเวยความรุนแรงมาแล้วหลายราย 
ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องจริงจังในการแก้ไขปัญหา อย่าให้เป็นเพียง
แค่ปรากฏการณ์ “ไฟไหม้ฟาง” จากนั้นทุกอย่างก็กลับสู่อีหรอบเดิม
ส่วน พระเลิศศักดิ์ โชติปัญโญ พระลูกวัดศรีมหาโพธิ์ ซึ่งมีความสนิทสนม
กับพระอภิไชย สีลเตโช บอกว่า นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญในวงการ
สงฆ์ปัตตานี เนื่องจากพระรูปนี้ มีความตั้งใจศึกษาพระธรรม และรับใช้
พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เพราะนับแต่บวชเรียนมา ๒ พรรษา 
ได้รับการยกย่องจากพระในวัดว่า เป็นผู้ที่มีวัตรปฏิบัติงดงาม ทั้งสวดมนต์
ไม่เคยขาด ออกบิณฑบาตทุกวัน รวมไปถึงช่วยสอนสามเณรให้ท่องตำราธรรม 
ศึกษาพุทธประวัติ ด้วยมุ่งหวังจะช่วยธำรงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนในดินแดนแห่งนี้

พระราชวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า วัดใน จ.ปัตตานี มีวัดกว่า 
๘๐ แห่ง ส่วนใหญ่พระยังเดินบิณฑบาตตามปกติ เพราะเป็นกิจของสงฆ์ แต่ก็มี
บางวัดที่อยู่ชนบทไกล อาจจะอนุโลมไม่ต้องบิณฑบาตเพื่อความปลอดภัย 
จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลและทำหน้าที่
ดูแลความปลอดภัยให้เข้มข้นขึ้น เพื่ออย่างน้อยเป็นขวัญให้เหล่าบรรพชิต
มีกำลังใจปฏิบัติศาสนกิจในการรับบิณฑบาตจากเหล่าคฤหัสถ์

ด้าน พระครูศรีจริยาภรณ์ รองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้) กล่าวว่า 
ความรุนแรงที่คร่าชีวิตภิกษุสงฆ์ครั้งนี้นับเป็น “สัญญาณอันตราย” ที่ทุกฝ่าย
จะนิ่งนอนใจไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึกของคนในสังคมแห่งนี้ เนื่องจาก
การกระทำต่อเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างอุกฉกรรจ์ครั้งนี้ ได้สร้างความ
หวาดระแวง ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันของสังคมพหุวัฒนธรรมแห่งนี้
มากขึ้น หากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองยังไม่สามารถปิดช่องโหว่ และเร่งสมาน
รอยร้าวทางความรู้สึกให้ได้อย่างรวดเร็ว เชื่อว่าสถานการณ์ในพื้นที่จะเดิน
ไปสู่จุดที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก

 เสียงสะอื้นจากโยมแม่
























นางอารีย์ ภูบาลกระแส มารดาพระอภิไชย สีลเตโช บอกด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า 
ก่อนเกิดเหตุได้โทรศัพท์พูดคุยกัน ซึ่งพระอภิชัยได้สอบถามถึงอาการป่วยโรค
หืดหอบของแม่ จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเดินทางมาทำบุญที่วัดเนื่องในวัดพระ 
เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ที่ผ่านมาได้ เพราะปกติแล้วทุกวันพระจะเดินทางมาทำบุญ 
และสนทนาธรรมกับพระเป็นประจำทุกครั้ง พระอภิชัยบวชได้ ๒ พรรษา 
โดยมีความตั้งใจจะบวชเรียนศึกษาพระธรรมอุทิศกุศลให้แก่มารดาเป็นเวลา 
๕ พรรษา จากนั้นจะขอลาสิกขาเพื่อกลับมาช่วยแม่กรีดยาง

เช้าวันเกิดเหตุ แม่กำลังเก็บน้ำยางในสวน พอรู้ข่าว หัวใจแทบสลาย ไม่มีเรี่ยวแรง
จะเดิน จนล้มพับลงใต้โคนต้นยางทันที แม้จะเสียใจที่ต้องสูญเสียดวงใจอันเป็นที่รัก 
แต่ก็ภูมิใจที่พระอภิชัยทำหน้าที่ศาสนทายาทในดินแดนที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง
จนถึงนาทีสุดท้าย พร้อมกับอธิษฐานขอให้ดวงวิญญาณของพระอภิชัยไปสู่สุคติ 
และมีความสุขในสัมปรายภพ

ด้านนางนฤมล เสมสันต์ มารดา สามเณรสกณธ์ กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า 
สามเณรสกณต์สามารถสอบผ่านนักธรรมชั้นตรี และนักธรรมชั้นโท ขณะนี้
กำลังศึกษาที่ กศน.ปัตตานี มีกำหนดสอบในวันที่๑๒ มีนาคมนี้ โดยบอกกับ
ครอบครัวมาตลอดว่า จะตั้งใจเรียน ศึกษาพระธรรม และมุ่งมั่นจะครองตน
ในผ้าเหลืองเพื่อให้เป็นบุญกุศลของพ่อและเเม่ ก่อนเกิดเหตุได้โทรศัพท์พูดคุยกัน 
สามเณรบอกว่ามีอาการป่วยด้วยไข้หวัด แต่อาการดีขึ้นเเล้ว และตอนเช้า
จะออกปฏิบัติศาสนกิจของสงฆ์ตามปกติ โดยจะออกบิณฑบาตเหมือนทุกวัน 
เพราะตั้งแต่บวชเณรมาหลายปีไม่เคยขาดกิจบิณฑบาตเลยเเม้แต่ครั้งเดียว 
ไม่ว่าสถานการณ์ในพื้นที่จะเป็นอย่างไรก็ตาม

“ความรุนแรงที่คร่าชีวิตภิกษุสงฆ์ครั้งนี้นับเป็นสัญญาณอันตรายที่ทุกฝ่าย
จะนิ่งนอนใจไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึกของคนในสังคมแห่งนี้ เนื่องจาก
การกระทำต่อเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์”

เรื่อง... "สุพิชฌาย์ รัตนะ"
ภาพ... "จรูญ ทองนวล"
ที่มา : นสพ.คมชัดลึก
วันที่ ๑๗ มี.ค. ๒๕๕๔http://www.komchadluek.net/

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทนายชาวคริสต์ไม่ได้รับอนุญาตให้ว่าความในศาลอิสลามที่มาเลเซีย


ทนายชาวคริสต์ไม่ได้รับอนุญาตให้ว่าความในศาลอิสลามที่มาเลเซีย


บีบีซีรายงานว่า ผู้พิพากษาในมาเลเซียไม่อนุญาตให้ทนายความคริสเตียนว่าความในศาลชารีอะห์ ซึ่งเป็นศาลในระบบกฎหมายอิสลาม โดยทนายความผู้นี้เตรียมอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว ขณะที่ทนายความมุสลิมยืนยันว่า “เป็นเรื่องเข้าใจผิด” ว่าผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจะไม่สามารถหาความยุติธรรมได้ในศาลชารีอะห์
สำนักข่าวบีบีซี รายงานเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ความพยายามของทนายความคริสเตียนในมาเลเซียเพื่อขออนุญาตเป็นทนายในศาลชารีอะห์ ของศาสนาอิสลาม ไม่ประสบผลสำเร็จ
โดยนางวิคตอเรีย จายาซีลี มาร์ติน ทนายความชาวคริสเตียน กล่าวว่า เธอต้องการทำงานเพื่อลูกความที่ไม่ใช่มุสลิมต่อสู้คดีในศาลชารีอะห์ เพื่อให้พวกเขามีผู้แทนทางคดีที่ยุติธรรมมากขึ้น
ทั้งนี้ ในมาเลเซีย มีคดีความในศาลมุสลิมมากขึ้น โดยมีคู่ความทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม โดยศาลแพ่งใช้ตัดสินคดีสำหรับพลเมืองที่ไม่ใช่มุสลิม ขณะที่ใช้ศาลระบบอิสลามตัดสินคดีความให้กับชาวมุสลิมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ทั้งนี้ผู้พิพากษาในกัวลาลัมเปอร์คัดค้าน คำร้องของจายาซีลี มาร์ติน โดยให้เหตุผลว่า ทนายความในศาลอิสลามต้องเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น
ด้านนางจายาซิลี มาร์ติน กล่าวว่า คำตัดสินของผู้พิพากษาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเธอมีแผนจะอุทธรณ์คำตัดสินของศาล ส่วนทนายความของนางมาร์ติน รันจิต ซิงห์ กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจะหาที่ทนาย เพราะทนายมักไม่ต้องการแก้ต่างทางคดีซึ่งขัดแย้งกับความศรัทธาทางศาสนาของทนาย
ขณะที่หนึ่งในทนายความของสภาสหพันธรัฐอิสลาม นายอัมดุล ราฮิม ซินวาน กล่าวว่าเรื่องนี้ “ไม่เป็นปัญหา” สำหรับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจะหาทนายความมุสลิมเพื่อแก้ต่างให้ตน
“มันเป็นเรื่องที่มากกว่านั้นก้าวหนึ่ง เพราะมันเป็นคำถามต่อเรื่องความศรัทธา เพราะว่าเมื่อมุสลิมยึดถือข้อคิดเห็นที่มาจากผู้พิพากษา มันคือคำถามเกี่ยวกับความศรัทธา ซึ่งผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมไม่มี” เขากล่าว
ผู้สื่อข่าวบีบีซี เจนนิเฟอร์ ปาก กล่าวด้วยว่า ทนายผู้นี้ยังบอกด้วยว่า “มีความเข้าใจที่คาดเคลื่อนว่า ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมไม่สามารถหาความยุติธรรมได้ในศาลชารีอะห์” ซึ่งเขาบอกว่าเป็น “ความเข้าใจผิด”
ทั้งนี้ มีคดีความจำนวนมาก ระหว่างคู่ความที่นับถือคนละศาสนา เช่น มีคู่สมรสคู่หนึ่งที่แต่งงานกัน และอีกฝ่ายไม่ยอมเปลี่ยนเป็นมุสลิม ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเรื่องสิทธิในการดูแลบุตร
เมื่อปีก่อน รัฐบาลมาเลเซียเห็นชอบให้ มีการตั้งผู้พิพากษาหญิง สำหรับศาลอิสลามเป็นครั้งแรก ซึ่งกลุ่ม ภราดรหญิงในอิสลาม (the Sisters in Islam - SIS) เรียกร้องมาหลายปี โดยกลุ่มดังกล่าวยังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายอิสลาม ซึ่งพวกเขาเห็นว่าไม่ได้เป็นทุกครั้งที่มีการจัดการและการใช้ปฏิบัติกฎหมายดังกล่าวด้วยความเหมาะสมและยุติธรรม
ขณะที่ศาลแพ่งมีผู้พิพากษาหญิงมานานแล้ว โดยเขตอำนาจของศาลแพ่งจะครอบคลุมในคดีแพ่งหลักๆ ขณะที่ศาลชารีอะห์ในระบบอิสลาม จะมีเขตอำนาจศาลอยู่ที่กฎหมายครอบครัว และมักตัดสินคดีในเรื่องการหย่า การมีภรรยาหลายคน และการร้องขอสิทธิในการดูแลบุตร
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Malaysian Christian lawyer barred from Shariah courts, BBC, 17 March 2011 Last updated at 07:27 GMThttp://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-12768939




Malaysian Christian lawyer barred from Shariah courts







A Christian lawyer in Malaysia has failed in her attempt to be allowed to practise in the Muslim Shariah courts.
Victoria Jayaseele Martin said she wanted to appear for non-Muslim clients fighting in such courts, to provide them with fairer representation.
An increasing number of cases heard in the Islamic courts involve both Muslims and non-Muslims.
Malaysia runs two parallel legal systems.
The civil courts cater to its non-Muslim citizens while the Islamic system decides issues affecting the fate of the country's Muslim majority.
A judge in Kuala Lumpur dismissed her challenge to the decision of a religious council that all lawyers in Islamic courts must be Muslim.
Ms Jayaseele Martin, who says the bar is unconstitutional, plans to appeal against the judge's decision.
Fairness
Ms Martin's lawyer, Ranjit Singh, said it was difficult for non-Muslims to find legal counsel, who may not want to defend cases that conflict with their own faith.
One of the lawyers for the Federal Territories Islamic Religious Council, Mr Abdul Rahim Sinwan, said it was "not a problem" for non-Muslims to find Muslim lawyers to defend them.
"It goes one step further because it's a question of faith. Because when the Muslim holds the opinion held by the judge, it's a question of faith, in which non-Muslims doesn't (have it)," he said.
The BBC's Jennifer Pak says he added that there was a "misunderstood perception that non-Muslim cannot find justice in the Shariah court", calling it a "fallacy."
There have been several cross-faith court cases, in which one partner to a marriage converts to Islam while the other does not, sparking custody battles.
Last year, the Malaysian government agreed to appoint women judges to its Islamic courts for the first time, something the Sisters in Islam (SIS) group said it had been demanding for many years.
The group has campaigned for reform of the Islamic legal system, saying it is not always administered and implemented properly and fairly.
The civil judiciary has long had female judges, covering a range of major cases.
The Islamic legal system focuses on family law, frequently tackling issues such as divorce, polygamy and custody battles.

More on This Story

Related Stories