วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

นักรบชั่วชาติ



            ความจริงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดจากการกระทำอย่างไร้จิตสำนึกของโจรที่เรียกตัวเองว่า “นักรบฟาตอนี” ในเวลานี้นั้น นอกเหนือจากการใช้อาวุธเข้าข่มขู่เข่นฆ่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าศาสนาใดที่เข้ามาขัดขวางการกระทำอันหยาบช้าของกลุ่มตนไม่เว้นแม้แต่ชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยแล้ว การแอบอ้างเอาอุดมการณ์ซึ่งคำๆ นี้ไม่คู่ควรจะใช้กับคนบาปเหล่านี้มาสร้างความชอบธรรมในการทำชั่ว

          โดยเฉพาะการบังอาจแอบอ้างถึงองค์อัลเลาะฮฺผู้ประเสริฐโดยการบิดเบือนทั้งคำสอนทางศาสนาและประวัติศาสตร์ ยังเป็นวิธีการหนึ่งที่ขบวนการผู้หิวโหยใช้ มุ่งหวังให้พี่น้องมุสลิมซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่คล้อยตามเพื่อรักษามวลชนของตนไว้และบิดบังกลบเกลื่อนความเลวทรามที่ได้กระทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งทุกเรื่องนั้นฟังดูน่าขันที่ “ไซตอน” กลุ่มนี้กล้าโกหกพี่น้องมุสลิมมลายูได้อย่างหน้าด้านๆ เรื่องเป็นอย่างไรจะยกตัวอย่างให้เห็น

        คำกล่าวที่ว่า รัฐปัตตานีเป็นรัฐอิสลามที่ดำรงอยู่มากว่าหนึ่งพันปี นี่เป็นเรื่องแรกที่กุเรื่องบิดเบือนโดยไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของตนเองเลยแม้ซักนิด (ซึ่งน่าจะไม่เคยเรียนมาด้วยซ้ำ)

       รัฐปัตตานีในอดีตนั้น ประชาชนนับถือศาสนาฮินดู-พรหมณ์และศาสนาพุทธ ต่อมาเมื่อศาสนาอิสลามเผยแพร่เข้ามายังปัตตานีเมื่อประมาณ 500 ปีที่ผ่านมาพลเมืองมลายูบางส่วนจึงเข้ารับอิสลาม ทำให้ดินแดนปัตตานีมีทั้งมลายูมุสลิมและมลายูพุทธ

        ภายหลัง เมื่อราชสำนักเริ่มรับอิสลามทำให้เหล่าขุนนาง ข้าราชสำนักและประชาชนเริ่มรับอิสลามมากขึ้นทำให้ประชาชนบางส่วนนับถือศาสนาอิสลาม แต่ในความเป็นจริงแล้วประชาชนส่วนใหญ่ยังคงนับถือศาสนาพุทธอยู่ 


      ซึ่งยังมีหลักฐานทางโบราณคดีปรากฏให้เห็นอยู่จนถึุงปัจจุบัน อย่างนี้ยังจะมาบิดเบือนให้ลูกหลานรับรู้ประวัติศาสตร์แบบผิดๆ ได้อย่างไร 


       ขบวนการต่างหากที่พยายามก่อเหตุร้ายมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อ
สร้างความขัดแย้งของพี่น้องร่วมชาติที่แตกต่างกันเพียงศาสนาและขับไล่มลายูพุทธให้ออกไปจากพื้นที่ให้หมดมิใช่หรือ แล้วพวกเขามิได้สืบเชื้อสายมลายูมาด้วยกันหรืออย่างไร




          การปลุกเร้าให้เยาวชนลุกขึ้นต่อสู้เพื่อแผ่นดินปัตตานีที่บริสุทธิ์โดยอุปโลกเรียกตนเองว่า “นักรบฟาตอนี” ยิ่งเป็นการกล่าวอ้างที่น่าอับอาย

        ก็มิใช่นักรบขี้ยาเหล่านี้หรอกหรือที่ทำให้แผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟท่ามกลางเลือดและน้ำตา เข่นฆ่าพี่น้องมลายูให้ตายดับมากี่พันคนแล้ว

        ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มี.ค.55 เด็กนักเรียนผู้หญิงที่ตำบลปิตูมุดี อำเภอยะรังปัตตานี ยังบาดเจ็บล้มตายด้วยระเบิดจากน้ำมือของขบวนการ ทั้งๆ ที่เห็นว่าเด็กหญิงเหล่านี้กำลังขี่จักรยานยนต์มา 3 คันยังกดระเบิดจนเด็กตายไป 1 คนบาดเจ็บสาหัสอีก 4 


         คนพวกเขาทำกับเหล่านั้นได้อย่างไร ผีห่าซาตานตนใดดลใจให้เขาทำเรื่องเลวทรามกับเด็กผู้หญิงได้ถึงขนาดนั้น

       ไม่รู้จะต้องตายเพื่อสังเวยความโลภโมโทสันของพวกเขากันอีกเท่าไหร่ อย่างนี้ยังเรียกว่าเป็นแผ่นดินบริสุทธิ์อยู่อีกหรือ จะโกหกกันไปอีกนานเท่าไหร่ ลูกหลานมลายูไม่ใช่คนไม่มีสมองที่ใครจะมาชักจูงได้ง่ายๆ หรอกนะ

       การปลูกฝังให้ปฏิเสธศาสนาพุทธและศาสนาอื่นๆ เป็นการบิดเบือนคำสอนทางศาสนาอย่างร้ายแรง 


     เพราะในหะดิษฮฺของท่านนบีตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “แม้แต่คนต่างศาสนิกที่เสียชีวิตแล้วเคลื่อนศพผ่านเราต้องลุกขึ้นยืนเพื่อให้เกียรติ”

      ซึ่งยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าเหล่า “นักรบบ้องตื้น”บังอาจตั้งศาสนาขึ้นใหม่ แต่งตั้งตนเป็นศาสดาแข่งกับอัลเลาะฮฺและท่านนบี ซึ่งเป็นผู้เผยแผ่ที่น่าเคารพนับถือ

      อวดดีอย่างนี้ยังจะมีหน้ามาแอบอ้างพระเจ้าเพื่อฆ่าคนบริสุทธิ์ฆ่าคนต่างศาสนาเพื่อจะได้เข้าสวรรค์อีกหรือ ไม่มีศาสดาพระองค์ใดสอนให้ฆ่าคนเหมือนผักปลาแบบนี้หรอก ไม่นานอัลเลาะฮฺจะพิพากษาคนชั่วเหล่านี้เอง 




         การบิดเบือนประวัติศาสตร์และหลักศาสนาข้างต้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นและกระทำได้ด้วยคนที่เรียกตนเองว่ามลายูมุสลิม 


       สำหรับในดินแดนที่มีวิถีบริสุทธิ์มาช้านาน คำกล่าวทักทายของพี่น้องเราที่ว่า “ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน” นั้น  หมายถึงความต้องการสื่อความจริงใจและความปรารถนาดีที่มีต่อกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ

       แต่เหล่า “นักรบฟาตอนี” และขบวนการจอมปลอมที่คุ้มหัวกบาลโจรหรือหลอกใช้โจรเพื่อหวังผลประโยชน์อยู่นั้น กลับทำให้คุณค่าที่เป็นอัตลักษญ์อันดีงามเสื่อมค่าลงไป การดูถูกเหยียดหยามคนอื่น การสอนให้ฆ่าคนมันจะช่วยให้เกิดสันติสุขได้ตรงไหน  


      หากมีกลุ่มคนที่บ้าคลั่งกลุ่มหนึ่งมาทำร้ายฆ่าฟันพี่น้องของท่านบ้าง ท่านจะโกรธและเสียใจไหม หยุดคิดและพิจารณาตนเองเสียใหม่ เห็นแก่พระเจ้า


“ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น