วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

ปอเนาะ “เบ้าหลอมแห่งอิสลาม”


ปอเนาะ “เบ้าหลอมแห่งอิสลาม”
             ยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนตามแผนบันได 7 ขั้นขององค์กรนำในจังหวัดชายแดนภาคใต้   ซึ่งได้สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมความเชื่อได้อย่างสุดประมาณ    และจะหยั่งรากฝังลึกต่อไปในพื้นที่นี้อีกอย่างยาวนานแม้ว่าวันหนึ่งการต่อสู้ด้วยอาวุธจะหมดไปก็ตาม  นั้นคือ ยุทธศาสตร์การสร้างแนวร่วมเพื่อใช้เป็นมวลชนสนับสนุน  โดยใช้ความแตกต่างทางอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และศาสนามาบิดเบือน  ซึ่งส่งผลให้เกิดการแตกแยกแบ่งฝ่ายระหว่างประชาชนทั้งสองศาสนาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  และแน่นอนว่าการบิดเบือนทั้งมวลมุ่งหวังจุดประกายให้สถานการณ์ลุกลามจนนำไปสู่การเข้ามาแทรกแซงขององค์กรระหว่างประเทศแล้วเข้าสู่กระบวนการแบ่งแยกดินแดนต่อไป
          ในช่วงที่ผ่านมาการแสวงหาแนวร่วมของผู้ก่อเหตุรุนแรงมักมุ่งเป้าหมายไปที่เยาวชนทั้งในนอกและในสถานศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามหรือ “ปอเนาะ” ซึ่งจากข้อมูลข่าวสารที่ฝ่ายความมั่นคงได้จากกระบวนการด้านการข่าว  ยืนยันได้ว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงหรือแนวร่วมในระดับปฏิบัติการส่วนใหญ่เป็นเยาวชนในสถานศึกษา โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้อาศัยช่องว่างทางการศึกษา  แอบแฝงเข้าไปในสถานศึกษาดังกล่าวในภาพของครูสอนศาสนาอิสลาม (อุสตาซ)

ใช้โรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลามเป็นสถานที่ดำเนินการปลุกระดมบ่มเพาะด้วยการนำประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาอิสลามมาบิดเบือน  เพื่อให้เกิดความคิดความเชื่อที่แตกต่าง จนนำไปสู่การเลือกข้างและเยาวชนส่วนหนึ่งจะถูกคัดเลือกเข้ารับการฝึกเป็นกองกำลัง RKK เพื่อใช้ในการก่อเหตุรุนแรง  โดยการปฏิบัติข้างต้นอยู่ภายใต้การให้การสนับสนุนของผู้บริหารสถานศึกษาบางรายทั้งที่เต็มใจและถูกกดดัน ข่มขู่ให้จำยอม  ซึ่งที่ผ่านมาจากการเข้าปิดล้อมตรวจค้นของฝ่ายความมั่นคงในโรงเรียนหลายแห่ง  ก็สามารถตรวจพบหลักฐานที่เชื่อมโยงกับผู้ก่อเหตุรุนแรง  อาทิ อาวุธปืน  ระเบิดหรืออุปกรณ์ประกอบ  ซึ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนที่สุดคือ  การเข้าปิดล้อมตรวจค้นโรงเรียนอิสลามบูรพาเมื่อหลายปีที่ผ่านมา  ที่สามารถตรวจยึดหลักฐานสำคัญได้จำนวนมากจนนำไปสู่การจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงและการระงับใบอนุญาติโรงเรียนในที่สุด

          นี่คือ.....ความจริงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
          ล่าสุดจากการเข้าปิดล้อมตรวจค้นโรงเรียนวัฒนธรรมอิสลามพ่อมิ่ง ที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ของเจ้าหน้าที่  ก็สามารถตรวจยึดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงและพบปุ๋ยยุเรีย  สารประกอบระเบิดในเสื้อผ้าสิ่งของเครื่องใช้ตลอดจนพบสารทางพันธุกรรม (DNA) ที่ตรงกับ DNA ของคนร้ายที่พบในที่เกิดเหตุ  นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้เชิญตัวอุซตาสอีก 7 คนมาซักถามเพื่อหาความเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงอีกด้วย
          แต่ไม่ว่าผลการตรวจสอบหลังจากนั้นจะเป็นเช่นไร  นี่ย่อมแสดงให้เห็นถึงผลเสียในการที่ผู้บริหารสถานศึกษาดังกล่าวยอมให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้เป็นปลกุระดมบ่มเพาะและเก็บซ่อนอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อเหตุรุนแรง ความเชื่อถือของพ่อแม่ผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในโรงเรียนนั้นๆ ก็จะลดน้อยลง  เพราะคงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกตนเองต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงแน่นอน  ชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาที่สร้างสมมาอย่างยาวนานก็จะพลอยหม่นหมองไปด้วย
          สำหรับโรงเรียนวัฒนธรรมอิสลามพ่อมิ่งที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่างนี้  ทราบว่าหลังจากนี้ฝ่ายความมั่นคงจะมีการจัดทำประวัติของครูและอุซตาสทุกคนเพื่อควบคุมการดำเนินงานและการเรียนการสอนของโรงเรียนอย่างเข้มข้น  รวมทั้งการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับยาเสพติดที่เป็นปัญหาของสถานศึกษาส่วนมาก  โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเข้าดำเนินการกับโรงเรียนแห่งนี้ในลักษณะโครงการนำร่อง 
          การดำเนินการทั้งหมดนี้อาจมองว่าสร้างความยุ่งยากและส่งผลด้านชื่อเสียงให้กับสถานศึกษาอยู่พอสมควร  แต่หากมองอย่างเป็นเหตุเป็นผลแล้ว  มาตรการนี้ก็ถือว่าสมเหตุสมผล

           ในยุคเริ่มต้นของปอเนาะ  เจ้าของปอเนาะหรือบาบอทุกท่าน  ต่างเริ่มต้นสร้างโรงเรียนปอเนาะมาด้วยจิตอันเป็นกุศล  ต้องการสั่งสอนความรู้ทางศาสนาที่ถูกต้องให้กับลูกหลานตามวิถีอันดีงามของมุสลิม  แต่ความตั้งใจเริ่มแรกที่ดีกลับต้องมาถูกทำลายลงด้วยบุคคลบางคนบางกลุ่มที่ไม่มีความหวังดีต่อบ้านเมือง    และทำลายได้แม้กระทั่งคำสอนอันดีงามของศาสนาอิสลามเพียงเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
          สถาบันการศึกษาควรเป็นสถานที่สั่งสอนให้เยาวชนมีความรู้   มีคุณธรรม จริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม  ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้เผยแผ่หลักธรรมคำสอนของศาสนายิ่งต้องตระหนักถึงการให้ความรู้ด้านศาสนาที่ถูกต้อง  การปล่อยปะละเลยให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้สถานที่เป็นเสมือนเบ้าหลอมให้เยาวชนเป็นคนดีของสังคม  ทั้งที่ตั้งใจ ไม่ตั้งใจหรือโดนข่มขู่บังคับจึงเป็นเหมือนการส่งเสริมให้ผู้ก่อเหตุรนแรงทำลายอิสลามให้มัวหมอง  ทำลายเยาวชนซึ่งเปรียบเสมือนผ้าขาวที่จะเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของชาติ  ดังนั้นการตระหนักถึงบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารสถานศึกษาทุกท่านจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์อัน  ดีงามของอิสลามให้คงอยู่  สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม  และยังช่วยให้สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับดีขึ้นในอีกไม่นาน
                         ซอเก๊าะ  นิรนาม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น