วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555


มุสลิม บุกเผาวัดพุทธในบังกลาเทศ โดยข้ออ้างแบบเดิม ๆ 

นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่าง ของ อัตลักษณ์มุสลิม

สลด!เผา'วัดพุทธ'บังคลาเทศวอด

ชาวมุสลิมในบังกลาเทศนับหมื่นชุมนุมประท้วง-เผาวัดพุทธวอด 5 แห่ง อ้างเหตุมีภาพชายหนุ่มชาวพุทธเหยียบคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในเฟซบุ๊ก แนะใช้ขันติธรรมแก้ขัดแย้ง

            สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์( 30 ก.ย.) ว่าชาวมุสลิมบังกลาเทศราว 2.5 หมื่นคนร่วมชุมนุมประท้วงก่อนลุกลามเป็นการจราจลจนเกิดการเผาวัดพุทธ 5 แห่งและบ้านเรือนร่วม 100 หลังคาเรือนในเมืองรามูและหมู่บ้านใกล้เคียง  โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ที่มีภาพชายหนุ่มผู้นับถือศาสนาพุทธโพสท์ภาพตนเองกำลังเหยียบย่ำคัมภีร์อัลกุรอานบนเฟซบุ๊ก



             นายจอยนูล บารี ผู้บริหารท้องถิ่นอธิบายว่าการประท้วงลุกลามจนกลายเป็นการจราจลที่ไม่สามารถควบคุมได้และทำลายบ้านเรือนของชาวพุทธ เผาทำลายวัด ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนวันเสาร์ (29 ก.ย.) ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันอาทิตย์ (30 ก.ย.) โดยมีบ้านเรือนอย่างน้อย 100 หลังถูกทำลาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอกำลังทหารและกองกำลังรักษาชายแดนเข้าระงับเหตุการจราจลดังกล่าว และได้ออกคำสั่งห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะเป็นการชั่วคราวเพื่อป้องกันการเกิดเหตุจราจลขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งยังยืนยันว่าเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว


        

                   เมืองรามูอยู่ห่างจากกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศราว 350 กิโลเมตรและเป็นเมืองชายแดนติดต่อกับประเทศพม่า ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยของชาวพุทธที่เป็นชนกลุ่มน้อยในบังกลาเทศ โดยมีประชากรที่นับถือศาสนาพุทธเพียง 0.7% จากจำนวนประชากร
ทั้งหมด 170 ล้านคนของบังกลาเทศ

                   กลุ่มผู้ประท้วงและก่อจราจลได้เรียกร้องให้ทางการจับกุมเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า อัตตาม บารัว ที่เป็นผู้โพสท์ภาพดูหมิ่นชาวมุสลิมดังกล่าว

                   ทั้งนี้พื้นที่ชายแดนตะวันออกเฉียงใต้ของบังกลาเทศที่ติดต่อกับรัฐยะไข่ของพม่า กลายเป็นพื้นที่ซึ่งมีความตึงเครียดในด้านการแบ่งแยกดินแดน ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุการปะทะระหว่างกลุ่มมุสลิมโรฮิงญากับชาวพุทธในรัฐยะไข่ของพม่า แม้ที่ผ่านมาจะมีเหตุการปะทะระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมเกิดขึ้นน้อยครั้งมาก



                   นอกจากนั้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาชาวมุสลิมในบังกลาเทศหลายหมื่นคนยังได้ร่วมชุมนุมประท้วงต่อต้านภาพยนตร์เรื่องอินโนเซนท์ออฟมุสลิมส์ และรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ปล่อยให้มีการสร้างและเผยแพร่ภาพยนตร์ดูหมิ่นศาสดาในศาสนาอิสลามเรื่องนี้

                  จากเหตุการณ์ดังกล่าวพระมหาหรรษา ธัมมหาโส  ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) นักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับ สูง (ปปร.) รุ่นที่ 15 สถาบันพระปกเกล้า เตือนสติผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว (Hansa Dhammahaso) ความว่า "สังคมโลกของเราในยุคปัจจุบันนี้ ขาดขันติธรรมทางศาสนามากเหลือเกิน!!! ขันติธรรมในความเป็นพหุวัฒนธรรมจึงมีความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันในฐานะมนุษย์ที่รักความสุข เกลียดกลัวความทุกข์เฉกเช่นเดียวกัน สงครามโลกครั้งที่ ๓ จะเป็นสงครามที่เกิดจากขาดขันติธรรมทางศาสนา!!!! อานุภาพของการขาดจะนำไปสู่การทำลายล้างมนุษยชาติอย่างน่าสยดสยอง....

                    การเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาคือทางรอดของมนุษยชาติ มนุษยชาติควรกลับไปศึกษา และทำความเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาตัวเองให้แจ่มชัด เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมโลกได้อย่างมีความสุขท่ามกลางความแตกต่างทางความเชื่อ และวัฒนธรรมที่หลากหลาย  




ชาวมุสลิมบุกเผาวัด-บ้านเรือนชาวพุทธในบังกลาเทศ ไม่พอใจโพสต์ภาพหมิ่น “คัมภีร์กุรอ่าน”

                    ขันติธรรมทางศาสนา (Religious Tolerance) จึงเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันกับกลุ่มคนต่างๆ ที่มีความความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน แนวทางเช่นนี้ จะนำไปสู่ความอดทดต่อความแตกต่างกันทางศาสนา ภาษา ชาติพันธุ์ ความเชื่อ และอุดมการณ์ทางความคิด เพราะจะก่อให้เกิดความเคารพ และการยอมรับนับถือศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรมที่หลากหลาย วิธีคิด วิถีการแสดงออก และวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไป โดยพร้อมที่จะรับฟัง และปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความแตกต่างกันอย่างมีสติ บนฐานของความรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกถ้วนทั่วตัวคน"


นี่่คือสิ่งที่ คัมภรีอ้าง หรือศาสดาของคนเหล่านี้อนุญาตให้ทำได้ หรือ ?


เอเอฟพี/ASTV ผู้จัดการออนไลน์-ทางการบังกลาเทศเผยเกิดเหตุกลุ่มชาวมุสลิมจำนวนกว่า 25,000 คนก่อเหตุจุดไฟเผาวัดพุทธอย่างน้อย 5 แห่งและบ้านเรือนของประชาชนอีกอย่างน้อย 100 หลังคาเรือน ที่เมืองรามู ทางภาคตะวันออกของประเทศใกล้พรมแดนพม่าในวันนี้ (30) คาด สาเหตุเกิดจากความไม่พอใจ หลังมีข่าวว่าชายหนุ่มชาวพุทธรายหนึ่งในพื้นที่อัพโหลดรูปภาพที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อดูหมิ่นพระคัมภีร์กุรอ่านของศาสนาอิสลาม ผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดัง “เฟซบุ๊ก” 
       
        เหตุเผาวัดพุทธและบ้านเรือนของประชาชนดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองขนาดเล็กที่มีชื่อว่ารามู ทางภาคตะวันออกของบังกลาเทศ ห่างจากกรุงธากาเมืองหลวงของประเทศราว 350 กิโลเมตร โดยเหตุการณ์ซึ่งได้ลุกลามอย่างรวดเร็วจนเจ้าหน้าที่ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้นี้ เกิดขึ้นตั้งแต่เวลาประมาณเที่ยงคืนที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาจนถึงตอนเช้าตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุให้มีวัดพุทธซึ่งบางแห่งมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี ตลอดจนบ้านเรือนของชาวพุทธถูกเผาได้รับความเสียเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงครั้งนี้หรือไม่ และไม่มีการเปิดเผยว่า มีการจับกุมผู้ก่อเหตุหรือไม่เช่นกัน
       
       ทางด้านชายชาวพุทธผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นชนวนทำให้เกิดการจลาจลคราวนี้ ได้บอกกับสื่อมวลชนท้องถิ่นว่า ตัวเขาไม่ได้เป็นผู้โพสต์ภาพดังกล่าว แต่มีใครบางคนที่ "แท็ก" (tag) ภาพนั้นในแอคเคานต์ (account) เฟซบุ๊ก ของเขา ทั้งนี้เวลานี้ชายผู้นี้ได้หลบหนีไปซ่อนตัวแล้ว ขณะที่พวกเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ตำรวจยังได้เข้าอารักขาคุ้มครองมารดาและน้าของชายผู้นี้ด้วย
       
        ล่าสุดทางการบังกลาเทศได้ส่งกำลังทหารและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ชายแดนเข้ามารักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และมีการประกาศห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุรุนแรงเพิ่มเติม ขณะที่รัฐมนตรีมหาดไทย รัฐมนตรีอุตสาหกรรม และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของบังกลาเทศ ได้เร่งเดินทางลงพื้นที่เกิดเหตุตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาเพื่อควบคุมสถานการณ์
       
        ขณะเดียวกันมีข้อมูลว่า มีหมู่บ้านชาวพุทธไม่ต่ำกว่า 15 แห่งถูกบุกโจมตีเมื่อคืนที่ผ่านมา และมีนับร้อยหลังที่ถูกปล้นชิงทรัพย์สิน
       
        ทั้งนี้ กว่าร้อยละ 90 ของประชากร 153 ล้านคนในบังกลาเทศเป็นชาวมุสลิม ขณะที่ชาวพุทธมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 1

Attacks on Buddhists were 'planned'


Sun, Sep 30th, 2012 5:48 pm BdST
Mintu Chowdhury
Chittagong correspondent


Ramu/Cox's Bazar, Sep 30 (bdnews24.com)—Home Minister Mohiuddin Khan Alamgir on Sunday alleged the attacks on a pre-dominantly Buddhist village in Cox's Bazar's Ramu Upazila was "planned" and vowed to bring the perpetrators to justice.

"The attack was conducted in a coordinated manner. Temples and houses were set on fire using patrol and gun powder. It would have been impossible if the attacks were not planned," he said after visiting the affected locality.

The minister sought everyone's assistance in capturing the culprits. "We came here on the orders of the Prime Minister. All that is needed to be done will be done to swiftly bring the culprits to justice."

Alamgir said the government will provide financial assistance for reconstruction of the damaged temples and houses

Local residents alleged that the attacks and damages were mostly caused due to the negligence of the police and Fire Service. The Home Minister said a committee headed by an Additional Divisional Commissioner of Chittagong will investigate whether negligence on anybody's part was behind the mayhem.

A mob had torched and vandalised the Buddhist village in one of the worst religious attacks in Bangladesh which appeared to have been triggered by a Facebook posting allegedly defaming the Quran.

Seven Buddhist Viharas, around 30 houses and shops were torched in the attacks that started at 11:30pm on Saturday and lasted until around 4am on Sunday. More than a hundred houses and shops were also reportedly attacked, vandalised and looted.

Alamgir and Industries Minister Dilip Barua have visited the spot. Inspector General of Police (IGP) Hasan Mahmood Khandaker and other top officials were also present during the visit.

They visited the damaged 300-year old Ramu Sima Vihara of Merong Loa Barua at around 1:30pm on Sunday.

The ministers visited the affected areas and spoke to the Buddhist monks and members of the temple managing committee. They also talked to the people whose houses were damaged in the attacks.

At a short rally held at the Ramu Bazar, Dilip Barua alleged a 'group of conspirators' was behind the attack but did not take any names.

Like Alamgir, he too vowed to bring the culprits to book. "The perpetrators will be tried no matter how powerful they are."

Barua requested everyone's assistance to restore communal harmony in the area.

Prime Minister Sheikh Hasina, who is now in New York, expressed dismay over the incident and ordered action against those responsible for the attack.

Bangladesh's Permanent Representative to the United Nations A K Momen told bdnews24.com Hasina had told the authorities that the government will not tolerate any activity that hampered the communal harmony.

The United People's Democratic Front (UPDF) has condemned the attack and appealed to everyone to stand by those harmed.

bnews24.com/mc/zk/bd/1720h
http://narater2010.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

อัตลักษณ์ที่น่ารังเกียจ


อัตลักษณ์ที่น่ารังเกียจ

Muslims praying in the streets and fields of france
ละหมาดกลางถนน สร้าง “อัตลักษณ์ที่น่ารังเกียจ” กดทับวัฒนธรรมเจ้าของบ้าน


         
***********************************


         ที่ประเทศบาห์เรน มุสลิมชีอะห์ฝ่ายค้านยึดโรงพยาบาล Salmaniya ไล่ผู้ป่วยมุสลิมสุนหนี่ฝ่ายรัฐบาลออกจากโรงพยาบาลด้วย อัตลักษณ์ของคำสอนที่ไม่รู้จักพรหมวิหารสี่ จึงแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรงเพียงทางเดียวที่รู้จัก

...........ดังนั้นความรุนแรง และ การแก้แค้นจึง “เป็นสรณะ” และ “เป็นอัตลักษณ์” ไปแล้ว


           คราวนี้ จะอวดศักดา แสดงพลังมวลชน...ข่มให้เจ้าของประเทศที่ตนมาอาศัยอยู่..กลัวอิสลาม ด้วยการปิดถนนละหมาดบนหนทางสาธารณะที่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกๆคนได้สัญจร เดินทาง ปฏิบัติภารกิจ อย่างไม่คิดถึงส่วนรวมที่มีผู้อื่นจะต้องใช้แม้แต่น้อย


ถ้าจะว่าเป็นการเห็นแก่ตัวก็ว่าได้...ถ้าในแง่ของผู้ใช่ถนนโดยรวมได้รับความเดือดร้อน

ถ้าจะว่าเป็นความถูกต้องของการปฏิบัติศาสนกิจ...เรื่องนี้ไม่ใช่แน่นอน...เพราะว่า

              การละหมาดนั้นได้มีบทบัญญัติไว้ ให้ใช้สถานที่ที่สะอาด ... ต้องทำความสะอาดร่างกาย ล้างมือ ล้างเท้า ล้างหน้า และทุกๆส่วนของร่างกาย ก่อนเข้าละหมาดทุกครั้ง

แต่นี่มิใช่เช่นนั้นเลย

             สถานที่ก็กลางถนน ที่หมาขี้ หมาเยี่ยว มีขี้ตีน น้ำลาย และ เชื้อโรคเต็มไปหมด ร่างกายเหงื่อไคลเบียดเสียด แลกกลิ่นกันดม

เชื้อโรคเพ่นพ่านไปทั่วถนน

หรือว่าจะเป็นอัตลักษณ์ของมุสลิมอีกแล้ว

.....ถ้า...ได้ประโยชน์ “ที่ผิดก็เป็นถูก!

.....ถ้า...ไม่ได้ประโยชน์ “ที่ถูกก็เป็นผิด!

            อยู่บ้านเดิม ตะวันออกกลาง อึดอัดใจ ... ไม่มีอิสรเสรี มีตำรวจศาสนาคอยตรวจ ไว้เคราหรือไม่?

           สตรีทำไมเดินคนเดียวกลางห้างสรรพสินค้า ? 
           ทำไมไม่พาญาติ พี่ น้องมาด้วย? 
           ผิดหลักศาสนาอีกแล้ว

            พอมาอยู่ประเทศที่ให้อิสรเสรี...ก็สร้างอัตลักษณ์กดทับเข้าของบ้านเสียงั้นแหละ

เราจะปล่อยให้เหตุการณ์นี้มาเกิดในประเทศไทย......ได้หรือ?

          เราทนสัญลักษณ์อิสลามที่พวกเขาสร้างขึ้นวันละห้าเวลา เข้าไปรบกวนถึงในห้องนอน...ก็สุดทนแล้ว

         นี่จะสร้าง “อัตลักษณ์ที่น่ารังเกียจ” กดทับ และรุกทางวัฒนธรรมของเจ้าของบ้านอย่างไม่เกรงใจกันเลยหรือ?

ได้เวลาแล้วยังที่จะยกเลิกการใช้เครื่องขยายเสียงรบกวนชาวบ้าน... ของมัสยิด
http://surasiha.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ม้วนหางหน่อยลูก


เด่น โต๊ะมีนา ซ่อนหางไม่สำเร็จ

"เด่น โต๊ะมีนา"เสนอตั้ง"จังหวัดนาทวี" สะดวกในการแก้ปัญหาไฟใต้

นี่ไง!.......หางโผล่แล้วไง




เจ้าเล่ห์จริงๆ..เอาทุกท่าเลยนะ! 

            พอประณามว่าพวกมึงแบ่งแยกดินแดน มึงก็บอกว่าไม่ได้แบ่งแยก
            ...แค่เอา “ลังกาสุกะ” คืนเท่านั้นเอง

            เอา ๔ อำเภอจังหวัดสงขลาเข้าร่วมในพรบ.ศอ.บต. 
           ก็ต้องจัดหลักสูตรให้เด็กๆเรียนอักษรยาวีก่อนภาษาไทย..ฮ่าๆๆๆ 

           ..นี่ไง! ....เริ่มแล้ว....เฮ่ย! สงขลาไม่ใช่ ลังกาสุกะนะโว้ย 
           ...สตูล ก็ไม่ใช่

           ฮะ ฮ่า! ........ทีนี้จะกลืน ๔ อำเภอ จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย ละซี
          จัดให้พอคำเลยนะ....ไอ้เลว

           มึงกลืนสะดวกอะดิ ! ไม่เกี่ยวการแก้ไขปัญหา ๓ จชต.เลย 

           ปัญหาใต้พวกมึงไม่เคยแก้ไขเลย
          ..เพราะปัญหานี้พวกมึงสร้างขึ้นเอง ...

         ที่เห็นๆ พวกมึงเสนอแก้ไขปัญหาทุกที 
          ... มีแต่จะเอาตำแหน่ง ! กับ แดกงบ!....

          มาคราวนี้จะแดกจังหวัด

         ๓ ไม่พอเอา ๔ เลย อีกหน่อย สตูลด้วย เป็น ๕ 

        ...พวกมึงนี่เจ้าเล่ห์จริงๆ
        ...พอๆกับนักการเมืองพุทธที่เลวแสนเลว
         
       ...แต่แกล้งโง่ เอาผลประโยชน์

http://news.hatyaiok.com/?p=151508
http://surasiha.blogspot.com/

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

แมวจนตรอก มาเลเฉดหัว สวีเด็นตัดหาง


แมวจนตรอก มาเลเฉดหัว สวีเด็นตัดหาง 

แวอาลี โจรปล้นอาวุธกองพันพัฒนาฯ  4 ม.ค.47 
นำ 100 โจรขอมอบตัว วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555, 16.41 น.


           เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 11 กันยายน ที่หอประชุมบรมราชกุมารี สำนักงานคณะกรรมการอิสลาม จ.นราธิวาส พล.ท.อดุมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางมาเป็นประธานการแสดงตัวยืนยันเพื่อยุติการต่อสู้ของ นายแวอาลี คอปเตอร์ วาจิ หรือชื่อจัดตั้ง เจ๊ะอาลีซึ่งทางการเคยตั้งรางวัลนำจับ 1 ล้านบาท ที่เป็นตัวการใหญ่ร่วมวางแผนและสั่งการให้แกนนำระดับปฏิบัติการณ์ นำกำลังบุกปล้นปืนที่กองพันพัฒนา 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 4 นาย


          โดย นายแวอาลี ได้นำผู้หลงผิดจำนวน 100 คน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเข้าร่วมเพื่อเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ตามแผนพาคนกลับบ้านของโครงการประสานใจเพื่อสันติสุขสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

           เฮ้ย ไอ้แวอาลี แมลงปอฯ มึงมอบตัวเพราะมึงจนแต้มแล้วสิ

         มาเลย์สั่งให้มึงทำกิจกรรมวันชาติมาเลย์เงียบๆเป็นการภายใน มึงเสือกเอาธงมาเลย์มาติดทั่วเมือง ...มาเลย์ก็โกรธสิ....

        มึงทำเกินไปมาเลย์เขารักษาภาพเขาไว้ให้สวยอยู่ตลอดเวลาเพื่อหลอกไทยว่ามาเลย์เขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับพวกมึง

         แต่มึงเสือกไม่รักษาหน้าเขาเลย เขาเลยอัปเปหิออกมาสิ ... สม!

         ทีนี้ทำไง ?

         ถ้ามึงจริงใจ!..........มึงจะมอบตัวต้องเอาปืนที่ปล้นไปมาคืนด้วย

        คดีเขาว่าตามขั้นตอนกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณฯเขายังต้องมีเงื่อนไขให้ขึ้นศาล รับโทษก่อนเลย...แล้วมึงเป็นใคร??

         กูรู้นะ มึงจนแต้มก็มอบตัว พอปีกกล้าขาเข็งมึงก็สร้างเด็กรุ่นใหม่มากัดกูอีก... แล้วมึงก็มาแปลงกายเป็นเอ็น จี โอ. คอยห้ามไม่ให้รัฐบาลปราบพวกเด็กของมึงเช่นทุกวันนี้แหละ

        กัดแล้ว รัฐบาลกูต้องจ่ายเงินเป็นแสนล้าน พวกมึงก็ได้ด้วย พอหมดทางไปก็มอบตัวอีก

        อยู่สงบสักพักมึง..กัดกูอีก ไอ้ระยำ

         รัฐบาลจะรับมึงไว้ไม่ให้มึงรับโทษตามกฎหมายไทย......มึงก็ได้ใจ รอวันกูเผลออะดิ

         ตายไป กว่า ๕๐๐๐ บาดเจ็บพิการเป็นหมื่น

        เงินหมดเป็นแสนล้าน ..... มึงอย่าคิดว่าพวกกูจะยอมมึงง่ายๆ

http://www.naewna.com/politic/21809
http://surasiha.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

น้ำตาลูกหลานมลายู


ใครทำร้ายหัวใจของมุสลิม

โจรชั่ว มารศาสนา เผาได้กระทั่งโรงเรียนของเด็ก
ไม่เว้นกระทั่ง “เสาหลักของการดำเนินชีวิต” ของคนมุสลิม


        เมื่อวันที่ 3มิถุนายน 2555เวลาประมาณ 21นาฬิกา 45นาที กลุ่มโจรชั่ว มารศาสนา ไม่เคารพต่อ อัลลอฮฺ ไม่รักในหมู่มุสลิมด้วยกันได้ลอบวางเพลิงหวังเผาทำลาย โรงเรียนตลาดนัดต้นมะขาม ตั้งอยู่ที่ หมู่ 4ตำบลเมาะมาวี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานีให้สิ้นซาก ด้วยการฉวยโอกาสยามค่ำมืดลักลอบแอบนำน้ำมันเบนซินเทลาดทั่วอาคารเรียนครึ่งปูนครึ่งไม้ชั้นเดียวเมื่อสบอารมณ์หมายจึงจุดไฟจนลุกโชดช่วงแล้วหลบหนีผลของความชั่วร้ายของพวกมันส่งผลให้ไฟได้ไหม้ห้องเรียน อาคารเรียนและยังได้ลุกลามเผาทำลายหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน แสงสว่างนำทางชีวิต ที่ส่องทางให้เด็กทุกคนมีวิชาความรู้ เป็นคนดีของสังคม เป็นมุสลิมที่ดี จนไม่หลงเหลือที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก

             โรงเรียนตลาดนัดต้นมะขามได้เปิดเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึงระดับชั้นประถมปีที่ 6มีเด็กเรียนรวมทั้งสิ้น 235คน ครู 18คน ซึ่งนักเรียนทั้งหมดเป็นไทยมุสลิม ซึ่งหลังเกิดเพลิงไหม้มีนักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมากเดินทางมาดูความเสียหายของอาคารเรียนด้วยความเสียใจและสาปแช่งผู้กระทำนักเรียนบางคนพยายามที่จะเข้าไปเก็บหนังสือ ที่เป็นแสงส่องนำทางชีวิตของเขา ภายในห้อง แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังตรวจที่เกิดเหตุ อีกทั้งหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน ถูกเพลิงไหม้ทั้งหมดจนไม่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองต่างสาปแช่งการกระทำของผู้ลอบวางเพลิง

       ตอนนี้....รู้แล้วว่าไอ้โจรชั่ว ไม่เคารพอิสลาม เป็นพวกสุดโต่ง หวังอำนาจ อยากเป็นเผด็จการเหนือคนมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการฆ่า ทำลาย ก่อกวน

       มันคือ “มะซอเร ดือรามะ”  สมาชิกปฏิบัติการระดับผู้บังคับหมวด ซึ่งที่ผ่านมามันคือผู้ลอบวางระเบิดโรงแรมลีการ์เด้น พล่าซ่า หาดใหญ่ แล้วยังรู้ว่าตอนนี้ไอ้พวกนี้ “มะซอเร ดือราระ มีแผนที่จะลอบวางระเบิดเพื่อฆ่า ก่อกวน สร้างความตระหนกตกใจ ในพื้นที่จังหวัดยะลาโดยใช้รถมอเตอร์ไซด์ ประกอบระเบิด พวกมันหวังทำเพื่อความสะใจ และโกรธแค้นที่พวกของมันหลายคนเข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญที่สุดคือการจับกุมมือระเบิดตัวสำคัญ และอาวุธ กระสุน อุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมาก จากการแจ้งข่าวสาร ในพื้นที่บ้านบาโงกูโบ ม.๔ ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 55 ที่ผ่านมา

 

        และอีกครั้ง...ที่คนเดือดร้อนรองรับอารมน์โกรธของโจรชั่วคือ เด็กนักเรียนมุสลิม และประชาชน เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 6 มิย. โจรชั่วยังลอบวางเพลิง โรงเรียนบ้านบือแนปีแน ม.7 บ้านบือแนปีแน ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ห่างจากถนนใหญ่สาย 410 ปัตตานี-ยะลาประมาณ 3 กิโลเมตร ไฟลุกไหม้ อาคารเรียน คอนกรีตและไม้ชั้นเดียว ในชุมชนไทยมุสลิม ไฟได้ไหม้ห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียนชั้น ป.4-ป.6  วอดทั้งหลัง และอาคารใกล้เคียงบางส่วนเสียหาย โจรชั่วลงมือขณะ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และภารโรง โรงเรียนออกไปละหมาด คนร้าย 4 คน ขับรถยนต์กระบะเข้าไปภายในโรงเรียน งัดห้องเรียน นำหนังสือซึ่งเป็นแสงส่องทางชีวิตเด็กๆมากองราดน้ำมันเบนซินจุดไฟเผา แล้วหลบหนีไป ชาวบ้านทุกคนต่างสาปแช่ง และเสียใจ การกระทำบาปอันชั่วร้าย ย่ำยีจิตใจ เพียงหวังสร้างสถานการณ์ สร้างความแตกแยกของกลุ่มขบวนการที่อ้างตนว่าทำเพื่อคนมุสลิมมลายู แต่ความจริงหวังเพียงอำนาจการเมืองของกลุ่มตน และโกรธแค้นที่คนร่วมขบวนการออกมามอบตัว หนีจากพวกมันมากขึ้นเรื่อยๆในพื้นที่จังหวัดปัตตานี

         สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของกลุ่ม นายมะซอเร ดือรามะ และพวกขบวนการ BRN ไม่รู้ว่าเป็นการต่อสู้หรือการทำลาย ทุกวันนี้ “เรา”ผู้รักและศรัทธาในอัลลอฮฺ  ได้เห็นว่าพวกมึงคือโจร... ทำลายได้ทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ อัลลอฮฺ ประทานมา ทำร้ายชีวิตลูกหลานของอาดัม ทำลายได้กระทั่ง วิชาความรู้ แสงสว่างของชีวิต ที่ส่องทางให้ลูกหลาน ได้เป็นคนดีที่ อัลลอฮฺมอบให้

ผู้ศรัทธาอัลเลาะฮฺ


 

ไซฎอน "ผู้ทำลาย"
http://surasiha.blogspot.com/

สงครามปฏิวัติกับองค์กรอาชญากรรมค้ายาเสพติด


สงครามปฏิวัติกับองค์กรอาชญากรรมค้ายาเสพติด

สงครามปฏิวัติกับองค์กรอาชญากรรมค้ายาเสพติด
           สงครามปฏิวัติ คำนี้ดูเหมือนจะเป็นที่กล่าวถึงในยุคของสภาวะโลกปัจจุบัน นับตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุด จนถึงการหมดยุดสมัยของสงครามเย็น ซึ่งนักวิชาการด้านการทหาร และความมั่นคงที่ได้ศึกษาความหมายของสงครามปฏิวัตินั้น ได้กล่าว่าทฤษฎีนั้นได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และสภาวะการณ์ที่ต่างกันไปไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของใครก็ตามเช่น  คาร์ล มาร์กช, เลนิน หรือประธาน เหมาเจ๋อตุง  แต่หากมองดูอย่างลึกซึ่งแล้วสงครามปฏิวัติคือสงครามประชาชน ซึ่งมีแต่การระดมมวลชนเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างพลังอันยิ่งใหญ่ของสงครามปฏิวัติขึ้นมาได้ โดยมีปัจจัยทางการเมืองของกลุ่มต่อต้านโดยใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าทำการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมาย หรืออำนาจของกลุ่มที่เริ่มก่อการสงครามปฏิวัติ แต่สุดท้ายแล้ว การถูกทำลาย และความเสียหายกับเกิดขึ้นกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นโดยตรง ไม่ว่าทางใดก็ตามโดยเฉพาะประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ นับว่าน่าสงสารที่สุดกับสถานการณ์เหตุการณ์บริเวณนั้นโดยเฉพาะเด็ก และเยาวชนในพื้นที่ช่วงชิง หรือต่อสู้ที่กลายเป็นเด็กด้อยโอกาส กำพร้า  อนาถา  หรือแม้ถูกใช้เป็นเครื่องมือถึงขั้นบ่มเพาะ ปลุกระดมให้จับอาวุธ เข้าร่วมสงครามด้วยวิธีใดก็ตามเพื่อให้กลุ่มของตนบรรลุเป้าหมายการเมืองตามที่ต้องการ
          ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทำให้เกิดรูปแบบของสงครามที่มีขบวนการปฏิวัติต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล ทุกพื้นที่ของโลกจะต้องมีขบวนการที่เกิดขึ้น ๓ กระบวนการเป็นแนวร่วมอยู่ในพื้นที่ต่อสู้ หรือพื้นที่แย่งชิงเสมอคือ ขบวนการการค้ายาเสพติด  ขบวนการค้าอาวุธสงคราม และขบวนการค้าของเถื่อน โดยมีปัจจัยร่วมคือการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ และอิทธิพลมืด (มาเฟีย) ร่วมด้วยเสมอ
          เมื่อกลับมาดูสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่  ๓  จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยก็น่าจะอยู่ในองค์ประกอบของสงครามปฏิวัติโดยมีกลุ่มขบวนการ BRN – COORDINATE เป็นองค์กรนำในการใช้มวลชน (ประชาชน) เข้าสู่การต่อสู้โดยใช้อัตลักษณ์ของท้องถิ่นเป็นตัวขับเคลื่อนต่อสู้กับรัฐไทย เป้าหมายเพื่อแยกตัวปกครองตนเอง และสิ่งที่มีความจำเป็นขององค์กรต่อสู้ในสงครามมวลชนที่สำคัญคือทุนทรัพย์ที่ต้องใช้อย่างมหาศาล ในการขับเคลื่อนกำลังทหาร (RKK) และดูแลองค์กรนำ (DPP) ในต่างประเทศ    การเคลื่อนย้ายเดินทางเข้า – ออก แต่ละครั้งต้องใช้เงินในการขับเคลื่อน แล้วมาจากไหนละ
          แรงขับเคลื่อนสำคัญที่เป็นตัวปลุกระดมของขบวนการก่อเหตุรุนแรงในประเทศไทยคือ เรื่องศาสนาอิสลามซึ่งหลักสำคัญในอิสลาม นั้นจะปฏิเสธเรื่องของยาเสพติดอย่างสินเชิงเพราะเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดหรือ (ฮารอม) แต่ด้วยความจำเป็น หรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในขบวนการก่อเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงตรวจพบทั้งพยาน หลักฐาน ตั้งแต่ระดับกำลังปฏิบัติการทหาร (RKK) ถึงระดับองค์กรนำ (DPP) ผู้ควบคุมสั่งการล้วนเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด การฟอกเงิน  การค้าของเถื่อน ค้าอาวุธ และการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติที่ได้กล่าวไว้แต่ต้น ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในสงครามปฏิวัติแบ่งแยกรัฐปาตานี
          ย้อนอดีตเหตุระเบิดครั้งใหญ่ อำเภอสุไหงโก – ลก ๑๓ กันยายน ๕๔ เกิดขึ้นหลังจากหน่วยงานความมั่นคงจับกุม นายอัสรี   ยูโส๊ะ  พร้อมยาบ้า ๑.๕ หมื่นเม็ด และกวาดล้างอย่างหนักถึงปัจจุบัน จนเจ้ามือหวยเถื่อน หวยมาเลเซีย บ่อนการพนัน เจ้าพ่อเงินกู้ แทบหากินไม่ได้จนเกิดเหตุระเบิดล่าสุด เมื่อ ๒๐ กรกฎาคม ๕๕ ต้อนรับรอมฎอนที่ผ่านมา นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงโดย DSI, ปปส. ยังตรวจพบหลักฐานสำคัญที่ต้องใช้กฎหมายของ ปปช. เข้าตรวจสอบพิเศษคือพบมีเงินหมุนเวียนจากการฟอกเงินธุรกิจผิดกฎหมาย ยาเสพติด น้ำมันเถื่อนที่มีการส่งให้กับกลุ่มแกนนำสั่งการก่อเหตุรุนแรงในมาเลเซีย โดยฟอกเงินผ่านร้านทอง ร้านขายสินค้าเสื้อผ้า ส่งเข้าทางมาเลเซีย ไม่ต่ำกว่าปีละ ๑๓๐ ล้านบาท จนนำไปสู่การจับกุมร้านทอง บ้านเกาะตา อ.สุไหงปาดี และร้านประเสริฐอาภรณ์ เทศบาลอำเภอสุไหง โก – ลก ที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี 
            ขบวนการก็ใช่จะน้อยหน้า อิทธิพลมีตั้งระดับผู้ใหญ่บ้านถึงนักการเมืองท้องถิ่น เมื่อ ๘ กุมภาพันธ์ ๕๕ หลังการจับกุม กำนันดัง ตำบลลุโบ๊ะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี นายมะรอนิง  จาโก ก็เกิดเหตุระเบิด ระเบิดบริเวณสี่แยกหน้าสาธารณสุข จังหวัดปัตตานี วันที่  ๙  กุมภาพันธ์ ๕๕  ทันที ส่งผลมีผู้บาดเจ็บ  ๑๕  คน เสียชีวิต ๑ คน ที่สำคัญกลิ่นยาบ้ามิทันจางหาย จากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร โกตาบารู เข้าจับกุมนายซอบรี   หะยีสามะแอ และ นายอาลียะ  แยการีสง  พร้อมยาบ้าเกือบ ๔  หมื่นเม็ด ปืนเอ็ม ๑๖ จำนวน ๑ กระบอก และปืนลูกซองยาว ๕ นัด จำนวน ๑ กระบอก ซึ่งนายซอรี   หะยีสามะแอ มีพี่ชายที่เป็นกลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรงระดับมือประกอบระเบิดระดับพระกาฬที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องการตัวคือนายไฟซอล   หะยีสามะแอ หลังจากนั้น  ๒๕  กรกฎาคม ๕๕ ตำรวจภูธรโกตาบารู ชุดจับกุมยาเสพติดโดนระเบิดคาร์บอมระหว่างเดินทางกลับจากคุ้มครองรักษาความปลอดภัย ครู เสียชีวิต  ๕  นาย บาดเจ็บ ๑ นาย
       ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น คดีที่ถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนแกล้งลืมคือ ผู้ก่อเหตุรุนแรงลอบสังหาร นายมุกตาร์   กีละ   หัวหน้าพรรคประชาธรรม ผู้ซึ่งประชาชนรู้ดีว่าคนผู้นี้รณรงค์ต่อต้านเรื่องยาเสพติดในพื้นที่อย่างหัวชนฝาไม่ยอมใครและเป็นที่ชื่นชอบจนนำมาซึ่งฐานเสียงที่มากขึ้นจนมีแนวโน้มจะชนะถึงระดับประเทศ และต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือของขบวนการผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งถูกชาวบ้านยิงตายในเวลาใกล้เคียงพร้อมอาวุธปืนโดยผู้สังหารนายมุกตาร์ฯ นั้นเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงกลุ่มบ้านกูจิงรือปะนั่นเอง
        และหลักฐานสำคัญที่ทำให้ฝ่ายความมั่นคงให้ความมั่นใจว่า ขบวนการกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด คือการเข้าจับกุม และยึดทรัพย์เครือข่ายของตระกูล เปาะดาเอาะ ซึ่งมีทรัพย์สินทั้งบ้าน ที่ดิน รถยนต์ และทองคำ มากกว่า ๔๐๐ ล้านบาท   และพบหลักฐานสำคัญคือการโอนเงินจากขบวนการยาเสพติดให้กับผู้นำขบวนการก่อเหตุรุนแรงในประเทศมาเลเซียปีละไม่ต่ำกว่า ๖๐ ล้านบาท โดยใช้นามว่า “อาเยาะซู” และมีการเดินทางไปมอบเงินด้วยตัวเองถึงมือ มะแซ  อูเซ็ง  ทุกปี
       ทั้งนี้หน่วยงานความมั่นคงยังพบหลักฐานการซื้ออาวุธให้กลุ่มกองกำลัง RKK และการจ่ายค่าตอบแทนเป็นยาเสพติดโดยปืน ๑ กระบอกที่ได้จากเจ้าหน้าที่แลกยาบ้าได้ ๑ ถุง หรือเงินสดในราคา ๒๐,๐๐๐  บาท และการที่หน่วยงานความมั่นคงต้องนำ ปปช. และ DSI มาร่วมด้วยเพราะพบหลักฐานในเรื่องการออกเงินกู้  การกว้านซื้อที่ดิน หวยเถื่อนทั้งมาเลเซีย และไทย น้ำมันเถื่อน บ่อนการพนัน และอาวุธ ซึ่งทั้งหมดฟอกเงินผ่านธนาคาร, ร้านค้าทองคำ, ร้านรับแลกเงิน, ร้านขายผ้า และในมาเลเซียคือธุรกิจร้านกาแฟหรือเครือข่ายขายตรง ทั้งหมดคือผลประโยชน์ที่กลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรงได้รับปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า  ๑,๐๐๐  ล้านบาท
            เมื่อกองกำลังปฏิวัติมีอาวุธในมือ มีกำลังทหารที่สั่งการเคลื่อนไหวอย่างเสรี มีระเบิด เป็นอาวุธทุกครั้งที่มีการก่อเหตุ ฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจทหาร บ้านเมือง จะโฟกัส ไปที่กลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรง ทั้งไล่ติดตาม แม้ตั้งด่านตรวจก็เพ่งเล็งที่ตัวบุคคลเป้าหมาย จึงเปิดโอกาสให้กลุ่มค้ายาเสพติดเคลื่อนไหว โยกย้ายจำหน่ายได้เสรีจนธุรกิจยาบ้าเฟื่องฟูที่สุดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ใครเอาของไปไม่จ่ายก็ตาย ใครแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับเครือข่ายคนนั้นตาย เมื่อการสังหารเจ้าหน้าที่เอาอาวุธมาแลกยาได้ ประชาชนไม่กล้าปิดปากเงียบ เมื่อมีจำนวนเงินมากมหาศาลจากการค้ายาบ้าก็ปล่อยเงินกู้ร้อยละ ๒๐ ใครเปี้ยวตาย เปิดบ่อนการพนัน ค้าหวยเถื่อน  น้ำมันเถื่อน รวมถึงเงินทุนซื้อเสียงเมื่อมีการเลือกตั้งทุกระดับโดยมี RKK เป็นกองกำลังสนับสนุนเหมือนกับพรรคฝ่ายค้านพรรคหนึ่งในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะการบังคับ ข่มขู่  กว้านซื้อที่ดินสวนยางพาราโดยมีนอมินีบังหน้า    ซึ่งมีข้อมูลค่ามหาศาลแบบไม่มีใครกล้าขวาง

      สุดท้ายการกระทำของกลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรงที่อ้างว่าปฏิวัติเพื่อประชาชนนั้น หาใช่อุดมการณ์หรือนักรบของประชาชนวีระบุรุษฟาตอนีแต่ประการใด หากนั่นคือองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ (Organnized Crime) หรือ มาเฟีย (Mafia) หรือกลุ่มคนหรือสมาชิกกลุ่มคน ที่อยู่อาศัยเงื่อนไขบางประการรวมตัวกันขึ้นประกอบมิจฉาชีพ ในการทำมาหากินเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง และสุดท้ายก็คือคนมาลายู ลูกหลานมาลายูมุสลิมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้แหละที่จะทุกข์ร้อน     เจ็บซ้ำอย่างแสนสาหัส ประชาชนต้องลำบากทุกข์เข็ญหาได้ประโยชน์ใดเลยจากการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มเผด็จการมุสลิมที่อ้างว่าทำเพื่อคนมาลายู แต่ที่สาหัสคือลูกหลานมลายูต้องตกเป็นทาสยาเสพติด ขาดการศึกษาหมดอนาคต สุดท้ายก็ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการที่อ้างว่าทำเพื่อมาลายูปัตตานี
     จากปัญหาที่ซับซ้อนในมิติขององค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่มีขบวนการแบ่งแยกดินแดน และกองกำลังทหารติดอาวุธ RKK ขับเคลื่อนควบคุมประชาชน หน่วยงานความมั่นคงจึงกำหนดยุทธศาสตร์     การแก้ไขปัญหาภัยแทรกซ้อนเป็น ๑ ในยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน และจากความพยายามของฝ่ายความมั่นคงร่วมกัน      ทุกภาคส่วนที่ลงความเห็นจากทุกเวทีเสวนา ทุกกลุ่มชุมชนที่ว่าขณะนี้ปัญหายาเสพติดเป็นภัยคุกคามระดับต้นฯ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกภาคอื่นก็ด้วยปัจจัยของกลุ่มขบวนการที่สนับสนุนที่กล่าวมาข้างต้น ล่าสุดจากการขับเคลื่อนร่วมกันของรัฐบาล และผู้นำศาสนาในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, สงขลา และ สตูล ที่มองเห็นปัญหาว่าลูกหลานกำลังออกห่างจากศาสนา และมัวเมาในยาเสพติดจนตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้หวังดี จึงได้รวมตัวกันกำหนดปฏิญญาปัตตานี ๒๕๕๕ ณ โรงแรม ปาร์ควิว รีสอร์ท อำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี โดยใช้ศาสนาอิสลาม เป็นข้อปฏิบัติ และข้อห้าม
     จากภัยคุกคามของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ภัยของยาเสพติด จนเป็นองค์กรอาชญากรรมสร้างความทุกข์ร้อนอย่างแสนสาหัสให้กับประชาชน  ๓  จังหวัดชายแดนภาคใต้ คงถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนของประเทศ องค์กรภาคประชาสังคม (NGO), องค์กรท้องถิ่น, ประชาชนทั่วประเทศ และพี่น้องมุสลิมมาลายู ต้องตื่นจากหลุมพราง และกับดักของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนเสียที หันหน้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาพิษภัยของ ๓  จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความจริงใจ ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดแต่เพียงลำพัง เพราะผลลัพธ์สุดท้ายผู้ที่ได้เสียจากการแก้ไขปัญหาหรือปล่อยปะละเลยไม่สนใจ เอาแต่โยนความผิดให้ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายเดียว ผู้ที่ต้องรับกรรมประสบแต่ความทุกข์ยากลำบาก คือประชาชนพี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนมลายูมุสลิม ลูกหลานมลายูทั้งหลายที่ถูกหลอกใช้ครอบงำ โดยขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่จะเข้ามาปกครอง มาลายูปัตตานีด้วยระบบเผด็จการมุสลิม
บินหลาดง  ยะลา
http://surasiha.blogspot.com/