วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


คาวบอยใต้ เทียมเกวียนชุมชนหนองจอก 

          ไม่นานมานี้ มีกลุ่มมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ย้ายมาอยู่ แถวหนองจอก กลุ่มมุสลิมที่ที่แทรกตัวเข้ามาอยู่ในชุมชนมุสลิมหนองจอกนี้ต้องการให้ เปลี่ยนชื่อโรงเรียน จากโรงเรียนวัดหนองจอก ให้เอาคำว่าวัดออก ทั้ง ๆ ที่ใกล้ ๆ ก็มีโรงเรียนเฉพาะของอิสลาม นะครับ ซึ่ง คนกลุ่มนี้ ยืนยันว่า ไม่ยอมย้ายจากโรงเรียนนี้ และจะให้เปลี่ยนชื่อวัด 

        เรื่องนี้ยาวจนถึงขั้นขู่ทำร้ายเจ้าอาวาส จนสุดท้ายเรื่องจบที่ว่า ทางคณะกรรมการวัดประกาศว่าถ้าหากเอาคำว่า "วัด" ออก ทางวัดก็จะเอาที่ดินคืนเพราะเดิมเป็นที่ ที่วัดให้ยืมเปิดเป็นโรงเรียน เรื่องจึงจบไป 

        ในที่สุด มุมสลิมกลุ่มใหม่นี้ มีการปลุกกระแสมุสลิมกลุ่มเดิมที่หนองจอก มีการเปิดประเด็นผ้าโพกหัวขึ้นมาอีก ทั้ง ๆ ที่คนในท้องถิ่นเดิมไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้เลยครับ หลาย ๆ คน เรียนจนจบแล้วทำงานอยู่ที่หนองจอกเป็นคนให้ข้อมูล เลยครับ  แต่คนกลุ่มนี้(ที่มาใหม่) อ้างถึงข้อบังคับของศาสนา จึงทำให้ชาวอิสลามท้องถิ่นไม่สามารถพูดอะไรได้

       “ถ้ามนุษยชาติไม่มืดมิดอวิชชาก็จะเห็นหรือเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ว่า นี่นับเป็นเพียง การนำเอาศาสนามาใช้เป็น “เครื่องมือ” เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองการสงคราม ในยามที่ต้องการ “โค่นล้มทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม” ด้วยความรุนแรง (ส่วนในยามปกติ “ชนชั้นปกครอง/ชนชั้นนำ/ชนชั้นครอบงำสังคม/แกนนำการเคลื่อนไหว” ของมุสลิมสายรุนแรง ก็จะใช้ “ศาสนาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์” ทุกทางอย่างเบ็ดเสร็จครบวงจร? เพื่อควบคุมประชาชนคนมุสลิมให้อยู่ในแถวตามที่พวกตนต้องการ-รัฐอิสลาม)  นั่นเอง อันเป็นพฤติกรรมที่ “ชนชั้นปกครอง/ชนชั้นนำ/ชนชั้นครอบงำสังคม/แกนนำการเคลื่อนไหว” ของทุกความเชื่อทุกเชื้อชาติทุกภาษาทุกวัฒนธรรมก็ล้วนทำแบบนี้ ทำกันมานับตั้งแต่มนุษย์คิดเรื่องศาสนาขึ้นมาได้จนกระทั่งปัจจุบัน 

           แต่พวกมุสลิมสายรุนแรงนำมาใช้อย่างเข้มข้นที่สุดกว่าทุกความเชื่อ โดยดูได้จากมุสลิมสายรุนแรง     จะอาศัยการสร้าง อัตตลักษณ์ ที่ยึดติดไม่ยืดหยุ่นอันใครจะแตะต้องเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียวมิได้ (taboo) /   เช่น ภาษาพูด การแต่งกายที่เข้มงวด การไม่เคารพรูปเคารพ  การที่ผู้หญิงต้องคลุมหน้า ฯลฯ / มาควบคุมคนมุสลิมในชุมชนที่ตนมีอิทธิพล และเอาเรื่องเหล่านี้ มาเป็น “ข้อขัดแย้ง” ปลุกระดมให้ “สาวก” ของตน “พลีชีพ” ในการก่อความรุนแรงทำลายล้างเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ด้วยข้ออ้างว่าความเชื่อหรือวัฒนธรรมอื่นจะเข้ามาทำลายลักษณะอัตตลักษณ์ที่พวกตนได้สร้างขึ้นไว้เหล่านี้] / ทำเช่นนี้ตลอดมาตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ในอดีต จนถึงยุคปัจจุบัน   

          หมายถึง อิสลามดึกดำบรรพ์ / อิสลามสายรุนแรง เข้าไปอยู่ที่ไหน หรือไปเป็นใหญ่ที่ไหน ที่นั่น ก็จะต้องมีแต่อิสลามเท่านั้น! พฤติกรรมเช่นนี้ จึงเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่ร่วมกันของเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ที่หลากหลายความเชื่อโดยตรง แม้แต่ความเชื่อแบบอิสลามเดียวกันแต่ต่างนิกายก็รบราฆ่าฟันกัน จึงยังมองไม่เห็นข้อดีของ มุสลิมสายรุนแรง เลยสักข้อ”
           มุสลิมหัวรุนแรงพวกนี้ เปิดฉากการรุกคืบจากชายแดนใต้ สู่ใจกลางกรุงเทพฯ เหมือนยุทธศาสตร์การขยายมวลชนทั่ว ๆ ไปที่รุกคืบในยุโรปขณะนี้  กรณีโรงเรียนวัดหนองจอก ต้องจัดครู จัดสถานที่ จัดเวลา ให้เป็นกรณีพิเศษ สำหรับกลุ่มคนที่อ้างสิทธิ์พิเศษ เพราะว่าเป็นมุสลิม ซึ่งต้องแตกต่าง แปลกแยก หรืออีกนัยหนึงคือ ข้าเหนือกว่าเอง ทั้ง ๆ ที่มันเป็นการ ริดรอนสิทธิ์เด็กคนอื่นที่ไม่ได้เป็นมุสลิม สิทธิ์ที่ของเข้าของที่ดิน เจ้าของสถานที่ โดยเฉพาะ

        สถานที่ที่ว่านี้เป็นวัดทางพระพุทธศาสนา   คนเหล่านี้ต้องการสิทธิพิเศษ เพราะความเชื่อในหัวรึเปล่า (เด็กหญิงมุสลิมกลุ่มนี้ กำลังต้องการเบียดบังกำลังคน สถานที่ เวลา ให้กับกลุ่มของตนเป็นพิเศษกว่าเด็กกลุ่มอื่น ๆ ในโรงเรียนวัดหนองจอกหรือไม่) 

         หัวโจกในการเคลื่อนไหวครั้งนี้อ้างรัฐธรรมนูญ โดยเจตนาตีความรัฐธรรมนูญตามแบบลักทธิหัวรุนแรงตีความเอาสีข้างเข้าถูเล้าหมูว่า เป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ  

        นี่ถ้าลูกกูนับถือลัทธิแสงสว่าง ถ้าจะกินข้าวเที่ยงต้องดับไฟก่อน ต้องอยู่ในห้องที่ไม่มีแสงจากดวงอาทิตย์ จึงจะกินข้าวเที่ยงได้ โรงเรียนต้องจัดห้องที่ว่าให้ลูกกูเป็นพิเศษ

        แท้จริง โรงเรียนนี่แหละ จะเป็นสถาบันที่อบรมสั่งสอนผู้คนที่จะต้องออกมาสู่สังคม สังคมที่ต้องเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน  ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นใคร เมื่อออกสู่สังคม เด็กคนนั้นต้องยอมรับว่า ในสังคมนี้ ไม่ได้มีแต่มุสลิม มีคนในศาสนาอื่น ลัทธิอื่นอีกมายมาย สังคมจะปกติสุขได้ ถ้าทุกคนอย่างเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น  รัฐธรรมนูญกำหนดขอบเขตของสิทธิ์ประชาชนไว้  สำหรับประชาชนโดยรวมของประเทศนี้  แต่รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ไปบังคับ ในมุ้ง ในห้องครัว ในห้องน้ำห้องส้วมของประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิ์ของเจ้าของบ้าน เจ้าของสวน เจ้าของไร่ เจ้าของนา ทุกคนมีสิทธิ์จะปฏิบัติกิจวัตรของตน ในขอบเขตของตน

        ชื่อ วัด หนองจอก มันบอกชัดเจนอยู่แล้ว ครับ ถ้าที่นั่นมันคือสุเหร่า หนองจอก ผมจะไม่ว่าเลยซักคำนึง คุณจะคลุม จะห่ม จะห่อ จะริดรอนสิทธิ์สตรีในลัทธิของคุณเองก็ทำไปเถิด
        ใครจะอ้างวะละเอียดอ่อนอย่างไร ผมก็ยังยืนยันว่า
        ที่นั่นคือวัด ไม่ใช่สุเหร่า
        ที่นั่้นคืออนาเขตของศาสนาอื่นในทัศนคติของมุสลิม ที่มีอยู่ในสังคมนี้ 
        ที่ที่ แม้ว่ามุสลิมจะไม่เคารพ แต่มุสลิมก็ไม่มีสิทธิ์มาอ้างรัฐธรรมนูญ แล้วไปริดรอนสิทธิ์ของศาสนิกเจ้าของสถานีที่เขา
       
       มุสลิมหนองจอก อยู่เป็นปกติสุข ร่วมกับสังคมแวดล้อมมานานนับร้อยปี วันนี้ มีใครซักคนหนึ่ง หรือใครซักลุ่มหนึ่ง ลุกขึ้นมาชี้
       แต่แปลกใจ ที่คนในสังคมมุสลิมหนองจอก เลือกที่จะอยู่แบบ ไม่รู้ไม่ใช้  แล้วปล่อยให้คนที่ไม่รู้แล้วเสือกชี้ มาชี้นำ โดยอ้างเอาสิ่งที่มุสลิมไม่กล้าโต้แย้ง คือ อ้างคัมภีร์  เป็นสูตรสำเร็จที่ปิดปากมุสลิมมานานแสนนาน  ใครอ้างคัมภีร์ แล้วจะได้อำนาจ ตรรกะง่าย ๆ ของโจรใต้นั่นเอง

       ไม่ว่าจะนับถือลัทธิความเชื่อใด นับถือศาสนาใดเด็ก ๆ เยาวชนทุกคนต้องเรียนรู้การเข้าสังคม เรียนรู้ถึงสิทธิ์ หน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ ความหมายที่แท้จริงและถูกต้องของคำว่า "ความเสมอภาค" ทำไมเด็ก ๆ พวกนี้เลือกที่จะไม่ไปเรียนในโรงเรียนเฉพาะของมุสลิมที่อยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนวัดหนองจอก เด็กพวกนี้เลือกที่จะเข้ามาเรียนอยู่ในสังคมรวมของประเทศนี้ เด็ก ๆ พวกนี้ก็ต้องพร้อมที่จะรับรู้ว่าในสังคมรวมนี้ ยังมีคนที่มีลัทธิความเชื่อ หรือศาสนาที่ไม่เหมือนพวกตนอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย

       การอ้างคัมภรีร์ อ้างล้ทธิความเชื่อเฉพาะอันหนึ่ง แล้วไปทำลายกติกาของสังคมนั้น ๆ ได้ และมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น แปลกแยกจากประชาชนคนอื่น ๆ ในสังคมนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตรงตามคัมภีร์ของคุณ โดยละเลยสิทธิ์ของผู้อื่น เป็นหลักคำสอนของมุสลิมหรือ ?  พี่น้องมุสลิมหนองจอกโปรดตรองดู

         สังคมประชาธิปไตย ควรทำให้เด็กมีพื้นฐานการอยู่ร่วมกันบนความเท่าเทียมแห่งรัฐธรมมนูญ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญตามที่คาวบอยพลัดถิ่นจากภาคใต้ กล่าวอ้างเรื่องสิทธิ์ แล้วก็ กำลังจูง กำลังต้อนมุสลิมหนองจอก ให้เป็นบี้บอดใบ้โดยการปิดปากด้วยการอ้างคัมภีร์

        เยาวชนมุสลิมโดยเฉพาะสุภาพสตรี หรือเด็กหญิง  ไม่อยากแตกต่างกับเพื่อน อยากมีอิสระทางความคิดเวลาจะเรียนรู้กฎกติกาต่าง ๆ ของโรงเรียนได้เอง แสดงความเห็นกับเพื่อนได้โดยที่เพื่อนไม่จำเป็นต้องรู้ว่าความคิดของเธอ ความเชื่อของเธอ ศาสนาของเธอเป็นอย่างไร ให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เพื่อน ๆ ของเธอจริงใจกับเธอได้เลย เหมือนที่เธอเป็นเด็กคน อื่น ๆ
        ทำเหมือน หนูเป็นเด็กคน หนึ่ง … 
        หนูเป็นเด็กผู้หญิง … เหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่น ๆ …

       ในประเทศฝรั่งเศส มีกฏหมายห้ามใส่อิญาบเข้าไปในสถานศึกษา เนื่องจากสถานศึกษาเป็นสถานที่ของส่วนรวม ของประชาชนทุกคนในฝรั่งเศษ  โดยยึดหลักว่า การที่มนุษย์คนหนึ่งเข้าไปสู่สถานศึกษา ต้องพร้อมที่จะเอาสมองที่เปิดมาเข้าโรงเรียน ส่วนที่บ้านของคุณ ในสุเหร่าของคุณ รัฐบาลฝรั่งเศษก็ไม่เคยเข้าไปก้าวล่วง แต่มาโรงเรียนแลัวทุกคนต้องไม่ถูก “ตรา” ว่า “ต่าง” ตั้งแต่เด็ก เด็กต้องมาคิด ต้องมาเรียนเองก่อน จนกระทั่งเด็กสามารถคิดได้เอง แล้วเมื่อนั่นแหละ เด็กมันจึงจะเลือกเอง)

      ถ้าจะอธิบาย Narater2009 ภายใต้ทฤษฏีของ วอลแตร์ แต่เป็นแบบสุดโต่ง ในเรื่องนี้ก็คือ
      "......กูจะต่อสู้จนตายเพื่อปกป้องสิทธิ์ให้เด็กผู้หญิง (ผู้เยาว์) ซึ่งถือว่ายังเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณที่ยังสามารถเปิดกว้างต่อการเรียนรู้ ให้ปลอดจากการตีตราว่าจำเป็นต้องจำกัดอยู่ในกรอบความคิด กรอบความเชื่อ กรอบระเบียบปฏิบัติ กรอบการนับถือบูชา และกรอบอื่นใดก็ตาม ด้วยการตีกรอบดังกล่าวผ่านการบังคับให้แต่งกายจากครอบครัว เข้ามาภายในโรงเรียน ซึ่งควรจะถือเป็นสถานที่ฟูมฟักการเรียนรู้ วิเคราะห์ ถกเถียง หรือแม้แต่ปฏิเสธ ถึงกรอบใด ๆ ที่ว่ามา ได้อย่างอิสระ

         หรือเด็กผู้หญิงมุสลิมแห่งชุมชนหนองจอก เลือที่จะอธิบายด้วยความเคารพว่า  
         “หนูไม่อาจเอื้อมขอเป็นเด็กมุสลิมได้ไหมคะ ?
         "หนูขอเป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งในสังคมนี้”      
       คุณคิดว่าอันไหนให้เสรีภาพเด็กกว่ากัน เด็กเค้ายังคิดเองไม่ได้ตลอด ไม่งั้นก็ไม่ต้องไปโรงเรียนสั่งสอนกันหรอก
        การปลูกฝังสำนึกของการมีเสรีภาพและสิทธิ์ที่ผู้ใหญ่ควรปกป้องให้เด็กผู้หญิง ผู้ชายของสังคมที่เจริญควรปกป้องให้ผู้หญิง ให้เค้าสามารถเปิดเผยความคิดความเห็นคำพูดความรู้สึกได้อย่างเต็มที่ และยังรู้สึกว่าปลอดภัย เป็นปกติ อย่านี้สิะถึงจะเรียกว่าส่งเสริมสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ ไปช่วยกันส่งเสริมให้พวกคาวบอยแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ มันอ้างคัมภียร์ บังคับคลุมหัวเด็กให้ได้ แถมยังจัดม๊อบมาขู่พระอีก    

        ผมไม่เคยเชื่อว่าเด็กผู้หญิงมุสลิมในเรื่องนี้เธอเลือกลือกของเอง (เธอถูกทำให้เชื่อว่าเธอจำเป็นต้องเลือก แต่ นั่นก็สิทธิ์ของเธอ) ทั้ง ๆ ที่หากว่าเธอยอมทิ้งการเรียน หรือตอนที่เธอออกนอกโรงเรียน จะคลุมผ้าก็ไม่มีใครว่าอะไรแล้ว ทำไมจึงต้องมีการแสดงสัญลักษณ์อะไรในสถานที่แห่งนั้น ซึ่มผมยืนยันอีกที่ว่า นั่นคือโรงเรียน วัด หนองจอก

        ผมมีข้อสังเกตอีกว่า ต่อไป ถ้าทุกโรงเรียนรัฐในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ สามารถข้ามกฏที่คนแปลกหน้าจากภาคใต้ เอารัฐธรรมนูญมาอ้างอย่างผิด ๆ ด้วยการครอบหัวเด็กผู้บริสุทธิได้อย่างถูกต้อง

        ขั้นต่อไป คกลุ่มนี้ต้องต้องขยายแนวคิดในการ บังคับให้เด็กมุสลิมหญิงทุกคนคลิมฮิญาบไปโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมสายไหนก็ตาม และถ้าไม่ ก็จะกลายเป็นโรงเรียนให้แนวคิดที่ขัดกับศาสนา แล้วก็จุดเป็นประเด็นศาสนาอีก  

        คนพวกนี้ต้องการแค่จุดความแตกแยกโดยใช้อัตตลักษณ์ที่ยึดติด (taboo) เท่านั้น…เท่านั้น   
http://surasiha.blogspot.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น