วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เจาะลึกเส้นทาง RKK





:: เจาะลึิกเส้นทาง RKK ตอนที่ 1




:: เจาะลึิกเส้นทาง RKK ตอนที่ 2




:: เจาะลึิกเส้นทาง RKK ตอนที่ 3

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

นี่คนหรือสัตว์ ?


นี่คนหรือสัตว์ 

ทุก ๆ ศาสนาสอนให้เป็นคนดีจริงหรือ ?

ดูนี่เลย  นี่คนหรือสัตว์ ?

ดูเอาเถิด บรรดาสัตว์เมื่อยาม หื่นกระหาย เห็นได้ รู้ไดด้วยตาเห็น

สัตว์เมื่อยาม  หื่นกระหาย มันจะกัดกันเองเพื่อแย่งกันระบายความหื่นกระหาย

พิจารณากันเถิด ทำไมหนอ! อยู่ในแหล่งต้นกำเนิดของคำสอนก็ยังเป็น

พิจารณากันเถิด กฎของคัมภีร์ที่ใช้ควบคุมสัตว์เหล่านี้ หมดความขลังแล้ว

ตะวันออกกลาง ฆ่ากันเป็นชีวิตประจำวัน

ด้วยคำสอนในคัมภีร์ที่อวดใครๆว่าตนคือผู้เคร่งฯ แต่!..กดขี่สตรีเพียงเพื่อหลอกตนเองว่าตนคือมนุษย์ สตรีคือ ทรัพย์สิน

ในไทย ฆ่ากันเป็นเรื่องสนุก ตัดหัวเพื่อนมนุษย์แล้วร้องสรรเสริญพระเจ้าของมัน ยิงที่ขาไม่ให้หนี ราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาสด มันเอาไปอวดกันถึงความเก่ง

พุทธภูมิใจเถิด หิริโอตตัปปะ แปลว่า ความละอาย และ เกรงกลัวต่อบาป เป็นคำสอนที่พระพุทธองค์สอนไว้ดีแล้ว

คำว่า “ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี” หมายความว่า  “เรากำลังลดชาวพุทธลงไปเทียบเท่าสัตว์”             

ที่มันเป็นกันอยู่ และเป็นกันมาก็เพราะ “อัตลักษณ์” ของมันเป็นเช่นนั้น (มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง)

หมายเหตุ
พวกเราระวัง ปี พ.ศ.๒๕๕๘ เป็นปีที่ไทยต้องเข้าสู่การร่วม “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” อย่างเต็มตัว ระวังสัตว์ป่า จากทั่วโลกจะทะลักเข้าเมืองไทย


http://surasiha.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ต้องอย่างนี้่ซิครับ ชายชาติทหาร


นี่แหละครับ ภาพที่น่าชื่นชมของทหารบกไทย

        ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ว่า ขณะนี้ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ได้มีการเผยแพร่ภาพถ่าย ที่เป็นทหารกระโดดน้ำลงไปช่วยหญิงกลางคนผู้หนึ่งที่ขับรถยนต์ตกน้ำ  ทั้งเครื่องแบบ  โดยเหตุการณ์ดังกล่าว ถูกระบุว่า เกิดขึ้นบริเวณคลองในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ  บางเขน เมื่อเย็นวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา 
















ทั้งนี้ เมื่อมีผู้ส่งต่อภาพถ่ายดังกล่าวออกไปทั่วโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ได้มีผู้คนจำนวนมาก เข้ามาแสดงความเห็นชื่นชมนายทหารเหล่านั้น  ที่ตัดสินใจช่วยชีวิตคนโดยไม่ห่วงเครื่องแบบที่สวมใส่อยู่

ขณะที่ในเพจ เฟซบุ๊ก "เรารักทหารไทย" ได้ระบุข้อมูล ภาพ และเหตุการณ์ ดังกล่าวว่า โดยอ้างว่าภาพถ่ายมาจาก เฟซบุ๊ก  มากกว่ารักจากวีรบุรุษยะลา และ จากข้อมูล  พ.ท.วันชนะ สวัสดี  หรือผู้พันเบิร์ด  รองโฆษกกองทัพบก และ  หัวหน้าปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.)   กองกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก   ระบุว่า  ทหารที่เข้าไปช่วยหญิงวัยกลางคนที่ขับรถตกน้ำนั้น   มีจำนวน 5 นาย ได้แก่  

          1. จ.ส.อ.วิเชียร ประชาเขียว  สังกัด ขส.ทบ. สอนที่ รร.ทบอ. ช่างกล ขส.ทบ.
         2. จ.ส.อ.วิฑูรย์ เอกจำนงสกุล
         3. ส.อ.ดนัย คำใส   ปัจจุบันเป็น อบต. อยู่ที่เชียงราย )
         4. ส.อ.วุฒิชัย เขียวสวาท   สังกัด ขส.ทบ. สอนที่ รร.ทบอ. ช่างกล ขส.ทบ.. )
         5. ส.อ.ปัญญา สามงามยา   พล.ปตอ.
 




        อย่างไรก็ตาม  เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปในเฟซบุ๊กในชื่อ  F.s. LifeGuard  ซึ่งคาดว่า น่าจะเป็นที่มาของการอัพโหลดรูปวินาทีชีวิต ฉุกเฉิน  ขณะเกิดเหตุการณ์ รถยนต์ของหญิงวัยกลางคนคนดังกล่าว ที่พุ่งไปอยู่กลางน้ำบริเวณวัดพระศรีฯ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ถึง 1 นาที ทหารทั้ง 5 นาย ได้รีบกระโดลงน้ำไปช่วยเหลือหญิงคนดังกล่าวในทันท่วงที ซึ่งปรากฎว่า หญิงสูงวัยคนดังกล่าวปลอดภัย  ขณะที่ ทหาร 2 นาย ได้รับบาดเจ็บ ถูกกระจกบาด แต่ไม่เป็นอะไรมาก  ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหาร ได้พาทั้งหมดส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ

         ทั้งนี้  ขณะเกิดเหตุ ทหารทั้ง 5 นาย ได้เดินทางมาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพเพื่อนร่วมรุ่น  ที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น นายทหารทั้งหมดไม่ได้ลังเลที่จะเกรงกลัวต่ออันตรายใดๆเลยแม้แต่น้อย


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก F.s. LifeGuard
http://surasiha.blogspot.com/

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เมืองบันดาอาเจะห์สั่งปิดวัดพุทธ 6 แห่งกับโบสถ์คริสต์ 9 แห่ง

เมืองบันดาอาเจะห์สั่งปิดวัดพุทธ 6 แห่ง โบสถ์คริสต์ 9 แห่ง
เมืองบันดาอาเจะห์สั่งปิดวัดพุทธ 6 แห่งกับโบสถ์คริสต์ 9 แห่ง 
อ้างไม่มีใบอนุญาต หลังถูกกดดันจากกลุ่มมุสลิมเคร่งจารีต

  อาเจะห์สั่งปิดวัดพุทธ-โบสถ์คริสต์

        ในวันอังคาร อิลลิซะห์ ซาอัดอุดดิน จามัล รองนายกเทศมนตรีบันดาอาเจะห์ เมืองเอกของจังหวัดอาเจะห์ ทางตอนเหนือสุดของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ทางการได้ปิดศาสนสถานเหล่านี้เนื่องจากไม่มีใบอนุญาต

       เธอบอกว่า วัดพุทธ 6 แห่งกับโบสถ์คริสต์ 9 แห่ง ได้ถูกปิดตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากกลุ่มแนวหน้าปกป้องอิสลาม หรือเอฟพีไอ ได้กดดันให้ทางการตัดสินใจดังกล่าว ซึ่งทำให้เกิดบรรยากาศตึงเครียด

       "เราไม่ต้องการให้เกิดปัญหาความปลอดภัยในบันดาอาเจะห์ เนื่องจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเหล่านี้" เธอกล่าว

        อาเจะห์เป็นจังหวัดเดียวของประเทศที่บังคับใช้ศาสนบัญญัติของอิสลาม หรือชารีอะห์ เอฟพีไอได้ประกาศตนเป็นผู้สอดส่องศีลธรรมและกฎหมายอิสลาม บางครั้งได้นำกำลังตำรวจบุกจับการกระทำผิดกฎหมายตามบาร์และซ่องโสเภณี

       นิโก ทาริกัน ผู้นำประกอบศาสนกิจของโบสถ์แห่งหนึ่ง เผยว่า กลุ่มเอฟพีไอได้โจมตีโบสถ์แห่งนี้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และได้ส่งข้อความข่มขู่ว่า ถ้ายังคงจัดพิธีทางศาสนาในวันอาทิตย์ต่อไป พวกเขาจะทำลายอาคารหลังนี้

      ธีโอฟิลัส เบลา ประธานกลุ่มเอ็นจีโอ คริสเตียน คอมมูนิเคชัน ฟอรัม บอกว่า ตนได้ร้องขอให้รัฐบาลกลางในกรุงจาการ์ตายื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่โฆษกกระทรวงมหาดไทยได้แสดงท่าทีว่าจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยว โดยตอบว่า "ไม่มีการปิดแต่อย่างใด เพราะบ้านเหล่านั้นยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเป็นศาสนสถานแต่อย่างใด"

      รัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียได้ให้หลักประกันในเสรีภาพทางศาสนา แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า อินโดนีเซียได้มีความอดกลั้นต่อความแตกต่างทางศาสนาน้อยลงในช่วงทศวรรษที่ ผ่านมา และรัฐบาลก็เพิกเฉยต่อปัญหานี้

      เกือบ 90% ของประชากร 240 ล้านคนของอินโดนีเซียเป็นชาวมุสลิม แต่คนส่วนใหญ่ยึดถืออิสลามในแนวทางสายกลาง
 
http://surasiha.blogspot.com/

ผู้หญิงในความหมายของ....อิสลาม!

ผู้หญิงในความหมายของ....อิสลาม!

           เกิดเป็นมุสลิมะห์ นี่แสนลำบาก

           เป็นคนกับเขาก็ไม่ได้เป็น..เป็นได้แค่....ทรัพย์สิน


           จะหาคู่ครองก็ไม่มีสิทธิเลือก...

           บางทีก็ถูกยัดเยียดความเป็นผัวให้เสียอีก

           คิดว่าเราเป็นเจ้าของ เราเป็นผู้สอนลูกที่เราให้กำเนิด 

           ...แต่กลายเป็นอิหม่ามสั่งได้เสียนี่

           เราจะเปลี่ยนศาสนา มันก็จะฆ่า


           ถ้า...เราจะตาย.....เราขอตายในศาสนาอื่นก็แล้วกัน


http://surasiha.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

โฉมหน้าแกนนำระดับสั่งการ


โฉมหน้าแกนนำระดับสั่งการ





          พวกมึงคิดกันบ้างไหมว่า?

         ไม่ว่าพวกกู....จะตายไปเท่าไหร่...ทหารของกูก็ยังสู้กับมึง เพื่อพี่น้อง
         ทั้งพุทธ และ มุสลิม!

         พวกกู....สู้เพราะพรหมวิหารสี่ ที่พระพุทธองค์สอนให้รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่มองเห็นด้วยตาเนื้อ ...

         พวกมึง....อ้างพระเจ้า ที่มึงเองก็ไม่เคยเห็น .... ฆ่าคน


        พวกมึง....อ้างพระเจ้าค้ายาเสพติด ..... เอาเงินเข้ากระเป๋าพร้อมทำลายลูกหลานของมึงเอง


        พวกมึง.... ห้ามคนค้าขาย....ชาวบ้านเดือดร้อน


       พวกองค์กรอิสระเพื่อยุติธรรม.... แม่งเงียบไปแล้วเพราะได้เงินเยอะเลย เขาแบ่งให้มึงหรือเปล่า
?...ไม่มีทาง

        พวกองค์กรอิสระพอผัวตาย....ก็ผลักด้นให้ลูกได้เป็นผู้พิพากษาหญิงเรียบร้อยแล้ว .. แม่งก็เงียบสิ เงินก็ได้ ... ตำแหน่งให้ลูกก็ได้...


        แล้วมึงล่ะ นอนในป่าให้ยุงกัด


        ถ้ามึงทำงานสำเร็จ เป็นประเทศปัตตานี .....มีคนที่เยิรยอมึงนั่งบัลลังค์..สบาย สั่งการให้มึงทำงานให้มันต่อ


       ถ้ามึงทำงานสำเร็จ เป็นประเทศปัตตานี....นักการเมืองในสภาฯไทยนี่แหละจะเสวยสุข


       แล้วมึงล่ะ
? แค่ทหารกระจอก

       อุดมการณ์จอมปลอม ... ไอ้พวกที่หลอกใช้มึง..เขาอ้างเพื่ออำนาจตนเอง พร้อม ๆ กับทำลายอัลเลาะห์ไปเรียบร้อยแล้ว


       พวกมึงออกจากป่า มาทำงานเพื่อพี่น้องของมึง ยังมีโอกาสสำเร็จ


       คำเยิรยอ....ก็ไม่น้อยกว่าที่มึงได้ตอนนอนในป่า....อยากจะโง่ต่อก็เชิญ


       
      คนโง่อย่างมึงเป็นขี้ข้าคนเจ้าเล่ห์ในสภาฯไทย กับสภาฯมาเลย์ตลอดชาติ

http://surasiha.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มุสลิมในพม่าบังคับ ชาวฮินดูที่เป็นเพื่อนกลุ่มน้อยร่วมชุมชนเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามจนต้องย้ายหนี


มุสลิมในพม่าบังคับ ชาวฮินดูที่เป็นเพื่อนกลุ่มน้อยร่วมชุมชนเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามจนต้องย้ายหนี
Hindu Families who do not want to convert to Islam relocate to the town of Sittwe
Sunday, September 23 2012

               วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (20 ก.ย.2555) ครอบครัวที่นับถือศาสนาฮินดูที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนาเข้ารับอิสลาม จำต้องย้ายถิ่นที่อยู่ ไป  ยังย่าน Pauk Taw (ป๊อค ตอว์) เมือง ซิตตุ่ยรัฐยะไข่ด้วยการช่วยเหลือจากหน่วยงานท้องถิ่น

            ครอบครัวชาวฮินดูเหล่านี้เดิมอาศัยอยู่ในหมู่บ้านTaung Ywar (ตวง ยอร์)ซึ่งเป็นหมู่บ้านมุสลิมที่มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 180 ครอบครัว อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของย่าน ป๊อกเตา

               สมาชิกของคณะกรรมการของชุมชนชาวฮินดูจาก ซิตุ่ย ได้กล่าว สำนักข่าว Narinjara ดังนี้

        "ครอบครัวเหล่านี้ได้เดินทางมาถึง ซิตตุ่ย เวลา 11:30 เมื่อวานนี้ และเมื่อตอนตีสามกองกำลังความมั่นคงพาพวกเขาไปค่ายผู้ลี้ภัยชาวฮินดูตั้งอยู่ ทางด้าน ดันยาวาติ เป็นสถานที่ที่พวกเขาจะได้รับความสะดวก และจะได้จัดของใช้ที่จำเป็นให้"

             จากการศึกษาติดตามของผู้สื่อข่าวของเราในเรื่องการย้ายถิ่นฐานนี้มาจาก องค์กรศาสนาฮินดูแห่งซิตตุ่ย ได้แจ้งแก่รัฐบาล ในความยากลำบากในการตำรงชีวิตของ ครอบครัวฮินดูเหล่านี้ ที่ต้องเผชิญหน้า กับมุสลิมที่มีกำลังมากกว่า

           เมื่อทบทวนข้ออ้างที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับการอนุมัติการย้ายถิ่นฐานกระบวนการและด้วยความช่วยเหลือของมูลนิธิ วอน เลท ซึ่งเป็นมูลนิธิเอกชนท้องถิ่นในรัฐยะไข่ กระบวนการย้ายได้เริ่มต้นในวันที่ 20 กันยายน

           สมาชิกคณะกรรมการศาสนาฮินดู ที่ช่วยในการเคลื่อนย้ายกลุ่มชนฮินดูกลุ่มนี้ได้กล่าว ว่า
       "พวกเขาติดต่อเราและแจ้งให้ทราบถึงความยากลำบากที่พวกเขากำลังเผชิญ ความยากลำบากส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องศาสนา ชาวบ้านมุสลิมบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนศาสนาเข้ารับอิสลาม และเมื่อพวกเขาปฏิเสธ พวกเขาเผชิญการละเมิดต่าง ๆ ทางด้านร่างกาย จากชาวบ้านเพื่อนมุสลิมร่วมหมู่บ้านของพวกเขานั่นเอง

          หลังจากเผชิญหน้ากับภัยคุกคามเหล่านี้และการละเมิดเหล่านี้ครอบครัวชาวฮินดูหาที่หลบภัยในหมู่บ้านยะไข่ใกล้ "หมู่บ้านเต้าแล Taw Lae (ตอ แล)" ประมาณหนึ่งเดือนกับอีก ยี่สิบหกวัน ด้วยความช่วยเหลือของประธานหมู่บ้าน U Thar Doe Aung (อู ตา โดะ ออง) ระยะหนึ่งก็ได้ย้ายถิ่นฐานไป Sittwe (ซิตตุ่ย) เริ่มด้วยความเห็นชอบของหน่วยงานภาครัฐ"

• Hindu Families who do not want to convert to Islam relocate to the town of Sittwe
http://www.wontharnu.com/index.php/news/198-hindu-families-who-do-not-want-to-convert-to-islam-relocate-to-the-town-of-sittwe


Hindu Families who do not want to convert to Islam relocate to the town of Sittwe


photo-Coral Arakan News Agency
photo-Coral Arakan News Agency
Sunday, September 23 2012

At last Thursday, four Hindu families who do not wish to convert to Islam have been relocated to the town of Sittwe, Rakhine state, from the district of Pauk Taw, Rakhine state, with the help of the local authorities.
These Hindu families have been living in the village of Taung Ywar, a Muslim village with approximately 180households, which is located in the southwestern part of Pauk Taw district.

A committee member of the Hindu community of Sittwe said to Narinjara news as follows:

“These families got to Sittwe at 11:30am yesterday, and at 3:00pm the security forces took them to the Hindu refugee camp located at Danyawati ward, where they will be provided the required assistances”

Our reporter learns that this relocation is a result of the plead from Hindu organization of Sittwe to the State Government with regard to the difficulties these Hindu families were facing in their predominantly Muslim community. Upon reviewing that plea, the state authorities approved the relocation process, and with the help of Won Let Foundation,a local NGO in Rakhine state, the relocation process began at the 20th September.
A Hindu committee member who helped for the relocation process said as follows:

“They contacted us and informed the difficulties they were facing. The difficulties are mainly because of religion. The Muslim villagers forced them to convert to Islam, and when they refused to convert their faith, they face various abuses including those are physical in nature, from their fellow-villagers. After facing these threats and abuses, these Hindu families sought refuge in the nearby Rakhine village of “Taw Lae village” for one month and twenty-six days, with the help of the village chairman U Thar Doe Aung. It is only after that period, the relocation to Sittwe began with the approval of the state government.”

Our reporter learns that there are altogether 25people in these 4Hindu families.

Source-Narinjara


http://surasiha.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ชีวิตสองวิถี “ลูก....เมีย กับ นกของข้าฯ”

ชีวิตสองวิถี ..."ลูก..เมีย..กับนกของข้าฯ"

ชีวิตสองวิถี “ลูก....เมีย กับ นกของข้าฯ”  




(ภาพแข่งขันนกกรงฯ 08)

  •  ปกติเมียขายของที่ตลาด ข้าฯดูแลลูก กับดูแลนก กับ ไปนั่งร้านน้ำชา
  • วันศุกร อัลเลาะห์สั่งให้หยุดขายของ เมียก็ต้องดูแลลูก ข้าก็ยังคงดูแลนก
  • เพราะว่าอัลเลาะห์ไม่ได้บอกให้หยุดดูนก....พระองค์ทรงเมตตาเสมอ




          ถึงตอนจ่ายเงินให้ลูกไปโรงเรียน เมียเขาขาดรายได้ไปวันนึง ต้องสอนให้ลูกใช้เงินให้ประหยัดอีกหน่อย  

  • ข้าฯ รักเมีย รักลูก ขอเพียงให้มีอาหารนก.........กับค่าน้ำชาไปคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการเมืองกับเพื่อนที่ร้านน้ำชาเพียงเล็กน้อย...ทุก ๆ วันเป็นใช้ได้




              งานแข่งนกคราวหน้า เชื่อแน่ว่านกของข้าต้องได้รางวัลแน่นอน แล้วข้าฯจะซื้อมอร์ไซค์สักคันเอาไว้ขับไปร้านน้ำชา

http://surasiha.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555


มุสลิม บุกเผาวัดพุทธในบังกลาเทศ โดยข้ออ้างแบบเดิม ๆ 

นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่าง ของ อัตลักษณ์มุสลิม

สลด!เผา'วัดพุทธ'บังคลาเทศวอด

ชาวมุสลิมในบังกลาเทศนับหมื่นชุมนุมประท้วง-เผาวัดพุทธวอด 5 แห่ง อ้างเหตุมีภาพชายหนุ่มชาวพุทธเหยียบคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในเฟซบุ๊ก แนะใช้ขันติธรรมแก้ขัดแย้ง

            สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์( 30 ก.ย.) ว่าชาวมุสลิมบังกลาเทศราว 2.5 หมื่นคนร่วมชุมนุมประท้วงก่อนลุกลามเป็นการจราจลจนเกิดการเผาวัดพุทธ 5 แห่งและบ้านเรือนร่วม 100 หลังคาเรือนในเมืองรามูและหมู่บ้านใกล้เคียง  โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ที่มีภาพชายหนุ่มผู้นับถือศาสนาพุทธโพสท์ภาพตนเองกำลังเหยียบย่ำคัมภีร์อัลกุรอานบนเฟซบุ๊ก



             นายจอยนูล บารี ผู้บริหารท้องถิ่นอธิบายว่าการประท้วงลุกลามจนกลายเป็นการจราจลที่ไม่สามารถควบคุมได้และทำลายบ้านเรือนของชาวพุทธ เผาทำลายวัด ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนวันเสาร์ (29 ก.ย.) ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันอาทิตย์ (30 ก.ย.) โดยมีบ้านเรือนอย่างน้อย 100 หลังถูกทำลาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอกำลังทหารและกองกำลังรักษาชายแดนเข้าระงับเหตุการจราจลดังกล่าว และได้ออกคำสั่งห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะเป็นการชั่วคราวเพื่อป้องกันการเกิดเหตุจราจลขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งยังยืนยันว่าเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว


        

                   เมืองรามูอยู่ห่างจากกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศราว 350 กิโลเมตรและเป็นเมืองชายแดนติดต่อกับประเทศพม่า ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยของชาวพุทธที่เป็นชนกลุ่มน้อยในบังกลาเทศ โดยมีประชากรที่นับถือศาสนาพุทธเพียง 0.7% จากจำนวนประชากร
ทั้งหมด 170 ล้านคนของบังกลาเทศ

                   กลุ่มผู้ประท้วงและก่อจราจลได้เรียกร้องให้ทางการจับกุมเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า อัตตาม บารัว ที่เป็นผู้โพสท์ภาพดูหมิ่นชาวมุสลิมดังกล่าว

                   ทั้งนี้พื้นที่ชายแดนตะวันออกเฉียงใต้ของบังกลาเทศที่ติดต่อกับรัฐยะไข่ของพม่า กลายเป็นพื้นที่ซึ่งมีความตึงเครียดในด้านการแบ่งแยกดินแดน ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุการปะทะระหว่างกลุ่มมุสลิมโรฮิงญากับชาวพุทธในรัฐยะไข่ของพม่า แม้ที่ผ่านมาจะมีเหตุการปะทะระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมเกิดขึ้นน้อยครั้งมาก



                   นอกจากนั้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาชาวมุสลิมในบังกลาเทศหลายหมื่นคนยังได้ร่วมชุมนุมประท้วงต่อต้านภาพยนตร์เรื่องอินโนเซนท์ออฟมุสลิมส์ และรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ปล่อยให้มีการสร้างและเผยแพร่ภาพยนตร์ดูหมิ่นศาสดาในศาสนาอิสลามเรื่องนี้

                  จากเหตุการณ์ดังกล่าวพระมหาหรรษา ธัมมหาโส  ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) นักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับ สูง (ปปร.) รุ่นที่ 15 สถาบันพระปกเกล้า เตือนสติผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว (Hansa Dhammahaso) ความว่า "สังคมโลกของเราในยุคปัจจุบันนี้ ขาดขันติธรรมทางศาสนามากเหลือเกิน!!! ขันติธรรมในความเป็นพหุวัฒนธรรมจึงมีความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันในฐานะมนุษย์ที่รักความสุข เกลียดกลัวความทุกข์เฉกเช่นเดียวกัน สงครามโลกครั้งที่ ๓ จะเป็นสงครามที่เกิดจากขาดขันติธรรมทางศาสนา!!!! อานุภาพของการขาดจะนำไปสู่การทำลายล้างมนุษยชาติอย่างน่าสยดสยอง....

                    การเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาคือทางรอดของมนุษยชาติ มนุษยชาติควรกลับไปศึกษา และทำความเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาตัวเองให้แจ่มชัด เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมโลกได้อย่างมีความสุขท่ามกลางความแตกต่างทางความเชื่อ และวัฒนธรรมที่หลากหลาย  




ชาวมุสลิมบุกเผาวัด-บ้านเรือนชาวพุทธในบังกลาเทศ ไม่พอใจโพสต์ภาพหมิ่น “คัมภีร์กุรอ่าน”

                    ขันติธรรมทางศาสนา (Religious Tolerance) จึงเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันกับกลุ่มคนต่างๆ ที่มีความความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน แนวทางเช่นนี้ จะนำไปสู่ความอดทดต่อความแตกต่างกันทางศาสนา ภาษา ชาติพันธุ์ ความเชื่อ และอุดมการณ์ทางความคิด เพราะจะก่อให้เกิดความเคารพ และการยอมรับนับถือศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรมที่หลากหลาย วิธีคิด วิถีการแสดงออก และวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไป โดยพร้อมที่จะรับฟัง และปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความแตกต่างกันอย่างมีสติ บนฐานของความรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกถ้วนทั่วตัวคน"


นี่่คือสิ่งที่ คัมภรีอ้าง หรือศาสดาของคนเหล่านี้อนุญาตให้ทำได้ หรือ ?


เอเอฟพี/ASTV ผู้จัดการออนไลน์-ทางการบังกลาเทศเผยเกิดเหตุกลุ่มชาวมุสลิมจำนวนกว่า 25,000 คนก่อเหตุจุดไฟเผาวัดพุทธอย่างน้อย 5 แห่งและบ้านเรือนของประชาชนอีกอย่างน้อย 100 หลังคาเรือน ที่เมืองรามู ทางภาคตะวันออกของประเทศใกล้พรมแดนพม่าในวันนี้ (30) คาด สาเหตุเกิดจากความไม่พอใจ หลังมีข่าวว่าชายหนุ่มชาวพุทธรายหนึ่งในพื้นที่อัพโหลดรูปภาพที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อดูหมิ่นพระคัมภีร์กุรอ่านของศาสนาอิสลาม ผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดัง “เฟซบุ๊ก” 
       
        เหตุเผาวัดพุทธและบ้านเรือนของประชาชนดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองขนาดเล็กที่มีชื่อว่ารามู ทางภาคตะวันออกของบังกลาเทศ ห่างจากกรุงธากาเมืองหลวงของประเทศราว 350 กิโลเมตร โดยเหตุการณ์ซึ่งได้ลุกลามอย่างรวดเร็วจนเจ้าหน้าที่ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้นี้ เกิดขึ้นตั้งแต่เวลาประมาณเที่ยงคืนที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาจนถึงตอนเช้าตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุให้มีวัดพุทธซึ่งบางแห่งมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี ตลอดจนบ้านเรือนของชาวพุทธถูกเผาได้รับความเสียเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงครั้งนี้หรือไม่ และไม่มีการเปิดเผยว่า มีการจับกุมผู้ก่อเหตุหรือไม่เช่นกัน
       
       ทางด้านชายชาวพุทธผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นชนวนทำให้เกิดการจลาจลคราวนี้ ได้บอกกับสื่อมวลชนท้องถิ่นว่า ตัวเขาไม่ได้เป็นผู้โพสต์ภาพดังกล่าว แต่มีใครบางคนที่ "แท็ก" (tag) ภาพนั้นในแอคเคานต์ (account) เฟซบุ๊ก ของเขา ทั้งนี้เวลานี้ชายผู้นี้ได้หลบหนีไปซ่อนตัวแล้ว ขณะที่พวกเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ตำรวจยังได้เข้าอารักขาคุ้มครองมารดาและน้าของชายผู้นี้ด้วย
       
        ล่าสุดทางการบังกลาเทศได้ส่งกำลังทหารและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ชายแดนเข้ามารักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และมีการประกาศห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุรุนแรงเพิ่มเติม ขณะที่รัฐมนตรีมหาดไทย รัฐมนตรีอุตสาหกรรม และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของบังกลาเทศ ได้เร่งเดินทางลงพื้นที่เกิดเหตุตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาเพื่อควบคุมสถานการณ์
       
        ขณะเดียวกันมีข้อมูลว่า มีหมู่บ้านชาวพุทธไม่ต่ำกว่า 15 แห่งถูกบุกโจมตีเมื่อคืนที่ผ่านมา และมีนับร้อยหลังที่ถูกปล้นชิงทรัพย์สิน
       
        ทั้งนี้ กว่าร้อยละ 90 ของประชากร 153 ล้านคนในบังกลาเทศเป็นชาวมุสลิม ขณะที่ชาวพุทธมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 1

Attacks on Buddhists were 'planned'


Sun, Sep 30th, 2012 5:48 pm BdST
Mintu Chowdhury
Chittagong correspondent


Ramu/Cox's Bazar, Sep 30 (bdnews24.com)—Home Minister Mohiuddin Khan Alamgir on Sunday alleged the attacks on a pre-dominantly Buddhist village in Cox's Bazar's Ramu Upazila was "planned" and vowed to bring the perpetrators to justice.

"The attack was conducted in a coordinated manner. Temples and houses were set on fire using patrol and gun powder. It would have been impossible if the attacks were not planned," he said after visiting the affected locality.

The minister sought everyone's assistance in capturing the culprits. "We came here on the orders of the Prime Minister. All that is needed to be done will be done to swiftly bring the culprits to justice."

Alamgir said the government will provide financial assistance for reconstruction of the damaged temples and houses

Local residents alleged that the attacks and damages were mostly caused due to the negligence of the police and Fire Service. The Home Minister said a committee headed by an Additional Divisional Commissioner of Chittagong will investigate whether negligence on anybody's part was behind the mayhem.

A mob had torched and vandalised the Buddhist village in one of the worst religious attacks in Bangladesh which appeared to have been triggered by a Facebook posting allegedly defaming the Quran.

Seven Buddhist Viharas, around 30 houses and shops were torched in the attacks that started at 11:30pm on Saturday and lasted until around 4am on Sunday. More than a hundred houses and shops were also reportedly attacked, vandalised and looted.

Alamgir and Industries Minister Dilip Barua have visited the spot. Inspector General of Police (IGP) Hasan Mahmood Khandaker and other top officials were also present during the visit.

They visited the damaged 300-year old Ramu Sima Vihara of Merong Loa Barua at around 1:30pm on Sunday.

The ministers visited the affected areas and spoke to the Buddhist monks and members of the temple managing committee. They also talked to the people whose houses were damaged in the attacks.

At a short rally held at the Ramu Bazar, Dilip Barua alleged a 'group of conspirators' was behind the attack but did not take any names.

Like Alamgir, he too vowed to bring the culprits to book. "The perpetrators will be tried no matter how powerful they are."

Barua requested everyone's assistance to restore communal harmony in the area.

Prime Minister Sheikh Hasina, who is now in New York, expressed dismay over the incident and ordered action against those responsible for the attack.

Bangladesh's Permanent Representative to the United Nations A K Momen told bdnews24.com Hasina had told the authorities that the government will not tolerate any activity that hampered the communal harmony.

The United People's Democratic Front (UPDF) has condemned the attack and appealed to everyone to stand by those harmed.

bnews24.com/mc/zk/bd/1720h
http://narater2010.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

อัตลักษณ์ที่น่ารังเกียจ


อัตลักษณ์ที่น่ารังเกียจ

Muslims praying in the streets and fields of france
ละหมาดกลางถนน สร้าง “อัตลักษณ์ที่น่ารังเกียจ” กดทับวัฒนธรรมเจ้าของบ้าน


         
***********************************


         ที่ประเทศบาห์เรน มุสลิมชีอะห์ฝ่ายค้านยึดโรงพยาบาล Salmaniya ไล่ผู้ป่วยมุสลิมสุนหนี่ฝ่ายรัฐบาลออกจากโรงพยาบาลด้วย อัตลักษณ์ของคำสอนที่ไม่รู้จักพรหมวิหารสี่ จึงแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรงเพียงทางเดียวที่รู้จัก

...........ดังนั้นความรุนแรง และ การแก้แค้นจึง “เป็นสรณะ” และ “เป็นอัตลักษณ์” ไปแล้ว


           คราวนี้ จะอวดศักดา แสดงพลังมวลชน...ข่มให้เจ้าของประเทศที่ตนมาอาศัยอยู่..กลัวอิสลาม ด้วยการปิดถนนละหมาดบนหนทางสาธารณะที่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกๆคนได้สัญจร เดินทาง ปฏิบัติภารกิจ อย่างไม่คิดถึงส่วนรวมที่มีผู้อื่นจะต้องใช้แม้แต่น้อย


ถ้าจะว่าเป็นการเห็นแก่ตัวก็ว่าได้...ถ้าในแง่ของผู้ใช่ถนนโดยรวมได้รับความเดือดร้อน

ถ้าจะว่าเป็นความถูกต้องของการปฏิบัติศาสนกิจ...เรื่องนี้ไม่ใช่แน่นอน...เพราะว่า

              การละหมาดนั้นได้มีบทบัญญัติไว้ ให้ใช้สถานที่ที่สะอาด ... ต้องทำความสะอาดร่างกาย ล้างมือ ล้างเท้า ล้างหน้า และทุกๆส่วนของร่างกาย ก่อนเข้าละหมาดทุกครั้ง

แต่นี่มิใช่เช่นนั้นเลย

             สถานที่ก็กลางถนน ที่หมาขี้ หมาเยี่ยว มีขี้ตีน น้ำลาย และ เชื้อโรคเต็มไปหมด ร่างกายเหงื่อไคลเบียดเสียด แลกกลิ่นกันดม

เชื้อโรคเพ่นพ่านไปทั่วถนน

หรือว่าจะเป็นอัตลักษณ์ของมุสลิมอีกแล้ว

.....ถ้า...ได้ประโยชน์ “ที่ผิดก็เป็นถูก!

.....ถ้า...ไม่ได้ประโยชน์ “ที่ถูกก็เป็นผิด!

            อยู่บ้านเดิม ตะวันออกกลาง อึดอัดใจ ... ไม่มีอิสรเสรี มีตำรวจศาสนาคอยตรวจ ไว้เคราหรือไม่?

           สตรีทำไมเดินคนเดียวกลางห้างสรรพสินค้า ? 
           ทำไมไม่พาญาติ พี่ น้องมาด้วย? 
           ผิดหลักศาสนาอีกแล้ว

            พอมาอยู่ประเทศที่ให้อิสรเสรี...ก็สร้างอัตลักษณ์กดทับเข้าของบ้านเสียงั้นแหละ

เราจะปล่อยให้เหตุการณ์นี้มาเกิดในประเทศไทย......ได้หรือ?

          เราทนสัญลักษณ์อิสลามที่พวกเขาสร้างขึ้นวันละห้าเวลา เข้าไปรบกวนถึงในห้องนอน...ก็สุดทนแล้ว

         นี่จะสร้าง “อัตลักษณ์ที่น่ารังเกียจ” กดทับ และรุกทางวัฒนธรรมของเจ้าของบ้านอย่างไม่เกรงใจกันเลยหรือ?

ได้เวลาแล้วยังที่จะยกเลิกการใช้เครื่องขยายเสียงรบกวนชาวบ้าน... ของมัสยิด
http://surasiha.blogspot.com/