วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


เครือข่ายชาวพุทธผู้รักสงบเข้าพบจุฬาราชมนตรี
สอบถาม กรณีนาย ชลิต ภักดีบุตร แอบอ้างพุทธศาสนา


http://newweb.bpct.org/content/view/478/110/

เครือข่ายชาวพุทธผู้รักสงบเข้าถามจุฬาราชมนตรี กรณีนาย ชลิต ภักดีบุตร

       เครือข่ายชาวพุทธผู้รักสงบเข้ายื่นหนังสือกับสำนักจุฬาราชมนตรี เพื่อสอบถามในกรณีที่มีนาย ชวลิต ภักดีบุตร ได้อ้างว่าจบเปรียญธรรม ๙ ประโยคและได้เข้ารับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม

    วันนี้ (๓๑ พ.ค.) ผศ.เสถียร วิพรหมา ประธานเครือข่ายชาวพุทธผู้รักสงบ พร้อมคณะได้เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือสอบถามในกรณีการบรรยายสด หัวข้อการยอมจำนนต่อพระองค์อัลลอฮฺ โดย อ.ชารีฟ วงศ์เสงี่ยม และ อ.อับดุลลอฮฺ ภักดีบุตร (อดีต ป.ธ.๙) มัสยิด คอยริสซุนนะฮฺ ซอยมิสทีน ถ. สุขาภิบาล ๓ เวลา สองทุ่ม (๒๐.๐๐ น.) ในวันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๔

       โดยมีเนื้อหาบางส่วน เช่น ประวัติ อดีตพระชลิต ภักดีบุตร(อ.อับดุลลอฮฺ) จบเปรียญธรรม ๙ ขั้นสูงสุด จบปริญญาตรีด้าน ภาษาบาลี และปริญญาโทด้านบาลีโดยตรง พร้อมด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง มหาวิทยาลัยจุฬา ได้รับทุนให้ไปศึกษาที่ประเทศอินเดีย ๒ ปี ที่มหาวิทยาลัยนาลันทะ สุดท้ายพระท่านนี้ประกาศตัวรับอิสลาม อันเนื่องมาจากที่ท่านได้ไปอ่านพระไตรปิฎกฉบับเก่าแก่ที่ถูกเก็บเอาไว้ในห้องสมุดที่อินเดีย บันทึกอยู่ใบลานด้วยภาษาบาลี ระบุเอาไว้ชัดเจนว่าจะมีพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายถูกส่งมาที่อารเบีย จะมีอูฐเป็นพาหนะ โดยท่านจะกำพร้าพ่อ แม่ ตั้งแต่ยังเล็ก
            ซึ่งได้ตรวจสอบกับรายชื่อจากสำนักเรียนที่อ้างถึง คือ วัดพิชยญาติการาม และวัดอนงคาราม ก็มิได้ปรากฏชื่อของนายชลิตแต่อย่างใด และที่อ้างว่าสามารถสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคภายใน ๕ ปี นั้นไม่สามารถกระทำได้เลยเพราะการศึกษาภาษาบาลีในสมัยปัจจุบันนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๘ ปี จึงจะสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค เพราะบาลีสนามหลวงเปิดให้เข้าสอบได้ปีละ ๑ ชั้น เท่านั้นดังนั้น ในสมัยปัจจุบันนับจาก พ.ศ.๒๔๖๙ สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาการศึกษาวิชาภาษาบาลีตั้งแต่เปรียญธรรม ๑-๒ ถึง เปรียญธรรม ๙ ประโยค ต้องใช้เวลามากกว่า ๕ ปี อย่างแน่นอน และยังมีการบิดเบือนพระพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าในการบรรยายอีกด้วย
              โดยทางสำนักจุฬาราชมนตรีได้มอบหมายให้ผู้แทนสำนักจุฬาราชมนตรี คือนายประสาน (ชารีฟ) ศรีเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักจุฬาราชมนตรี เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน และหลังจากได้รับหนังสือผู้แทนสำนักจุฬาราชมนตรีก็ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ได้ทราบเรื่องแล้วและกำลังเป็นห่วงเหตุดังกล่าวเช่นกัน เพราะอาจจะทำให้เกิดความกระทบกระทั้งกันทั้งชาวพุทธและมุสลิม และเชื่อว่าบุคคลดังกล่าวไม่ใช่มุสลิมอย่างแน่นอนเพราะด้วยหลักการแล้วศาสนาอิสลามไม่ได้มีคำสอนในลักษณะดังกล่าว  จากนั้นได้มอบให้ เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยเร่งด่วน เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญและได้ขอบคุณเครือข่ายชาวพุทธผู้รักสงบที่มาแสดงความห่วงใยในกรณีดังกล่าวอย่างเป็นมิตรไมตรีต่อกัน
ที่มา : ฝ่ายข่าวศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
วันที่ ๓๑ พ.ค. ๒๕๕๔
http://www.surasiha.com




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น