วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


สาวกศาสดาหน้าด้าน เพีั้ยน อ้างเป็นเปรียญธรรม 
หลอกมุสลิมด้วยกันยังไม่พอ ยังลวงโลกอย่างไร้ยาง
         อันวาคนโกหก ไม่ทำชั่ว ไม่มี

         สองวันก่อนได้รับ Email จากเพื่อนในสนามรบท่านหนึ่ง ส่งมาให้พร้อมกับ ข้อความประนามหย๋ามเหยียดมากมายสุดจะพรรณา  อ่านดูแล้วมันก็น่าจะโมโห ละครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า

         มีการจัดงานเสวนาที่เรียกกันว่า ทำดาวะห์ หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งผมไม่
รู้ภาษานี้ ว่าแปลว่าอะไร แต่เค้าเรียกกันว่า ดาวะห์ เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งในการสร้างศรัทธาในลัทธิความเชื่อหนึ่ง

         คงไม่มีปัญหาอะไร หากลัทธิใด จะปลุกปั่นมอมเมาสาวกของตัวเองให้
หลงไหลได้ปลื้มกับสิ่งที่เจ้าลัทธิเขาประดิษฐ์ประดอยสร้างประดิษฐ์กรรม
อันเป็นเครื่องมือสำเร็จรูปเอาไว้ให้บรรดาเหล่านักมายากลของพวกเขาเอา
ไว้ใช้หลอกลวง ถ้าใครจับไม่ได้ก็แล้วแล้ว ถ้าจับได้ก็แข็งใจทำหน้าด้านเข้าไว้
เดี๋ยวก็ลืม

         แต่ละครลวงโลกครั้งนี้ ได้มีการเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ (เขาว่านะ) และ อ้างตัวว่าเป็นอดีตเปรียญธรรม 9 ประโยค แห่งวัดอนงคาราม กรุงเทพมหานคร (ก็เพื่อจะหมายความว่า อดีตเคยนับถือศาสนาพุทธนั่นแหละ)  แล้วหันไปเลื่อมใสลัทธิหนึ่ง แล้วก็เลยเลิกนับถือศาสนาพุทธ ไปนับถืออะไรอย่างอื่นแทน
     
         มีมุสลิมจอมลวงโลกคนหนึ่ง ที่เป็นวิทยากรบรรยายในวันนั้น โดยอ้างตัว
ว่าตนเองนั้นชื่อ อับดุลลอฮฺ ภัคดีบุตร ดูหน้ากันให้ชัด ๆ ไอ้หอกหักนี่

รายละเอียด ข่าวของคนหน้าด้าน มั่วพระไตรปิฏก

         วานนี้(16) เวลาประมาณ 20.30 น.ณ อาคารอเนกประสงค์ มัสยิด
คอยริสซุนนะห์ ลาดบัวขาว ได้มีการจัดกิจกรรมค่ายการเรียนรู้วิถีชีวิตอิสลาม เป็นวันที่ 2 โดยได้เชิญ อ.ชารีฟ วงศ์เสงี่ยม และ อ.อับดุลลอฮฺ ภัคดีบุตร ซึ่งเป็นอดีตพระมหาชลิต เคยจำวัดในสมัยนั้นอยู่ที่ภูเก็ต ก่อนพบคำสอนในไตรปิกฏ กล่าวถึงอัลลอฮฺ และท่านนบีมูฮัมหมัด 
        โดย อ.อับดุลลอฮฺเล่าว่าพ่อของท่านเสียชีวิตตั้งแต่เล็กๆ จึงมาอาศัยอยู่ข้างกำแพงวัด ก่อนจะมาเป็นเด็กวัด ก่อนที่จะขอบวชเณรเพื่อให้มีโอกาสได้ศึกษา จนจบเปรียญธรรม 9 และได้ทุนไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย


        ซึ่งในสมัยที่ไปเรียนนั้นศาสนาพุทธในอินเดียได้เสื่อมไปแล้ว ไม่มีคนใส่บาตร พระต้องหุงข้าวกินแอง แต่ด้วยความที่เป็นคนสนใจในการอ่าน และมีความสนใจในภาษาบาลี จึงไปอ่านไตรปิฏกของอินเดียที่เป็นภาษาดั่งเดิมและพบในคำสอนของไตยปิฏกที่กล่าวว่า "ฉันไม่ใช่ศาสดาคนแรก และคนสุดท้าย แต่จะมีศาสดาท่านสุดท้าย โดยจะเกิดในทะเลทราย ขี่อูฐ กำพร้าพ่อ-แม่" (อันนี้มั่วครับ มันไปอ่านพระไตรปิฏกเล่มไหน)

        นอกจากนั้นในคำสอนของพุทธเจ้ายังได้สอนให้มนุษย์รู้จักผู้สร้าง เช่น ตอนที่ท่านอธิฐานหลังกินข้าวมธุปายาท "หากโลกนี้มีพระผู้สร้างจริง หากมีผู้ที่สร้างฉันมาจริง ขอให้ถาดนี้ลอยทวนกระแสน้ำ" นั่นคือต้นทางของประวัติศาสตร์ที่ว่า ตรัสรู้ (อันนี้มั่วครับ  ผมนักธรรมตรีแค่ชั้น นวกภูมิ ฟันธง)

       และในการเทศนาของท่าน จะบอกกับคนว่า "ความรู้ของฉันเปรียบเหมือนใบมะขามในกำมือนี้ พร้อมเด็ดใบมะขามไว้ในกำมือ แต่ความรู้ของผู้ทรงสร้างเปรียบเหมือนใบมะขามบนต้น" 
(อันนี้ยิ่งมั่วใหญ่)  ข้อความที่ผมแปลมาคือ   

สมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ ป่าไม้ประดู่ลาย เขตเมืองโกสัมพี 
ครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ ถือเอาใบประดู่ลาย แล้วทรงตรัสถาม
พระภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายใน ฝ่าพระหัตถ์กับที่อยู่บนต้น อย่างไหนมีมาก
กว่ากัน พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลว่า ใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้นมีมากกว่า

แล้วมันก็มั่วต่อไปว่า
       ขณะที่ในคำสอนของไตยปิฏกยังระบุถึงคำกล่าวของพุทธเจ้าอีกว่า "ศาสนาของนี้จะมีอยู่ไปอีก 1,123 ปีต่อจากนั้นจะสลายไป" 

(มัี่วครั้งแรก ถือว่าไม่เจตนา มั่วครั้งที่สองถือว่าไม่รู้ มั่วครั้งที่สาม ผมว่าไอ้นี่เจตนาไม่บริสุทธิ์ซะแล้ว  เด็ก ป.4 อ่านก็รู้ว่า ไอ้นี่เจตนาจะบอกว่า ต้องเจ้าลัทธิของพวกเองซิ ถึงจะถูกต้อง ถึงจะจริงแท้แน่นอน)

       จากนั้นอ.อับดุลลอฮฺเล่าต่อว่า ท่านก็ยังไม่เข้าใจคำสอนดังกล่าวในตอนนั้น จนมาได้พบกับการสอนศาสนาที่มัสยิดแห่งหนึ่ง ซึ่งสอนเกี่ยวกับผู้สร้างโลก และศาสดาท่านสุดท้าย จึงคิดว่าได้ว่า ทั้งหมดนี้เราเคยเรียนมาแล้ว และศาสดาองค์สุดท้ายก็ได้เกิดขึ้นแล้ว หลังจากได้รับความรู้เพิ่มเติมในส่วนนี้จนกระจ่างชัดแล้ว จึงได้ประกาศเข้ารับอิสลามในเวลาต่อมา
่าว : พันทิป-ยูทู๊ป
23 พฤษภาคม 2554
http://www.alittlebuddha.com/


หลังจากนั้น ชาวพุทธที่ไม่ได้โง่งมงาย ก็พิสูจน์ตามหลักกาลามสูตรในทันที
การตรวจสอบข้อมูล จากทางต้นสังกัด วัดอนงคาราม ก็ได้ความมาอย่างนี้ครับ
 "จบ ป.ธ.9 จากสำนักเรียนวัดอนงคาราม กรุงเทพฯ" ว่าแต่จริงหรือเปล่า เพราะไม่มีชื่อ "พระมหาชลิต ภักดีบุตร" ในสารบบประโยคเก้าเลย
นี่คือรายชื่อพระเปรียญ 9 ประโยค ตั้งแต่ พ.ศ.2474 -2540 จากวัดอนงคารามและวัดพิชยญาติการาม ที่นายคนนี้อ้างว่าเคยศึกษาและเรียนจบที่นั่น





พ.ศ.รายชื่อพระภิกษุ-สามเณรที่สอบได้นามสกุลอายุสำนักเรียน-วัด
2474พระมหาเล็ก ปาสาทิโกอยู่เกษ33อนงคาราม กทม.
2499

พระมหากมล โกวิโท
พระมหาวิจิตร วิจารโณ
ธนบุตรศรี
สมบัติบริบูรณ์
29
27
อนงคาราม กทม.
อนงคาราม กทม.
2501พระมหาถาวร ถาวรสีโลจินดา28พิชยญาติการาม กทม.
2509พระมหาสถิตย์ ถาวโรคุณวันดี39พิชยญาติการาม กทม.
2513พระมหาจันทร์ กิจฺจสาโรอักษรทอง40พิชยญาติการาม กทม.
2514พระมหาคูณ เมธิโกโทขันธ์27อนงคาราม กทม.
2515พระมหาสมพร สุชีโวกุหลาบ40อนงคาราม กทม.
2516พระมหาปรีชา ปริญาโณสายสูงเนิน29อนงคาราม กทม.
2523พระมหาคำเภา ฐิตวิริโยพันธ์โสม25อนงคาราม กทม.
2524พระมหายิ้ม ภทฺรธมฺโมศิริสุภา54อนงคาราม กทม.
2525พระมหาไหล่ อุฏฺฐานวิริโยสะอาด25อนงคาราม กทม.
2535พระมหากัณหา ปิยสีโลกรุงโคกกรวด44อนงคาราม กทม.
2537

พระมหาวิโชค อธิฏฺฐานเมธี
สามเณรโกวิทย์
เอกวิเชียร
ราชิวงศ์
24
21
พิชยญาติการาม กทม.
อนงคาราม กทม.
2539

พระมหาถนอม ถิรจิตฺโต
พระมหาอิสระ ธมฺมภาคี
สมบัติวงศ์
สิงห์เบี้ย
27
22
อนงคาราม กทม.
อนงคาราม กทม.
2540พระมหาสากล ติกฺขปญฺโญพรหมสถิตย์23อนงคาราม กทม.
2541พระมหาสมเดช ยสธารีขุนณรงค์26อนงคาราม กทม.

ข้อมูลจาก "ทำเนียบพระเปรียญธรรม 9 ประโยค สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช 2549" จัดพิมพ์โดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด มหาชน

อ้างว่าเป็นอดีตพระมหาเปรียญธรรม 9 ประโยค วัดอนงคาราม กรุงเทพฯ แต่ในทำเนียบพระเปรียญธรรม 9 ประโยคแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ พ.ศ.2469 ถึง พ.ศ.2554 ไม่มีชื่อ "พระมหาชลิต ภัคดีบุตร" ในสารบบเลย ไม่ว่าในสำนักเรียนวัดพิชยญาติการาม สำนักเรียนวัดอนงคาราม หรือสำนักเรียนใดๆ ในประเทศไทย


ไม่น่าเชื่อว่า ทางองค์กรศาสนาอิสลามจะกล้าลวงโลกถึงเพียงนี้


ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
23 พฤษภาคม 2554


        อ่านเรื่องนี้จบ ใครเป็นโจทย์ ใครเป็นจำเลย ท่านผู้อ่านคงจะ
สามารถมองเห็นได้ด้วยปัญญา 

      ทั้งคนพูด คนทำ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา  จะโกหกทั้งที่
ก็ให้มันเนียนหน่อย หน้าไม่อายเอาเสียเลย นายชลิตฯ 

      มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำตามลัทธิความเชื่อของตนเอง 
ไม่ว่าความ เชื่อนั้นคนอื่น ๆ ในสังคมจะเ้ห็นว่ามันโง่เหง้างมงาย
สักปานใด ตราบใด ที่สิ่งที่มนุษย์คนนั้นเชื่อว่า นั่นเป็นสิ่งที่เขาคิด
ว่ามันถูกต้อง มันเป็นจริง สำหรับตัวเขา เหมือนตนเองปลูกบ้าน
ของตัวเองอยู่ จะทำอย่างไรในบ้านตัวเอง จะโกหกหลอกลวง
คนในบ้านของตัวเองให้เชื่อ ให้หลงไหล ในเรื่องอะไร ในบ้าน
ของตัวเองก็ทำไปเถิด

      แม้แต่การโกหกหลอกลวงคนในบ้านของตัวเอง ว่าคนที่อยู่
บ้านอื่นเข้าไม่ดี ไม่ถูก  แล้วก็บอกว่า บ้านนั้นตนเคยอยู่มาแล้ว 
และเห็นว่ามันไม่ดี ไม่ถูก เลยย้ายมาอยู่บ้านใหม่  ก็ไม่ใช่เรื่องผิด
ตามความเชื่อของท่าน

      แต่การที่ท่านไม่เคยอยู่บ้านนี้เลย ท่านไม่เคยบวชในพุทธศาสนา
ท่านไม่เคยเป็นเปรียญ 9 ประโยค ตามที่ท่านอ้าง แล้วท่านไปโกหก
คนของท่าน นั่นคือวิสัยของการเผยแพร่ลัทธิความเชื่อของพวกท่าน


           หรือเจตนาของท่าน จะมอมเมาสาวกของท่านว่า ป๊าตติโธ่ 
พุทธนะเหรอผมเคยอยู่มาแล้ว ไม่ใช่หรอก ต้องโอลันล้า ของท่านซิ
ถึงจะถูกต้อง
     
      ผมว่า มุขนี้ ตื้นครับ ผมไม่ได้ว่านะครับ แต่คำว่า มุขตื้น ภาษา
วัยรุ่นเค้าเรียกว่า มุขควาย ครับ ท่านขายต่อไปเถอะ ถ้าอ้างมุขนี้ 
แล้วนึกว่ามันจะขายดี

     แต่คนที่เขามีปัญญา เขาหัวเราะเยาะท่าน เพราะความดี 
มิอาจเกิดขึ้นจากการกระทำชั่ว  ลัทธิของท่าน มิได้สอนเรื่อง
มุสาวาทละหรือ  ท่านจึงโกหกหน้าด้าน ๆ ออกมาเช่นนั้น  
หรือว่า ถ้าทำเพื่อศาสดาของท่าน ก็สามารถทำความชั่ว (โกหก)
เพื่อศาสดาได้ แล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับศาสดา  ศาสดาของท่าน 
ยอมรับให้ท่านไปนั่งข้าง ๆ บนสวรรค์ ได้จริง ๆ หรือ
      
ผมละเบื่อ ไอ้มุขควายแบบนี้จริง ๆ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น