วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

เมื่อฮิญาบระรานวัด


เมื่อฮิญาบระรานวัด
เขียนโดย  จอมพระ

เมื่อประเทศไทยที่กลายเป็นประเทศที่เงียบสงบด้วยข่าวสารที่จำเป็นต่อการมองไปข้างหน้าของประชาชนในประเทศ ข่าวที่ถูกจัดกรอบกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ชี้ทิศทางสังคมก่อให้เกิดความไม่ลงรอยระหว่างศาสนาที่เป็นกลยุทธถูกจัดวางให้เกิดขึ้นในภาวะวิกฤตของสังคม

การปฏิบัติศาสนกิจให้ถูกต้องตามหลักศาสนาต่างๆนั้นเป็นเรื่องที่สมควรที่ศาสนิกชนพึงกระทำ  เช่นใช้ผ้าคลุมผมที่เรียกว่า Hijab (ฮิญาบ) ที่สุภาพสตรีชาวมุสลิมใช้คลุมผม ที่กลายเป็นประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาจนทำให้มีการปลุกปั่นจนกระทั่งปั่นป่วนไปทั้งสังคม กลายเป็นประเด็นร้อนระดับชาติไปเลยเมื่อเกิดการนำเสนอความเห็นในเฟสบุ๊คอย่างกว้างขวาง เรื่องผ้าคลุมผมผืนนี้กลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดาไปแล้ว
จากบทความ เรื่อง เมื่อ**มหาเถร*เปิดศึกกับ**มุสลิม**
ที่มุ่งวิจารณ์ไปที่ มหาเถรสมาคม เพียงองค์กรเดียว ตอนนี้มุสลิมไทยมีปัญหากับ มหาเถระ"จริงๆไม่ได้มีกับชาวพุทธ” (ประโยคสำคัญของบทความ นี่)

ตามที่มหาเถรสมาคม มีมติไม่ให้เมื่อพระท่านได้มีมติไม่เห็นชอบให้ใช้ผ้าคลุมผมที่เป็นการปฏิบัติของศาสนาหนึ่งเข้ามาในพื้นที่ของอีกศาสนาหนึ่ง โดย มติของ ม.ส. ได้ชี้แจงไปตามพระธรรมวินัย ดังนี้ http://www.mahathera.org/detail.php?module=mati&id=255401021501&title=10

โดยส่วนหนึ่งมติของ ม.ส. ชี้แจงประเด็นสำคัญ
เนื่องจากการอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องยึดถือการปฏิบัติตามหน้าที่ของคนไทยตามรัฐธรรมนูญด้วย โดยการปฏิบัติตามหลักศาสนา ลัทธิทางศาสนา และ ความเชื่อของตน แต่จะต้องไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีงาม ตลอดถึงไม่กระทบสิทธิของผู้อื่นด้วย

การนำเสนอว่าอิสลามเป็นปัญหากับ ม.ส. เท่านั้น ถูกจงใจลดมุมมองให้เป็นเป้าโจมตีที่แคบลงเพื่อตัดพระคุณเจ้าทั้งหลายให้ถูกโดดเดี่ยวออกจากพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ให้ตกอยู่ท่ามกลางฝูงฉลามเขี้ยวยาว ที่เฝ้าซุ่มรอเวลาออกมาขย้ำพร้อมๆ กันหลังจากใช้เวลาช่วงหนึ่งสร้างเรื่องการใช้ผ้าคลุมผมสำหรับนักเรียนในโรงเรียนฯ กลายเป็นประเด็นที่พระท่านต้องออกมาตัดสินความที่เกิดในพื้นที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งเป็นเกมส์บังคับเปิดโอกาสให้ปลุกกระแสความขัดแย้งในวาระที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในความสับสน ทำไมไม่เกิดก่อน ทำไมต้องเกิดขึ้นในเวลานี้

ในฐานะที่เป็นชาวพุทธคนหนึ่งซึ่งมองเห็นว่า เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของอิสลามกับ ม.ส. เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนอื่นๆ ในสังคมนี้ด้วย ดังนั้นพุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงควรสอดส่องและติดตามเรื่องเหล่านนี้ให้ใกล้ชิด 

ศาสนาพุทธกำหนดไว้ว่า ศาสนาฯนั้นจะดำรงอยู่ได้ต้องอาศัย พุทธบริษัท 4 คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา พุทธบริษัททั้งหลายบำรุงและปกป้องและสืบต่อพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ท่านรับหน้าที่สืบต่อพระพุทธศาสนาแล้ว หน้าที่ปกป้องและบำรุงพระพุทธศาสนาจึงต้องเป็นของเหล่าพุทธบริษัทที่เหลือ

ตัวอย่างการปฏิบัติตนให้คงความสันติและไมตรีระหว่างศาสนาเมื่อครั้ง สมเด็จพระราชินีนาถแห่งอังกฤษทรงเยือนการประเทศตุรกีอย่างเป็นทางการท่านก็ใช้คลุมผ้าคลุมผมเมื่อเสด็จไปเยือนมัสยิดหนึ่งในประเทศตุรกีจนชาวมุสลิมนำไป เป็นข่าวในเวบไซด์ของชาวมุสลิมอย่างเป็นที่น่าประทับใจ

นี่คือการแสดงของอารยชน ที่ปฏิบัติตัวอยู่ในอรยธรรมระหว่างศาสนาร่วมโลกที่ยืดหยุ่น เมื่อเป็นแขกมาเยือนในฐานะมิตรนี่จึงแสดงความเป็นมิตรเพื่อเป็นเกียรติแก่มิตรที่เป็นเจ้าบ้าน  โดยความสันตินี้ได้กระทำโดยไม่ต้องประกาศ ดังเช่นสุภาษิตไทยว่า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามต่างจากความสันติขององค์กรที่ประกาศออกมาชัดเจนว่าดำเนินการไปเพื่อความสันติ แต่แนวทางการดำเนินการนั้นแสวงหาความแตกแยกให้แก่สังคมที่เคยอยู่กันมาอย่างสงบสุข

จนมาถึงบัดนี้แทนที่ประเทศในยุโรปต่างๆ จะได้รับความเป็นมิตรกลับคืนไป กาลกลับกลายเป็นว่า สันติได้ถูกดูดซับหายไปจากศาสนาที่ประกาศตัวว่าเป็นศาสนาเพื่อสันติ
บทความอุทาหรณ์จากบทเรียนที่เกิดขึ้นในประเทศยุโรป
เรื่อง  เสรีภาพแห่งความไม่เสมอภาค

การเรียกร้องขององค์กรมุสลิมเพื่อสันติที่สามารถสร้างประเด็นขัดแย้งขึ้นจนกลายเป็นปัญหากับสังคมในครั้งนี้เป็นกระบวนการที่เป็นปัญหาที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับการปกครองของหลายรัฐบาลในโลกนี้ไปเสียแล้ว
 " ผ้าสามเหลี่ยมผืนเดียวสามารถสร้างความหวาดเสียวไปทั้งโลก"


14 ความคิดเห็น:

  1. " ผ้าสามเหลี่ยมผืนเดียวสามารถสร้างความหวาดเสียวไปทั้งโลก"
    ิอิสลามยิ่งใหญ่จริงๆ

    ตอบลบ
  2. ความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก

    ตอบลบ
  3. http://www.muslimthai.com/mnet/imggallery/2009-03-15-22-00-35.jpg

    รูปพระเข้ามัสยิดโดย"ไม่ได้ถอดผ้าเหลือง"

    ตอบลบ
  4. “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” ผู้เขียนต้องกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า มุสลิมมีอยู่ในพื้นที่แหลมทองนี้นานแค่ไหน อาจจะก่อนที่ไทยจะอพยพมาจากเทือกเขาอัลไตน์เสียอีก

    ตอบลบ
  5. นิธิ เอียวศรีวงศ์

    ฮิญาบที่วัดหนองจอก

    ผมออกจะสะเทือนใจกับมติของมหาเถรสมาคมเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้ามมิให้นักเรียนวัดหนองจอกนุ่งฮิญาบ ไม่ใช่เพราะผมเป็นมุสลิม แต่เพราะผมเป็นชาวพุทธนี่แหละครับ ทำให้ผมคิดว่าผมคงนับถือพุทธคนละพุทธกับมหาเถร นั่นก็ยังไม่สู้เป็นไรเท่าไหร่นัก เพราะคงมีคนนับถือพุทธคนละพุทธกับผมอีกมาก และเราก็ควรเคารพความแตกต่างทางความเชื่อทั้งนั้น

    แต่มหาเถรมีอำนาจในมือ ทำให้มหาเถรดูจะสถาปนาตนเองเป็นตัวแทนชาวพุทธทั้งประเทศไทย ทัศนะที่คับแคบอย่างนี้จึงอาจถูกเข้าใจไปได้ว่า คือทัศนะของชาวพุทธไทยทุกคน

    ผมจึงขอประกาศไว้ก่อนเลยว่า มหาเถรไม่ใช่ตัวแทนของผม และคงไม่ใช่ของชาวพุทธอีกหลายคนในเมืองไทย

    มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1597

    ตอบลบ
  6. ไม่มีคอมเม้นไหนเห็นด้วยกับผู้เขียนเลยเหรอ?

    ตอบลบ
  7. หิญาบ, วัดหนองจอก, และมหาเถรสมาคม

    ในฐานะที่ผู้เขียนมีต้นสกุลมาจากชาวไทยพุทธ จึงขอมีส่วนในการชี้แจงประเด็นขัดแย้งเรื่องหิญาบกับโรงเรียนวัดหนองจอกซึ่งปฏิบัติตามระเบียบของมหาเถระ
    ก่อนอื่นขอเกริ่นให้ทราบและยอมรับความเป็นจริงว่าชาวไทยพุทธนั้นแต่ตั้งดั้งแต่เดิมก็มักถูกปลูกฝังมีความอนุรักษ์นิยม ยึดถือยึดมั่นในความเป็นชาติไทยและพุทธศาสนา ส่วนทัศนคติต่อศาสนาอิสลามนั้นก็จะมีทั้งคนประเภทที่อคติ ต่อต้าน และมีทั้งคนที่ไม่อคติ มีการรักษาสัมพันธไมตรีที่ดี ซึ่งปัจจุบันในยุคที่ผู้คนมีการศึกษาและมีอารยธรรมที่สูงขึ้น การอยู่ร่วมกันระหว่างคนหลากหลายศาสนาก็มีความปรองดอง และกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ จากการพยายามที่จะเข้าถึงและเข้าใจ
    ส่วนกลุ่มคนที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความปรองดองในสังคมนั้นมีอยู่ 2 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งกลุ่มแรกก็คือกลุ่มก่อความไม่สงบที่พยายามสร้างสถานการณ์ยั่วยุให้เกิดความบาดหมางระหว่างศาสนา พยายามให้มุสลิมเกิดความชิงชัง เหมารวมว่าชาวพุทธทั้งหมดคือศัตรู และอีกกลุ่มก็คือชาวไทยพุทธกลุ่มเล็กๆที่พยายามรณรงค์ให้คนในสังคมต่อต้านชาวมุสลิมและศาสนาอิสลาม โดยมีการให้ร้ายป้ายสี ทางสื่อต่างๆไม่ว่าจะอินเตอร์เน็ต (เว็บไซท์และฟอร์เวิร์ดเมล์) วิทยุ และหนังสือ

    ตอบลบ
  8. มักใช้ถ้อยคำในการปลุกระดมในลักษณะว่า ให้คอยเฝ้าดู ให้คอยสอดส่องจับตาดูพฤติกรรมมุสลิมในเมืองไทยว่ามีแนวคิดรุนแรง มีความมุ่งร้ายต่อบ้านเมืองหรือไม่... เป้าหมายคือเพื่อให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งดูๆแล้วมันจะเป็นการทำให้จิตเกิดทุกข์เสียเปล่าๆ นอกจากนั้นแล้วก็ยังเป็นการก่อบาปไปเรื่อยๆข้อหากล่าวใส่ร้ายโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นการเหมารวมว่ามุสลิมทั้งหมดคือพวกก่อการร้ายแยกดินแดน มุ่งร้ายต่อแผ่นดินไทย... สืบเนื่องจากคนเหล่านี้ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับสังคมมุสลิมอย่างแท้จริง เพราะจริงๆแล้วมุสลิมส่วนมากก็ไม่ใช่แขกบ้านแขกเมืองมาจากไหน ก็เป็นผู้ที่อยู่แดนสยามนี้มายาวนานแต่โบราณเช่นเดียวกัน ชีวิตความเป็นอยู่ อุปนิสัย แนวคิดของชาวไทยมุสลิมก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนไทยศาสนาอื่นๆ จะต่างกันก็เรื่องความเชื่อและหลักปฏิบัติทางศาสนาในชีวิตประจำวันเท่านั้น
    แต่สำหรับกรณีความขัดแย้งเรื่องหิญาบกับวัดหนองจอกนั้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าไม่ได้เกิดจากกลุ่มคนที่ต่อต้านศาสนาอิสลาม เพราะทางโรงเรียนวัดหนองจอกและมหาเถระอนุญาตให้ครูมุสลิมสวมหิญาบได้ นั่นก็หมายความว่าไม่ได้ต่อต้านหิญาบของศาสนาอิสลาม และชาวไทยพุทธย่านหนองจอกนั้นก็ย่อมที่จะได้รู้จักใกล้ชิดกับมุสลิมเป็นอย่างดี
    กระนั้นก็ตามการที่กฎของมหาเถระอนุญาตให้เฉพาะครูที่สวมหิญาบได้เพราะเป็นระเบียบกระทรวงการศึกษา แต่ไม่อนุญาตให้นักเรียมสวม ข้อนี้ก็ถือเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อกฎกติกาบ้านเมือง เพราะระเบียบกระทรวงการศึกษาก็มีว่าด้วยเรื่องยูนิฟอร์มของนักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลามด้วยเช่นกัน
    มักมีการอ้างว่าทำนองว่าอยู่ที่ไหนก็ต้องปฏิบัติตามกฎกติกามารยาทของบ้านเมืองนั้น ในบทความทางเว็บไซท์เรื่อง “เมื่อหิญาบระรานวัด” ของผู้ที่ใช้ชื่อว่า “พระจอม” ได้อ้างสำนวนไทยว่า “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” แต่ทางโรงเรียนวัดหนองจอกและมหาเถระกับทำขัดกับกฎกติกามารยาทของบ้านเมือง
    ซึ่งในรัฐธรรมนูญบอกว่าประชาชนมีสิทธิที่จะปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนาของตน ฉะนั้นเราจะเห็นได้จากตัวอย่าง ระเบียบของนักเรียน รด. ว่าต้องมีการสวมหมวกที่มีตราสัญลักษณ์ แต่สำหรับนักเรียนที่นับถือศาสนา

    ตอบลบ
  9. ซิกข์ (ซึ่งตามหลักศาสนาต้องโพกศีรษะ) ก็เป็นข้อยกเว้นว่าไม่ต้องสวมหมวก แต่ให้ติดตราไปที่ผ้าโพกศีรษะแทน นั่นก็เพราะว่าระเบียบการของรักษาดินแดนจะขัดกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่ ก็เช่นเดียวกันกับตัวอย่างของกฎจราจร ซึ่งผู้ขี่มอเตอร์ไซค์นั้นจะต้องสวมหมวกกันน็อค แต่ตำรวจจราจรจะมีข้อยกเว้นให้สำหรับชาวซิกข์ที่โพกศีรษะ หรือมุสลิมที่โพกศีรษะหรือคลุมหิญาบตามความเชื่อ
    อย่าไปอ้างว่าศาสนิกนั้นๆไปบังคับให้ผู้อื่นตามตัวเอง เพราะกฎหมายบ้านเมืองรองรับไว้อย่างนี้ และอย่าไปอ้างว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม มาดูตรรกะง่ายๆ ยกตัวอย่าง พระสงฆ์ธรรมยุทธ จะไม่สวมรองเท้า แต่สมมุติว่าบางสถานที่มีกฎว่าห้ามถอดรองเท้าเข้า และหลายๆสถานที่มีกฎให้สวมรองเท้าหุ้มส้นด้วยซ้ำไป แบบนี้ถามว่าพระสงฆ์ธรรมยุทธจะต้องหลิ่วตาตามด้วยหรือเปล่า... บางครั้งพระสงฆ์ก็ต้องเข้าห้าง เข้าร้านหนังสือ พระสงฆ์ที่เดินทางข้ามประเทศ ก็ต้องเข้าสนามบิน หรืออาจต้องเข้าโรงแรม ขอยกตัวอย่างพระสงฆ์ทุกคณะเลยแล้วกัน ว่าจะต้องห่มจีวร เป็นหลักการของศาสนา แล้วสมมุติว่ามีสถานที่หนึ่งมีกฎว่าต้องสวมเสื้อมีปกและกางเกงขายาว ถามว่าพระสงฆ์ไม่ต้องเปลี่ยนชุดเลยหรือ... เปล่าเลย จริงๆสถานที่เหล่านั้นต้องมีข้อยกเว้นสำหรับสงฆ์ต่างหาก
    นี่ผู้เขียนยังไม่ได้อ้างถึงประเด็นว่าแผ่นดินทั้งจักรวาลนี้เป็นของพระเจ้า ฉะนั้นมนุษย์ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพระเจ้า เนื่องจากทางชาวพุทธไม่ได้เชื่อเรื่องนี้ ผู้เขียนจึงคุยอยู่บนมาตรฐานกฎกติกาที่ตรงกันนั่นก็คือกฎหมายบ้านเมือง ทางมหาเถระจะไปตั้งกฎระเบียบที่ขัดแย้งกับระเบียบกระทรวงศึกษาไม่ได้ และกฎหมายลูกทั้งหมด รวมถึงกฎระเบียบทั้งหมดก็จะขัดกับรัฐธรรมนูญไม่ได้เช่นกัน ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องตีความให้สอดคล้องกัน สำหรับองค์กรสถาบันต่างๆ สมาคมต่างๆก็ต้องปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญด้วย

    ตอบลบ
  10. น่าแปลกจริงๆว่าเหตุผลหนึ่งที่ห้ามนักเรียนคลุมหิญาบก็เพราะว่า “กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงาม” ข้อนี้จริงๆน่าจะเป็นเรื่องของการห้ามนักเรียนที่แต่งตัวโป๊ เพราะกระทบต่อศีลธรรมในด้านเพศอย่างแน่นอน หรือนักเรียนแต่งตัวแฟชั่น ทำผมทรงแปลกประหลาด เหล่านี้ก็เป็นความไม่เรียบร้อย แต่สำหรับหิญาบนี่งงจริงๆว่ามีโทษตรงไหน... ทั้งๆที่มันเป็นการปกปิดส่วนที่เย้ายวนทั้งหมดของผู้หญิง ดีเสียอีกจะได้ไม่เป็นการกระตุ้นอารมณ์รักอารมณ์ใคร่ กิเลสของนักเรียนชาย
    ประการสุดท้ายโปรดอย่าได้อ้างว่ามีตัวอย่างคนที่ไม่คลุมหิญาบมากมาย “มีนักเรียนหลายคนก็จบไปไม่คลุมหิญาบก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร...” ปัญหากับโรงเรียนไม่มีแน่เพราะปฏิบัติตามกฎ แต่คำพูดลักษณะนี้ก็เหมือนกับเราพูดว่า “ศาสนาพุทธห้ามกินเหล้า แต่เห็นคนพุทธกินเหล้ากันเยอะก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร” ก็จริงอยู่หละ กินอยู่ในบ้าน ไม่ให้เมา เมาก็ไม่ขับ ไม่ยุ่งใคร ก็ไม่มีปัญหาโผล่มาให้เห็น แต่เจ้าตัวไม่รู้หละว่าจะเจอผลกรรมอย่างไรบ้างในภายภาคหน้า ใครจะบวช ใครไม่บวช ใครจะเล่นพนันกินเหล้า นั่นเป็นเรื่องการเลือกทางของแต่ละคน แต่ไม่ใช่ว่าสิ่งที่คนทำกันนั้นคือคำสอนของศาสนา เช่นเดียวกัน หลักการศาสนาอิสลามไม่ได้ดูที่ว่า ใครเขาทำกันหรือไม่... กฎบัญญัติมีอยู่แล้ว ใครจะปฏิบัติตามหรือไม่อย่างไรนั่นก็เป็นเรื่องของแต่ละคน ส่วนคนที่ต้องการจะปฏิบัติตามหลักการศาสนา จะไปบังคับให้เขาทำอย่างคนอื่นไม่ได้ ไม่ว่าพระสงฆ์อยู่ส่วนไหนของโลก ก็ต้องห่มจีวร ปลงผม ไม่ใช่ว่าพอไปบ้านเมืองที่แต่งตัวโป๊ก็ต้องโป๊ตาม หรือไปบ้านเมืองที่ใส่สูทผูกไทก็ต้องทำตาม เช่นเดียวกันมุสลิมจะเป็นคนเชื้อชาติใดๆ เกิดที่ประเทศใดๆ หากศรัทธาในอิสลามก็ต้องปฏิบัติตามหลักศาสนา

    โดย ผู้สืบทอดตระกูล โสภณวสุ

    ตอบลบ
  11. ผ้าคลุมฮิญาบ ทำลายศาสนาพุทธตรงไหน?

    ตอบลบ
  12. ไม่ระบุชื่อ18 มิถุนายน 2554 13:13

    งง กับไอเวบนี่ว่ะ

    ตอบลบ
  13. ผู้เขียนนั้นได้แสดงความเขลาอย่างชัดแจ้ง นั่นก็คือเขียนโดยไม่มีความรู้โดยแท้จริง ถ้าไม่รู้แล้วก็อย่าเขียนดีกว่า เพราะมันกลายเป็นโง่แล้วอวดรู้

    ตอบลบ
  14. ผลจากการกีดกั้นการคลุมฮิญาบในวัดหนองจอก
    http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=qVs2MPA3ba8

    ตอบลบ