วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

เครือข่ายพุทธฯ ร้อง กมธ.ระบุคำว่า “ศาสนาพุทธ” ในบัตรประชาชน


กรุงเทพฯ 7 มี.ค.- นายกสมาคมพุทธศาสน์สัมพันธ์ร้องกรรมาธิการ ระบุคำว่า “ศาสนาพุทธ” ในบัตรประชาชนของผู้นับถือศาสนาพุทธ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ชาวพุทธและสามารถตรวจสอบจำนวนผู้นับถือได้ ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของ พศ. ก่อนเสนอเข้าสู่ มส.พิจารณาต่อไป
นายอดิศักดิ์ วรรณสิน นายกสมาคมพุทธศาสน์สัมพันธ์ กล่าวเรียกร้องให้มีการนำคำว่า “ศาสนาพุทธ”กลับมาใส่ในบัตรประจำตัวประชาชนของผู้นับถือศาสนาพุทธอีกครั้ง หลังจากศึกษาในอดีตพบว่า เคยมีการระบุคำดังกล่าวไว้ แต่ต่อมามีการตัดออก โดยการระบุให้ชัดเจนว่าคือชาวพุทธนับถือศาสนาพุทธ เป็นการบ่งบอกสัญลักษณ์บุคคลและสร้างอัตลักษณ์ให้ชาวพุทธ ที่สำคัญจะได้สำรวจจำนวนผู้นับถือศาสนาพุทธในประเทศไทยที่ชัดเจนได้ ทั้งนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมาคมฯ ได้ทำหนังสือถึงประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนา ในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร แล้ว และขณะนี้เรื่องไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อยู่ระหว่างการพิจารณา ขั้นตอนต่อไป พศ. จะเสนอเข้าที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่าควรจะเร่งดำเนินการ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา แต่สำหรับศาสนาอื่น ๆ  ตนไม่กล้าเข้าไปก้าวล่วง
ด้านนายสมเกียรติ์ ศรลัมพ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว และทำหนังสือถึงนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการ พศ.แล้วเพื่อพิจารณาเสนอที่ประชุม มส.ซึ่งเรื่องนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนาฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้นำกรณีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2554) ออกตามความใน พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ลงนามโดยนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 16 ก.พ. 2554 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2554 เข้าบรรจุเป็นวาระแรกของการประชุม
นายสมเกียรติ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมฯ พิจารณาประกาศกฎกระทรวงดังกล่าว โดยเฉพาะข้อ 5 ที่กำหนดให้มีรายละเอียดของรายการในบัตรระบุใน (10) รายการศาสนาหรือนิกายของศาสนาหรือลัทธินิยมในทางศาสนาของผู้ถือบัตรโดยจะมีหรือไม่ก็ได้ ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความกลัวของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกกฎกระทรวงที่ไม่กล้าแม้จะระบุให้ชัดเจนลงไปว่า ผู้ถือบัตรนับถือศาสนา นิกายหรือลัทธิทางความเชื่อใด ซึ่งการระบุว่าใครนับถือศาสนาใดล้วนแต่เป็นประโยชน์ของแต่ละศาสนาทั้งสิ้น โดยเฉพาะสถิติการลดลงหรือเพิ่มขึ้นของศาสนิกชนในแต่ละศาสนา การทำสถิติตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ  การที่ทางราชการหรือผู้อื่นจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติของศาสนานั้น ๆ ล้วนแต่เป็นผลดีและเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น ดังนั้น การกำหนดให้มีการระบุการนับถือศาสนาหรือไม่ก็ได้เช่นนี้ อาจเปิดทางให้มีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่
“กฎกระทรวงฉบับนี้ต้องเกิดปัญหาตามมาแน่นอน ที่ผ่านมาการจัดสรรงบฯ อุดหนุนด้านศาสนาของรัฐบาลก็เกิดปัญหาเรื่องการอ้างจำนวนศาสนิกที่ไม่ตรงกับความจริง จึงมีการให้งบอุดหนุนที่เหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ศาสนาไหน ๆ ก็อ้างได้ว่าจำนวนศาสนิกของตนมีจำนวนเท่าใด คณะสงฆ์ไทยเองก็ยังคำนวณตัวเลขไม่ได้ว่าพระสงฆ์สามเณรปัจจุบันมีเท่าใด และผู้นับถือศาสนาพุทธมีเท่าใด เพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้าลดลงมากทางคณะสงฆ์ควรมีมาตรการรองรับอย่างไร หลังจากได้ข้อยุติจากที่ประชุมแล้ว จะทำเรื่องเสนอ มส.เพื่อโปรดทราบว่าสมควรต้องแก้กฎกระทรวงฉบับนี้หรือไม่ ถ้าอนุโมทนาก็รับ หรือถ้าเห็นว่าข้อกำหนดอย่างนี้ดีแล้วทางเราก็รับได้เช่นกัน” ประธานคณะอนุ กมธ.กิจการพระพุทธศาสนา กล่าว
ที่มา : สำนักข่าวไทย
 07 มี.ค. 2554 http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/178203.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น