วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

ไฟใต้เผาผลาญศาสนา



















อย่า!" ให้ไฟใต้เผาผลาญศาสนา เสียงครวญจาก...พรศรีมหาโพธิ์ 
และ พระ จ.ปัตตาะวัดนี

คมชัดลึก : การออกบิณฑบาตของพระภิกษุสงฆ์ โดยมีสาธุชนมารอทำบุญทันที
ที่ดวงอาทิตย์เริ่มสาดแสงสีทองตรงขอบฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศของพี่น้องมุสลิม
อีกกลุ่มที่ออกมารวมตัวจิบน้ำชายามเช้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ตอกย้ำความเป็นสังคม
พหุวัฒนธรรมของพื้นที่แห่งนี้ และเป็นภาพหนึ่งที่งดงามคู่กับชุมชนกลางเมือง
โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี นับแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน













แต่หลังจากเหตุการณ์ในรุ่งเช้าเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ที่ผ่านมา ทันทีที่คนร้ายเล็ง
ปากกระบอกปืนก่อนเหนี่ยวไกลั่นกระสุนใส่ “บรรพชิต” ที่กำลังปฏิบัติตาม
วัตรของสงฆ์ด้วยการรับบิณฑบาตจากญาติโยมกลางเมืองโคกโพธิ์ 
จนเป็นเหตุให้ พระอภิไชย สีลเตโช มรณภาพ ส่วน สามเณรสกณธ์ เสมสันต์ 
วัดศรีมหาโพธิ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นเดียวกับ พระสุชาติ อินทันแก้ว 
วัดปุราณประดิษฐ์ ที่อาการเข้าขั้นโคม่า ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา 
เคยเกิดเหตุเศร้าสลดในเหตุการณ์ฆ่าและเผาพระวัดพรหมประสิทธิ์ มาแล้ว
พระครูโสภิตโพธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีมหาโพธิ์ จ.ปัตตานี สะท้อน
ความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดกับ พระอภิไชย สีลเตโช กับสามเณร
สกณธ์ เสมสันต์ ว่า ถือเป็นความรุนแรงที่สร้างความสูญเสียครั้งแรก
และรุนแรงที่สุดที่ปรากฏกับพระภิกษุใน อ.โคกโพธิ์ โดยเฉพาะ
วัดศรีมหาโพธิ์แห่งนี้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พระภิกษุสงฆ์ในวัดแห่งนี้
อยู่ร่วมกับชุมชนชนิดเป็นเนื้อเดียวกัน จึงไม่เชื่อว่าวันนี้จะมีคนคิดร้าย
กับผู้ครองตนอยู่ในผ้าเหลือง ที่มุ่งมั่นปฏิบัติศาสนกิจเพื่อสาธุชน
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

ทุกๆ เช้า พระอภิไชย จะเป็นผู้ทำหน้าที่นำพระใหม่สวดมนต์ รวมไปถึง
กิจวัตรปฏิบัติทั้งทำวัตรเช้าและเย็น ไม่เคยขาดตกบกพร่องแม้แต่ครั้งเดียว 
จนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่พระบวชใหม่ภายในวัด ทั้งๆ ที่พระอภิไชย
บวชเรียนได้ ๒ พรรษาเท่านั้น

"อย่างไรก็ตาม แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะบั่นทอนความรู้สึกมากเพียงใด 
แต่พระที่วัดแห่งนี้ ซึ่งมีอยู่จำนวน ๑๗ รูป สามเณร ๑ รูป โดยทั้งหมด
ยังคงยืนยันจะยืนหยัดปฏิบัติศาสนกิจบิณฑบาตตามปกติ เพราะเป็น
กิจของสงฆ์ อีกทั้งหากมีญาติโยมมาคอยตักบาตรในทุกเช้า ก็จะต้อง
ออกไปรับบิณฑบาต เนื่องจากการออกบิณฑบาตเป็นกิจของสงฆ์ 
จึงขอฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลความปลอดภัย
ให้แก่พระภิกษุ สามเณร รวมไปถึงชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ อย่าให้
ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีได้ง่ายๆ” เจ้าอาวาสวัดศรีมหาโพธิ์ กล่าว



ด้าน พระมหาภูษิต ฐิตสิริ พระลูกวัดศรีมหาโพธิ์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เกิดขึ้น
เป็นเรื่องที่ฝ่ายบ้านเมืองจะต้องทบทวนและคิดพินิจพิเคราะห์หาจุดอ่อน
ให้ได้ว่าอยู่ตรงไหน เพราะความสูญเสียมิใช่เพิ่งปรากฏเป็นครั้งแรก 
เพราะนับแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมามี “สมณเพศ” ใน จ.ปัตตานี ยะลา 
และนราธิวาส ตกเป็นเหยื่อและสังเวยความรุนแรงมาแล้วหลายราย 
ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องจริงจังในการแก้ไขปัญหา อย่าให้เป็นเพียง
แค่ปรากฏการณ์ “ไฟไหม้ฟาง” จากนั้นทุกอย่างก็กลับสู่อีหรอบเดิม
ส่วน พระเลิศศักดิ์ โชติปัญโญ พระลูกวัดศรีมหาโพธิ์ ซึ่งมีความสนิทสนม
กับพระอภิไชย สีลเตโช บอกว่า นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญในวงการ
สงฆ์ปัตตานี เนื่องจากพระรูปนี้ มีความตั้งใจศึกษาพระธรรม และรับใช้
พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เพราะนับแต่บวชเรียนมา ๒ พรรษา 
ได้รับการยกย่องจากพระในวัดว่า เป็นผู้ที่มีวัตรปฏิบัติงดงาม ทั้งสวดมนต์
ไม่เคยขาด ออกบิณฑบาตทุกวัน รวมไปถึงช่วยสอนสามเณรให้ท่องตำราธรรม 
ศึกษาพุทธประวัติ ด้วยมุ่งหวังจะช่วยธำรงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนในดินแดนแห่งนี้

พระราชวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า วัดใน จ.ปัตตานี มีวัดกว่า 
๘๐ แห่ง ส่วนใหญ่พระยังเดินบิณฑบาตตามปกติ เพราะเป็นกิจของสงฆ์ แต่ก็มี
บางวัดที่อยู่ชนบทไกล อาจจะอนุโลมไม่ต้องบิณฑบาตเพื่อความปลอดภัย 
จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลและทำหน้าที่
ดูแลความปลอดภัยให้เข้มข้นขึ้น เพื่ออย่างน้อยเป็นขวัญให้เหล่าบรรพชิต
มีกำลังใจปฏิบัติศาสนกิจในการรับบิณฑบาตจากเหล่าคฤหัสถ์

ด้าน พระครูศรีจริยาภรณ์ รองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้) กล่าวว่า 
ความรุนแรงที่คร่าชีวิตภิกษุสงฆ์ครั้งนี้นับเป็น “สัญญาณอันตราย” ที่ทุกฝ่าย
จะนิ่งนอนใจไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึกของคนในสังคมแห่งนี้ เนื่องจาก
การกระทำต่อเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างอุกฉกรรจ์ครั้งนี้ ได้สร้างความ
หวาดระแวง ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันของสังคมพหุวัฒนธรรมแห่งนี้
มากขึ้น หากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองยังไม่สามารถปิดช่องโหว่ และเร่งสมาน
รอยร้าวทางความรู้สึกให้ได้อย่างรวดเร็ว เชื่อว่าสถานการณ์ในพื้นที่จะเดิน
ไปสู่จุดที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก

 เสียงสะอื้นจากโยมแม่
























นางอารีย์ ภูบาลกระแส มารดาพระอภิไชย สีลเตโช บอกด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า 
ก่อนเกิดเหตุได้โทรศัพท์พูดคุยกัน ซึ่งพระอภิชัยได้สอบถามถึงอาการป่วยโรค
หืดหอบของแม่ จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเดินทางมาทำบุญที่วัดเนื่องในวัดพระ 
เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ที่ผ่านมาได้ เพราะปกติแล้วทุกวันพระจะเดินทางมาทำบุญ 
และสนทนาธรรมกับพระเป็นประจำทุกครั้ง พระอภิชัยบวชได้ ๒ พรรษา 
โดยมีความตั้งใจจะบวชเรียนศึกษาพระธรรมอุทิศกุศลให้แก่มารดาเป็นเวลา 
๕ พรรษา จากนั้นจะขอลาสิกขาเพื่อกลับมาช่วยแม่กรีดยาง

เช้าวันเกิดเหตุ แม่กำลังเก็บน้ำยางในสวน พอรู้ข่าว หัวใจแทบสลาย ไม่มีเรี่ยวแรง
จะเดิน จนล้มพับลงใต้โคนต้นยางทันที แม้จะเสียใจที่ต้องสูญเสียดวงใจอันเป็นที่รัก 
แต่ก็ภูมิใจที่พระอภิชัยทำหน้าที่ศาสนทายาทในดินแดนที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง
จนถึงนาทีสุดท้าย พร้อมกับอธิษฐานขอให้ดวงวิญญาณของพระอภิชัยไปสู่สุคติ 
และมีความสุขในสัมปรายภพ

ด้านนางนฤมล เสมสันต์ มารดา สามเณรสกณธ์ กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า 
สามเณรสกณต์สามารถสอบผ่านนักธรรมชั้นตรี และนักธรรมชั้นโท ขณะนี้
กำลังศึกษาที่ กศน.ปัตตานี มีกำหนดสอบในวันที่๑๒ มีนาคมนี้ โดยบอกกับ
ครอบครัวมาตลอดว่า จะตั้งใจเรียน ศึกษาพระธรรม และมุ่งมั่นจะครองตน
ในผ้าเหลืองเพื่อให้เป็นบุญกุศลของพ่อและเเม่ ก่อนเกิดเหตุได้โทรศัพท์พูดคุยกัน 
สามเณรบอกว่ามีอาการป่วยด้วยไข้หวัด แต่อาการดีขึ้นเเล้ว และตอนเช้า
จะออกปฏิบัติศาสนกิจของสงฆ์ตามปกติ โดยจะออกบิณฑบาตเหมือนทุกวัน 
เพราะตั้งแต่บวชเณรมาหลายปีไม่เคยขาดกิจบิณฑบาตเลยเเม้แต่ครั้งเดียว 
ไม่ว่าสถานการณ์ในพื้นที่จะเป็นอย่างไรก็ตาม

“ความรุนแรงที่คร่าชีวิตภิกษุสงฆ์ครั้งนี้นับเป็นสัญญาณอันตรายที่ทุกฝ่าย
จะนิ่งนอนใจไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึกของคนในสังคมแห่งนี้ เนื่องจาก
การกระทำต่อเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์”

เรื่อง... "สุพิชฌาย์ รัตนะ"
ภาพ... "จรูญ ทองนวล"
ที่มา : นสพ.คมชัดลึก
วันที่ ๑๗ มี.ค. ๒๕๕๔http://www.komchadluek.net/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น