วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

กฎหมายใหม่ที่อ้างคำสอนของอิสลามออกแล้วจ้า

ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า "กฎหมายใหม่สำหรับสังคมไทยที่อ้างคำสอนศาสนาอิสลาม" ออกมากี่ฉบับแล้วก็ไม่ทราบจริงๆ
พระคุณเจ้าท่านอาจจะทราบ หรือนักกฎหมายหรือสมาชิกรัฐสภาก็ต้องทราบ เพราะมันต้องผ่านสภา
คือให้ศาสนิกอิสลามที่รับราชการสามารถแต่งกายตามหลักคำสอนได้ ได้ฟังจากรายการของท่านพลตรีทองขาว พ่วงรอดพันธ์เมื่อคืนนี้จ้า....
ที่รัฐอาเจะห์ รัฐบาลอินโดนิเซียกำลังกลุ้มใจมาก ทั้งๆ ที่เป็นมุสลิมซะส่วนใหญ่ ยังไม่พอใจ เพื่อนเล่นออกกฎหมายอิสลามห้ามหญิงมีชู้ มิฉะนั้นจะโดนขว้างด้วยก้อนหิน..
แหมคนไทยนะ ฟรีเซ็กซ์มากเลย หญิงก็มีชู้ได้ ชายก็ยิ่งมีมากกว่า..
ถ้ากฎหมายนี้ออกมา คนไทยพุทธไม่ยอมแน่นอน.. เรื่องอื่นๆ ยอมได้ทุกเรื่อง
คนไทยพุทธไม่มีแผ่นดินจะอยู่ใน ๓ จ.ภาคใต้ เราก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวเลยยย ในไม่ช้าเขาก็คงจะขอ "ศาลอิสลาม" ละจ๊ะ
เอาข่าวแบบละเอียดหน่อยดีกว่า ก็ลอกเขามาค่ะ จากนิตยสารต่างๆ เพราะทุกคนไม่สามารถจะอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารหรือวารสารต่างๆ ได้ครบหมด
จาก "แพรว" ฉบับที่ ๗๒๓ วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๒๒ จำนวน ๒ ข่าว จาก "เก็บจากข่าว" ขึ้นต้นด้วยหัวข้อ "กฎหมายย้อนยุค" เมื่อเร็วๆ นี้ ที่อาเจะห์ ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองพิเศษในอินโดนิเซีย ได้ผ่านกฎหมายอิสลามแสนเคร่งครัดออกมา ทำให้กลุ่มสิทธิมนุษยชนในอินโดนิเซียไม่อาจจอยู่เป็นสุขได้
กฎหมายที่ว่านี้ มีสาระว่า ให้ลงโทษประหารชีวิตด้วยการปาหินเข้าใส่จนตายสำหรับผู้ลักลอบไปคบชู้สู่ชาย กับคนอื่นที่ไม่ใช่สามีภรรยาตน และหากว่าเป็นคนโสด แต่ไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคนอื่น โทษก็จะเบาลงมาหน่อยคือถูกโบย ๑๐๐ ที
กลุ่มสิทธิมนุษยชนในอินโดนิเซียมองว่า การลงโทษลักษณะนี้เป็นการลงโทษที่โหดร้าย ป่าเถื่อนและเหยียดย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติล้าหลัง เหมือนกับไปสู่ยุคโบราณหลายร้อยปี จึงออกโรงมาเพื่อต้องการให้รัฐบาลช่วยยับยั้ง
เจ้าของคอลัมน์นี้เขาแสดงความเห็นว่า "ใครผิดก็น่าจะว่ากันไปตามผิด แต่ป่าหินใส่จนตายนี่ออกจะเกินเลยไปหน่อยนะ"
กลุ่มมนุษยชนในอินโดนิเซียนี้เป็นกลุ่มศาสนาใดเพราะเป็นมุสลิมมากที่สุด ต่อมาก็คริสต์ ฮินดูและพุทธด้วย.. กฎนี้เป็นกฎของคนบ้าศาสนาหรือกฎของพระอัลเลาะห์กันแน่ ..ท่านนบี โมฮัมหมัดท่านก็อยู่บนสวรรค์เรียบร้อยแล้ว ท่านไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นแล้วละ... "แว่นสีฟ้า" เป็นคนโสด แก่แล้วก็ยังอยากจะมีอะไร "กุ๊กกิ๊ก" บ้างอันเนื่องจากรักษาศีล ๕ ก็ยังยาก...มีหวังถูกตีไม่ทันถึง ๑๐๐ ทีก็ตายแหงแก๋ แล้วละก็พอๆ กับถูกปาหินใส่นั่นแหละ ทางพุทธศาสนาก็ "ห้ามฆ่าสัตว์" ผู้กระทำจะเป็นใครก็ตาม รวมทั้งผู้พิพากษาด้วย คือปาหินใส่และโบยเขา ก็ผิดศีล ข้อ ๑ ถ้าเขาตายเพราะโบยนั้น" พาลงสู่อบายภูมิทั้งสิ้นทั้งปวง
เรื่อง ที่ ๒ นี้จากคอลัมน์ Live Stories "แว่นสีฟ้า" ขอบอกว่าเป็นเรื่องของ "คนในอยากออก" คงต้องสู้กันอีกหลายๆๆๆๆ ยก... หากพลิกประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิมในหลายประเทศ จะพบว่า สิทธิของสตรีถูกจำกัด ลิดรอนอย่างไม่เป็นธรรมมาตลอด แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ นี้ ผู้หญิงมุสลิมหลายคนได้ทะลายกำแพงนั้นออกมาและเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทั่วโลก
"ซีลีน อิบาดิ (Shirin Ebadi) คือคนหนึ่งในจำนวนนั้น เธอเป็นเจ้าของรางวัลต่างๆ มากมาย รวมทั้งเป็นชาวอิหร่านและเป็นผู้หญิงมุสลิมคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในปี ค.ศ.๒๐๐๓ โดยก่อนหน้านี้เธอดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหญิงคนแรกของอิหร่าน
แต่ถูกกลั่นแกล้งโดยกลุ่มปฎิวัติอิสลามที่ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเป็นผู้พิพากษา ซีรินจึงเปิดสำนักงานของตัวเองซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอใช้เป็นฐานต่อสู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงมุสลิมอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หวาดหวั่นต่อการข่มขู่ทำร้ายแต่อย่างใด
หลังจากซีรีนได้รับรางวัลโนเบล กระแสเรื่องพลังของผู้หญิงมุสลิมถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเดือนกันยายนปีนี้ ที่รัฐสภาของประเทศอิหร่านประกาศลงมติรับรองให้ "มาซิเยห์ วาฮิด ดาสต์เจอร์ดี" (Marzieh Vahid Dastjerdi) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศที่ได้เป็นรัฐมนตรี นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญของผู้หญิงมุสลิมทั่วโลก ถึงแม้ว่า ในความเป็นจริง พวกเธอยังต้องใช้เวลาอีกพอควรในการฝ่าด่านความเชื่อที่ถูกสะสมมายาวนาน แต่ถึงวันนี้ ผู้หญิงหลายคนได้พิสูจน์แล้วว่า "เธอมีความสามารถเก่งกล้าไม่แพ้เอกบุรุษ"
แล้วผู้หญิงมุสลิมในประเทศไทยละคะ "อยากออก หรืออยากเข้า"... ถ้า "อยากเข้า" ก็อ่านเรื่องที่หนึ่งหลายๆ ครั้ง... ฝันนี้เป็นจริงแน่นอน ดิฉันเชื่อว่าพวกเขาต้องการ "ศาลอิสลาม" ใน ๓ จังหวัดภาคใต้ก่อน และจะเขยิบต่อไปเมื่อระบบการเมืองเข้าข้างพวกเขา อย่าคิดเลยว่าพวกเขาอยู่เฉยๆ เขาวางแผนไว้มากมายหลายประการ... แต่ถ้าอยากออก ก็ต้องดูตัวอย่างของ "ชีริน อีบาดิ" ... สมองอยู่ในหัวของเรา เอาไปฝากให้คนอื่นคิดทำไม... คิดเองได้นี่คะ
ข่าวนี้เป็นเรื่องราวต่อเนื่องของนักต่อสู้หญิงชาวอิหร่านที่ชื่อ นางซิรีน อีบาดิ ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ ๒๘ พ.ย. ๒๕๕๒ หน้าที่ ๒ "สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ ๒๗ พ.ย.ศกนี้ ระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลอิหร่านนำกำลังบุกค้นสำนักงานทนายความของนางซีรีน เอบาดิ (ไทยรัฐ พิมพ์ "เอบาดิ") ทนายความหญิงชาวอิหร่านซึ่งเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยผู้ได้รับรางวัลโนเบล และรางวัลเกียรติยศต่างๆ ไปด้วย ทั้งยังอายัดทรัพย์สินในบัญชีธนาคารและเงินบำนาญ รวมถึงยึดอพาร์ตเมนต์ของเอบาดิและญาติพี่น้อง โดยอ้างว่าเป็นการเก็บภาษีย้อนหลังที่เอบาดิได้รับเงินรางวัลจากสถาบันโนเบล - เหตุผลดีจังเลย เหมือนกับ "นักแบ่งแยกดินแดน ๓ จังหวัดภาคใต้" จัง ขอแยกเป็น "รัฐปัตตานี" แบบเนียนๆ "ไม่รู้ว่าใครเลียนแบบใคร" (ฮิๆๆ -แว่นสีฟ้า ฮิๆๆเองค่ะ)
ด้านเอบาดิระบุว่า ตามกฎหมายอิหร่าน เงินรางวัลเกียรติยศที่ได้รับ ถือเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี และข้อกล่าวหาของรัฐบาลอิหร่านเป็นเรื่องโกหก เพราะรัฐบาลต้องการจะกวาดล้างผู้ต่อต้านการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเท่านั้น ทั้งยังมีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า สามีของเอบาดิถูกจับตัวไปคุมขังที่เรือนจำในกรุงเตหะรานโดยไม่มีผู้ใดทราบชะตากรรม ขณะนี้เอบาดิเดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่ ๑๒ เม.ย. เพื่อร่วมประชุมเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และยังมิได้เดินทางกลับไปยังอิหร่านอีกเลย
ขอแสดงความคิดเห็นว่า นี่แสดงว่าผู้ชายชาวอิหร่านผู้เป็นสามีของเอบาดีต้องเป็นคนดี (มีศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรม - ศาสนาอื่นๆไม่มีเรื่อง "ศีลธรรม"ค่ะ) มีความเป็นนักต่อสู้เพื่อชีวิตเช่นเดียวกับภริยา จึงยอมให้ภริยาทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิทธิมนุษยธรรมได้ น่าสรรเสริญ...งานนี้ "สู้ๆๆๆ อย่างเดียวนะ เอบาดิที่รักยิ่ง" ขอเป็นกำลังใจ.. ใครจะมาร่วมเป็นกำลังใจกับ นางเอบาดิ ก็ขอเชิญ
เคยได้เข้าไปเว็บศาสนาหลายๆ เว็บ คนพุทธก็มีที่ไม่เชื่อเรื่อง "นรกและสวรรค์" บางคนท้าทายว่า "ไหน นรกเป็นอย่างไร"
วันนี้มีคำตอบ จากหนังสือ คู่สร้างคู่สม" ดูแล้วดูเล่าเฝ้าแต่ดู มันเหมือน "นรกและสวรรค์" จริงๆ
หน้าที่ ๘๒ และหน้าที่ ๘๔ ก็ต้องบอกว่าต้องรีบไปซื้อหามาอ่านและมาดูซะ เพราะหนังสือนี้ขายดีมาก ขายทั่วโลกเลยล่ะ รายการทางทีวีก็และก็ประสบความสำเร็จทุกรายการ เป็นคนที่มองเรื่องศาสนาเป็นสากล ไม่คิดอกุศลกับศาสนาไหนทั้งสิ้น
เลยเล่นเอาเจ้าของก็ "รวยแล้วรวยอีก" ไม่ต้องมารองบประมาณรัฐบาลเพื่อความกินดีอยู่ดีเลยสักนิดเดียว ภาษีก็เสียเต็มเม็ดเต็มหน่วย ข้อสำคัญเป็นคนรัก "ภาษาไทย" ซะด้วย...ฉบับปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๖๕๙ วันที่ ๑๐-๒๐ ธ.ค. ๒๕๕๒ เจ้าของเป็นไทยมุสลิมที่มีชื่อเสียง มีคุณธรรมและจริยธรรม คือนายดำรง พุฒตาล ค่ะ และพาดหน้าปกตัวใหญ่ว่า "มุสลิมไทย ช็อค เมื่อหลงเข้าไปในดงราตรีของมุสลิมปากีสถาน ที่การาจี ว้าว....
ไอ้ดงราตรีแบบนี้ล่ะ ที่พี่น้องชาวพุทธเราเอาไปทำเป็นแหล่งบันเทิงเริงรมย์เพื่อรับนักท่องเที่ยว ต่างชาติทางภาคใต้ แล้วเพื่อนเจ้าของถิ่นเขาไม่ยอมรับ ถือว่าผิดหลักศาสนา (ก็ด้วยเหตุผลนี้ด้วย) เลยจะขอเอาแผ่นดินคืนให้เป็นดินแดนของศาสนาของเขาซะ..."ความดี ความชั่วมันอยู่ปะปนกันในทุกสังคมในโลกนี้เพื่อเป็นบทเรียนให้มนุษย์ได้คิด พิจารณาได้ว่าความดีคืออะไร ชั่วเป็นอย่างไร ต่างหาก"
หมายเหตุ หลายๆ ท่านคงได้อ่านข้อความเดิมบ้างแล้ว ดิฉันพิจารณาว่าขอไม่ระบุเรื่องชื่อของศาสนาดีกว่า เพราะคนเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ก็มีและก็ไม่เชื่อก็มี คนที่เขาเชื่อเรื่อง "ตายแล้วเกิด นับภพนับชาติไม่ถ้วน" ก็มีและก็ไม่เชื่อก็มี เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล "กรรมใคร กรรมมัน วัวของใครก็เข้าคนนั้น"
ก๊อปมาแบ่งกันอ่าน จาก http://newweb.bpct.org/component/option,com_fireboard/Itemid,427/func,vi...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น