วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

แยกดินแดนไม่ใช่เรื่องแปลกตราบที่..

มีคนถามผมเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และก็นั่งคุยกันในวงอาหารเย็น บทสรุปของการคุยกันในมื้อนั้นคือ เขารวบยอดความเห็นถึงโจรแบ่งแยกดินแดนว่า “ไอ้พวกบ้า”
จริงๆ มันก็บ้ากันหลายจำพวกนะครับ ถ้าแบบโจรนั่นเรียกพวกบ้า คือ คลั่งชาติ คลั่งชาติพันธุ์ ผมก็มีตัวอย่างพวกบ้าทำนองนั้นอีกเยอะ ....... (พวกนี้ปล่อยให้ง่าวต่อไป)
อาการบ้า ที่หมายถึงคลั่งที่ผมพูดถึงมันมีกันหลายระดับนะครับ อย่างย่อม ๆ ก็คลั่งสถาบัน ก่อนนี้ก็เป็นข่าวอยู่ครึกๆ ตีกัน ยิงกัน คนไม่เกี่ยวตาย หรืออีกพวกพอถึงฤดูรับน้องใหม่เป็นต้องบ้า วิญญาณรักสถาบันและผีรุ่นพี่เข้าสิง รักสถาบันรักน้องขึ้นมาจับจิตจับใจ ต้องช่วยดูแลน้อง ต้องทำให้น้องร้องเพลงสถาบันให้ได้  ฯลฯ ผมผ่านมหาวิทยาลัยมาหลายที่ เห็นแต่ละที่ก็ต่างกันไม่กี่องศา แต่อาการแบบนี้เป็นชั่วคราวครับ เลยจากนั้นจะทำตัวให้สถาบันเสียชื่ออย่างไรไม่เกี่ยวแล้ว แบบเดียวกับอาการหมาเป็นสัดน่ะครับ พ้นเวลาก็เลิกบ้าไปพักใหญ่ (..ยังกะสัตว์ที่พฤติกรรมถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว)
อาการอยากแยกดินแดนนี่ก็ไม่ไกลจากนี้เท่าไหร่หรอกครับ ผมเคยอยู่ปัตตานีมาก่อน ก็พอจะรู้ อิสลามจังหวัดอื่นบางทีก็บ้าเพ้อเรื่องรัฐปัตตานีดารุสลาม อาณาจักรอิสลามในอุดมคติ คนประเภทนี้ผมรู้จักอยู่ก็หลายคน พวกนั้นกลุ่มนั้น ทั้งที่เป็นโจร ไม่เป็นโจร ไม่ใช่กลุ่มใหญ่นะครับที่คิดเรื่องนี้ (คนส่วนใหญ่เขาก็ “ไทย” นั่นแหละแค่ต่างเชื้อต่างสาย “สิแย” กับ “นายู”)
ที่พูดถึงรัฐอิสลามปัตตานีเพราะเขาก็อ้างว่า ว่าดินแดนนั้นเป็นรัฐอิสลามมายาวนาน อันนี้ ก็เพราะเหตุว่า มุสลิมที่ภาคใต้ เจตนาจะบิดเบือนประวัติศาสตร์ เค้าไม่ยอมพูดถึงประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้นที่ว่า ก่อนจะเป็นปัตตานีจะกลายเป็นรัฐอิสสลามนั้น ก็เคยเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา ๆ แล้วก็มาถูกเล่ห์เหลี่ยมมุสลิม ทำให้ปัตตานีต้องเปลี่ยนมาเป็นอิสลาม และก็เจริญมากับอยุทธาศรีรามเทพนครโน่นแหละ
ในประวัติศาสตร์ช่วงที่เป็นมุสลิม ก็ตกเป็นเมืองขึ้นของรัฐไทยภาคกลาง ยื้อ ๆ ยุด ๆ แยก ๆ กันมา จนภายหลังก็เป็นของไทยและสิ้นระบบสุลต่านเดิม 
เมืองปัตตานีเดิมเป็นเมืองท่าสำคัญก็ว่าได้ แถวเมืองเก่าอย่างแถบมัสยิดกรือเซะ (ก่อนถูกไทยเข้าตีและเผา –แล้วมีไอ้บ้าเอาเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมาสวมตอภายหลัง) มีชุมชนต่างชาติตั้งชิดติดกันชนิดที่เขาว่ากันว่า แมวเหยียบไม่ถึงพื้น คืออยู่กันหนาแน่นมาก (ทำไมต้องเป็นแมว? ก็แถวนั้นมันเป็นเมืองอิสลาม ไม่มีหมาน่ะสิ)
ที่พูดว่าเป็นรัฐอิสลามก็แค่ตัดตอนพูดอีกนั่นแหละครับ ก่อนนั้นไม่ได้นับถืออิสลาม นับถือผี พราหมณ์ พุทธ ศาสนาอิสลามเพิ่งเข้ามาก็เพราะค้าขายกับอาหรับ เวลาผ่านไปชาวบ้านก็เปลี่ยนไปรับอิสลาม และในเวลาต่อมากษัตริย์ก็จำต้องเปลี่ยนตาม หาประวัติศาสตร์อ่านดูเองนะครับ
สรุปความตามนี้ก็คือ พวกบ้าตามที่เขาสรุปที่ผมขึ้นไว้ตั้งแต่ย่อหน้าแรกครับ
มีพวกบ้าอีกไหม? บ้าคลั่งชาติ-ชาติพันธุ์ทำนองเดียวกันนี้ มีครับ ไม่ได้บ้าแยกดินแดนครับ แต่บ้าขนาดเปลี่ยนชื่อประเทศครับ เรื่องในอดีตที่ยังไม่ไกลจนจะนับเป็นประวัติศาสตร์ คือ มีคนบ้าจำพวกหนึ่ง กลุ่มหนึ่งดันมีพร้อมอำนาจทางการเมือง ไม่จำเป็นต้องเป็นโจรในป่าคอยลอบกัด เกิดอาการคลั่งชาติพันธุ์ “ไท”  ว่าแล้วก็แต่งเรื่องประวัติศาสตร์กันขึ้น รวมกับนักวิชาการแย้ๆ ตีแผ่งานวิชาการ พบหลักฐานโน่นนี้เพื้อพกถึงเรื่อง “มหาอาณาจักรไทย” ประโคมข่าววิทยุนานาๆ สาระพัด หลังจากอาการคลั่งได้ที่ก็ถึงขีด เปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” และก็ก่อชนวนปัญหามากมายจนทิ้งเชื้อปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ไว้นับแต่บัดนั้น 
ก็บ้ากันได้ที่แล้วนะครับ อย่าถามผมเลยว่าที่ว่านั่นใคร บอกได้แค่ว่า ชื่อย่อ ป. ที่ไม่ใช่ ป. กุ้งเผา เป็น ป. ท่านผู้นำที่ถูกอับเปหิไปเมื่อหลายสิบปี่ก่อน จุ๊ๆ
ครับถึงบรรทัดนี้คงไม่แปลกแล้ว ที่จะเข้าใจว่าตราบที่เชื้อบ้าแบบที่ว่าไม่หมด ปัญหาก็มีเรื่อยๆ แล้วก็อย่าไปหวังอะไรกับรัฐบาลไอ้ “หลวงวิจิตรวาทกรรม*” (พล.อ. สุรยุทธ์ จุลลานนท์ ณ เขายายเที่ยง) เลยครับ ปวกเปียก เป็นแต่ปั้นน้ำลาย ลอยชาย แดกเงินภาษีไปวันๆ ขอโทษเถอะ..ผมไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหน ไม่เอาไหนเท่าไอ้หลวงวิจิตรวาทกรรมคนนี้เลย พับผ่า!
ส่วนไอ้สนธิ (บัง) น่ะช่าง “ป๊ะ” มันเถอะครับ ยิ่งอยู่นานลายยิ่งออก ใครเคยหวังว่าคนๆ นี้จะแก้ปัญหาภาคใต้ ก็เห็นกันแล้ว เรื่องที่จบง่ายอย่างโยกย้ายนายทหารก็ออกอาการเป็นบ้า จนเขาวุ่นกันสองเดือนสามเดือน แทนที่จะแก้ปัญหาบ้านเมือง จัดการตามคำอ้าง ๔ ข้อในการรัฐประหาร หนึ่งปีผ่านไปไม่มีอะไรแม้แต่นิดเดียวที่จะจับต้องได้ ทั้งหมดก็เหลวทั้งเพ วันๆ ก็เที่ยว ลับ-ลวง-พลาง และ พ่อม*!
 —–
* หลวงวิจิตรวาทกรรมม = ปั้นน้ำลาย; พ่อม = พ่อมัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น