วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

“ผู้ก่อการร้าย” คลั่งลัทธิอิสลาม และ “รัฐตัวโกง”


ภายหลังเหตุการณ์11 กันยายนเป็นต้นมา จึงได้ปรากฏ “ผู้ก่อการร้าย” คลั่งลัทธิอิสลาม และ “รัฐตัวโกง” ซึ่งเท่ากับ “อักษะแห่งความชั่วร้าย” และเป็น “ผู้ไร้อารยะ” ขึ้นมา  คำว่า “Wanted: Bin Laden, dead or alive” (ประกาศจับ บินลาเดน ไม่ว่าเป็นหรือตาย) จึงเป็นสิ่งหลักที่รัฐบาล ประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้มีผลทางความหมายอย่างไรนั้นก็ได้แสดงอย่างเด่นชัดอยู่แล้วในตัวเอง เนื่องจากเพราะมีภาพลักษณ์ที่ซ้อนทับกับบินลาเดนทำให้ชายฉกรรจ์มุสลิมที่มีผิวสีแทนและหนวดเครานั้นมีความหมายเท่ากับ “ผู้ก่อการร้าย” และถูกตั้งไว้คู่กับ “ผู้เย้ยกฎหมาย”, “ผู้ป่าเถื่อน” สำหรับอเมริกา
อีกด้านหนึ่ง ภายนอกอเมริกา ศัตรูปรากฏตัวขึ้นในนามของ “รัฐอันธพาล (Rogue states)” แล้วคำนี้คืออะไรกันแน่,เกิดขึ้นมาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรทางประวัติศาสตร์ หนังสือที่หยิบยกประเด็นขึ้นมาก็คือ Rogue States and U.S. Foreign Policy: Containment after the Cold War ของ Robert S. Litwak (นโยบายการต่างประเทศของสหรัฐกับรัฐอันธพาล : การควบคุมภายหลังสงครามเย็น)  ซึ่งได้ให้ทรรศนะอย่างกว้างเกี่ยวกับต้นกำเนิด และยังทำการขยายผลนโยบาย “รัฐอันธพาล” ของรัฐบาลอเมริกา ด้วยการชูประเด็น ประเทศ 3 ประเทศอันได้แก่อิรัก, อิหร่าน และเกาหลีเหนือ  ขึ้นมา
ในหนังสือของ Robert S. Litwak อธิบายว่า เดิมคำว่า “รัฐอันธพาล” คือ คำที่ใช้เรียกชาติอย่างกัมพูชาของพอลพต, หรือ ยูกันดาของ นายพล อีดี้ อามิน ชื่อนี้ได้ตั้งขึ้นในช่วงรัฐบาลจอร์จบุชผู้พ่อ ซึ่งในเวลาต่อมาคำนี้ก็ได้มีการนำใช้ในความหมายเช่นเดียวที่ใช้ในปัจจุบันภายหลังจากที่สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายลงหลังสิ้นสุดสงครามเย็นและอิรักได้เข้ายึดครองคูเวตจนกลายเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซีย  หรือกล่าวคือรูปแบบของการดำเนินการของประเทศนั้นๆ(พฤติกรรมนอกรีต) , การแสวงหาอาวุธทำลายล้างสูง (WMD), การใช้การก่อการร้ายในฐานะเป็นมาตรการของรัฐ, รวมถึงการที่เอเชียตะวันออกเหนือ ตะวันออกกลางต่างเป็นพื้นที่สำคัญที่ส่งผลร้าย ต่อความสงบต่างๆเหล่านั้น ทำให้มีคุณสมบัติเข้าข่ายของการเป็น “รัฐอันธพาล” นั่นเอง รัฐบาลอเมริกาจึงได้กำหนดเป้าหมาย อยู่ที่การดำเนินการ “กักกัน” ล้มล้างระบอบ, หรือการดัดนิสัยพฤติกรรมนอกรีตต่อ “รัฐอันธพาล” เหล่านั้น
นโยบายต่างประเทศนี้เกิดปัญหาต่างๆมากมายตั้งแต่เริ่มต้น หากพิจารณาถึงเงื่อนไขของคุณสมบัติที่เข้าข่ายความเป็น “รัฐอันธพาล” นั้นก็จะพบว่าไม่แน่ชัดว่าทำไมต้องเป็นอิรัก,อิหร่านและเกาหลีเหนือที่ถูกจัดอยู่ในหมวดดังกล่าวแต่ทำไมไม่ใช่ประเทศอย่าง
ปากีสถานหรือซีเรีย นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐเองก็ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขหรือใช้นโยบายทางการเมืองต่อ“รัฐอันธพาล” ทั้งหมดด้วยวิธีการเดียวกันเฉกเช่นพิจารณากับนโยบายของอิรักและเกาหลีเหนือ  ในหนังสือเล่มนี้ได้หยิบยกเอาปัญหานี้โดยใช้อิรัก, อิหร่านและเกาหลีเหนือเป็นตัวอย่าง และถกประเด็นได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอิรักนั้นเราได้เรียนรู้มากมายว่านโยบายที่เกี่ยวกับอิรักของอเมริกาในช่วงยุคปี1990 นั้นเป็นอย่างไรและสูญเสียความเป็นอิสรภาพได้อย่างไร  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตั้งแต่หลังจากที่สงครามในอิรักสิ้นสุดลงตราบจนถึงปัจจุบัน ประเด็นต่างๆเหล่านี้ก็ไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญอีกเลย เพราะจากการที่รัฐบาลอเมริกันประกาศให้ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็น “รัฐอันธพาล” ทำให้ชัดเจนแล้วว่าประเทศเหล่านั้น ก็ได้กลายเป็นเป้าหมายของการกักกัน, โดดเดี่ยวและป้องกันไปโดยปริยายนั่นเอง
หากจะถือว่าหนังสือ Rogue States and U.S. Foreign Policy: Containment after the Cold War นั้น เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับความเข้าใจว่า เพราะเหตุใดนโยบายของอเมริกาที่มีต่ออิรักในช่วงปี1990จึงได้พบทางตัน แล้วนั้น หนังสือเรื่อง Unholy Wars: Afghanistan, America and International Terrorism ของJohn K. Cooley. ก็มีประโยชน์อย่างยิ่งในอันที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า “ชายฉกรรจ์มุสลิมผิวสีแทนและมีหนวดเครา” ได้เติบโตจนกลายมาเป็นเด็กนอกคอกในระหว่างสงครามศักดิ์สิทธิ์ในอัฟกานิสถานได้อย่างไร จุดเริ่มต้นของเรื่องราว คือการแทรกแซงอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียต ในช่วงยุคปี1980อเมริกาได้เข้าชักใยขั้วอำนาจของอิสลามเฉกเช่นที่สหภาพโซเวียตทำในเวียดนามหลังจากการปฎิวัติอิสลามในปี1979 ซาอุดิอาระเบียที่อยู่ภายใต้การชี้นำจากอิหร่านมาเป็นเวลานานได้เข้าร่วมกับอเมริกาและปากีสถานโดยให้การสนับสนุนกลุ่มกองกำลังของอัฟกานิสถาน ในรูปแบบของการสนับสนุนด้านเงินทุนและการจัดหาทหารกองกำลังผู้กล้าอาหรับ ผลที่ปรากฏคืออัฟกานิสถานได้กลายเป็น “ฐานกำลัง” ในการซ่องสุมกำลังพลอิสลาม และหลังจากที่ทหารของสหภาพโซเวียตได้ถอนกำลังออกไป การเคลื่อนไหวเพื่อปฎิวัติสู่ระบอบอิสลามตามประเทศอิสลามทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในแอฟริกาเหนือ, เอเชียกลาง, ตะวันออกกลาง, เอเชียใต้เรื่อยไปจนถึงมาเลเซีย,อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ก็เกิดขึ้น โดยการค้าขายยาเสพติดพร้อมกันกับตั้งเป้าหมายในการโจมตีใหญ่ไปที่ “ซาตานผู้ยิ่งใหญ่” อย่างอเมริกา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแก่นของ Unholy Wars: Afghanistan, America and International Terrorism ของ John K. Cooley. แต่หนังสือเล่มนี้มีจุดดียิ่งกว่าแก่นดังกล่าวอยู่ที่รายละเอียดต่างๆที่มีการค้นหามาอย่างดี
สองประเด็นสุดท้ายคือประเด็นที่เกี่ยวกับ กลุ่มการก่อการร้ายข้ามชาติ (International Crisis Group) ในหนังสือ “Impact of the Bali Bombings,” และ “Al-Qaeda in Southeast Asia: The case of the ‘Ngruki Network’ in Indonesia,” คือผลงานอันยอดเยี่ยมที่สุดในแง่ของหนังสือที่เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการ เจมาห์ อิสลามิยาห์ (Al Jamm’ah Al-Islamiyah) ซึ่งฐานกำลังอยู่ในอินโดนีเซีย และยังขยายเครือข่ายไปยังมาเลเซีย, สิงคโปร์ รวมถึงฟิลิปปินส์ตอนใต้ด้วย ผู้เขียนหนังสือสองเล่มนี้คือ ซิดนีย์ โจนส์(Sydney Jones) ผู้อำนวยการ ICG ประจำกรุงจาการ์ต้า
หากจะให้คำจำกัดความคำว่า “ลัทธิอิสลาม” แบบโดยธรรมดาสามัญแล้วก็คือเป็นการเลือกอิสลามในฐานะที่เป็นแนวความคิด, การปกครอง และวิถีคิดรวมถึงการกระทำที่พยายามจะดำเนินกิจกรรมเพื่อปฎิรูปสังคมการเมืองเพื่อให้เป็นไปตามหลักอิสลามนั่นเอง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า แม้ว่าเป้าหมายเหล่านั้นจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของกลยุทธ์ หรือยุทธวิธีก็ตามท้ายที่สุดแล้ว ก็คือการดำเนินการให้เกิดประชาชาติอิสลาม ที่ปกครองด้วยกฎหมายอิสลาม (Syariah) นั่นเอง (จากหนังสือ “Islamic” Kazuo Ootsuka, Nihon Hoso Shuppan Kyokai. 2000) ในช่วงปี 1970 มีการตั้งโรงเรียนอิสลามขึ้นในงรูกี (Ngruki) ชานเมืองสุราการ์ตา(Surakarta) เมืองหลวงเก่าของชวากลาง Abu Bakar Ba’asyir เป็นสาวกอิสลามผู้หนึ่งที่เรียกร้องให้มีรัฐอิสลามในอินโดนีเซีย และได้เรียกกลุ่มผู้ที่อุทิศตนให้แก่ปณิธานในการสร้างรัฐอิสลาม ว่า เจมาห์ อิสลามิยาห์ หรือ (กลุ่มอิสลาม)
ในอินโดนีเซียมีผู้คลั่งศาสนาอิสลามเช่นนี้มาตั้งแต่ช่วงปี 1920  นอกจากนี้ในช่วงปี 1940-50 ยังมีสงครามติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐบาลสาธารณะรัฐอินโดนีเซีย ในชื่อของ Dar Al-Islam (รัฐอิสลาม) กลุ่มนี้มีเป้าหมาย ในการก่อตั้งรัฐอิสลาม เจมาห์อิสลามิยาห์ได้กำเนิดขึ้นมาในระบอบอิสลามของอินโดนีเซียเป็นเวลายาวนานหลายชั่วอายุคน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอิสลามต่างๆมากมายเช่น ลัสกัรญิฮาด (Lashkar Jihad), และพรรคยุติธรรม เกิดขึ้นมาอีกด้วย ในบรรดากลุ่มต่างๆนั้น มีสิ่งที่ทำให้เจมาห์ อิสลามิยาห์ แตกต่างไปจากกลุ่มกำลังอิสลามอื่นๆก็คือ การที่กลุ่มนี้ได้กลายเป็นกลุ่มกองกำลังนานาชาติ (Internationalize) เฉกเช่นที่ซิดนีย์ โจนส์ ได้ชี้ประเด็นเอาไว้  ชนวนที่ทำให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าวคือ การใช้กำลังปราบปรามอิทธิพลของอิสลามภายใต้ระบอบการปกครองของซูฮาร์โต สมาชิกแกนนำของเจมาห์ อิสลามิยาห์ได้แก่Abu Bakar Ba’asyir, Hambali ฯลฯถูกจับกุมตัวในช่วงปลายยุค1970 ภายหลังจากที่แกนนำเหล่านี้ได้จำคุกเป็นเวลาหลายปี หลังจากนั้นได้ลี้ภัยไปอยู่ที่มาเลเซียเพื่อหลีกหนีจากการกวาดล้าง ซึ่งต่อมากลุ่มนี้ได้กลายมาเป็นกลุ่มกองกำลังนานาชาติของเจมาห์อิสลามิยาห์  นักเคลื่อนไหวของกลุ่มฯได้ทำการสอนศาสนาอิสลามตามมัสยิดต่างๆ ในมาเลเซีย โดยเฉพาะให้ยังชาวอินโดนีเซียที่ทำงานอยู่ในมาเลเซียที่มีมากกว่า 1 ล้านคน นอกจากนี้ในช่วงกลางปี1980 ยังได้ตตกลงที่จะตั้งกองกำลังเพื่อใช้กำลังในการโค้นล้มระบบซูฮาร์โต พร้อมทั้งยังส่งสมาชิกของกลุ่มไปฝึกยุทธวิธีโจมตีในอัฟกานิสถานอีกด้วย และตั้งแต่ช่วงนั้นเป็นต้นมา เจมาห์อิสลามิยาห์ยังได้เริ่มทำการติดต่อกับกองกำลังติดอาวุธอิสลามในตะวันออกกลางซึ่งมีฐานกำลังอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม โดยผ่านทางเครือข่ายของ ดาร์อัลอิสลาม(Dar Al-Islam) เดิมอีกด้วย
หลังจากพรรคของ Abu Bakar Ba’asyir ได้โค่นล้มระบบซูฮาร์โตลงจนถึงการหวนกลับมามีบทบาทในอินโดนีเซียอีกครั้ง กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวก็ได้ขยายกำลังเลยเข้ามาจนถึงชวากลาง, มาเลเซีย,สิงคโปร์, อัฟกานิสถาน, ตะวันออกกลาง เรื่อยไปจนถึงยุโรป  แต่สำหรับองค์กรเจมาห์อิสลามิยาห์กลับไม่ได้มองว่าเป็นการขยายตัวมากเกินไป องค์กรนี้ไม่ได้เป็นองค์กรธรรมดาอย่างที่พวกเราเข้าใจกันหากรับฟังคำสอนของAbu Bakar Ba’asyir และสาบานว่าจะอุทิศตน เพื่อปณิธานของการสร้างชาติอิสามแล้วในฐานะศิษย์ก็สามารถเข้าเป็นสมาชิกเจมาห์อิสลามิยาห์ได้ ต่อจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของการที่สามารถจะมีชีวิตอยู่อย่างไรในฐานะที่เป็นมุสลิม “อย่างแท้จริง” ในบรรดาวิธีการที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างมุสลิม “อย่างแท้จริง” นั้นจะมีการอุทิศตน = การอยู่เพื่อสร้างชาติมุสลิม ซึ่งนั่นก็หมายความรวมถึงการเป็นญิฮาด ด้วยนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้เจมาห์อิสลามิยาห์จึงถือว่าเป็นกองกำลังคลั่งอิสลามที่มีจุดกำเนิดมาจากอินโดนีเซีย อีกทั้งทางตะวันออกกลางไม่สามารถ
เข้ามาแทรกแซงได้ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าแม้ว่ากลุ่มกองกำลังอิสลามอย่างเจมาห์อิสลามิยาห์ได้รับการจับตามองอย่างกว้างขวางมากขึ้นเพราะเหตุการณ์11 กันยายน 2544 เป็นต้นมาก็ตามอิทธิพลเหล่านั้นปรากฏขึ้นมาในฐานะของหลักการสร้างโลกอิสลามในปัจจุบันในโลกอิสลามแต่ละพื้นที่ ดังนั้นวิถีทางของอเมริกา คือการควบคุมการก้าวสู่ความเป็นอารยะ ปัญหาการก่อการร้าย และดึงความผาสุกสู่ “คนไร้ซึ่งอารยะ”
ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วการขยายของอิทธิพลของการคลั่งลัทธิอิสลามเช่นนี้ก่อให้เกิดปัญหาอย่างไรในอินโดนีเซีย ผู้คลั่งลัทธิอิสลามนั่นมีอยู่ทุกที่ในประชาคมโลกอิสลามโดยที่รูปแบบนั้นจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ประเทศ ซึ่งก็มีเหตุผลที่แตกต่างกัน แต่มีปัจจัยที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือ การสร้างรัฐประชาชน หรือที่นิยมรียกกันอย่างกว้างขวางว่า “nation-building” แล้วคำว่า “การสร้างชาติ” คืออะไร คำนี้กินความหมายกว้างและหลากหลาย, แต่ความหมายหลักๆหมายถึง กระบวนการในการที่รัฐจะรับประกันความเป็นชอบธรรมที่พึงมีและให้บริการขั้นต่ำแก่ประชาชนของตนให้สามารถที่จะอาศัยอยู่ในที่อยู่ของตนเอง ในแง่กลับกัน ประชาชนจะเคารพยอมรับในรัฐของตนและแสดงออกซึ่งความเป็นเจ้าของในรัฐนั้นด้วยการบอกว่า “พวกเราเป็นประชาชนของ………”  ซึ่งสิ่งต่างเหล่านี้สัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับความรุ่งโรจน์และความเสื่อมสลายของอำนาจอิสลามในแต่ละพื้นที่ของโลก ตัวอย่างเช่นในประเทศที่รัฐอับปาง,เศรษฐกิจของรัฐพังทลาย และ ระบบทางกฎหมายนั้นถูกทำลายหรือไม่เป็นระบบ ซึ่งทำให้ไม่มีทางเลือกสำหรับประชาชน และประชาชนก็จะเริ่มมองหากฎระเบียบใหม่ที่จะสามารถช่วยในการสร้างชาติให้เข้มแข็งมั่นคงขึ้นมาได้
หากพิจารณาในแง่นี้แล้ว การสร้างชาติในมาเลเซีย เกือบจะถือได้ว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ดังที่ได้ปรากฎในลักษณะต่างๆ ประชาชนชาวมาเลเซียได้รับผลประโยชน์จากระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพและการพัฒนาทางเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลา30ปีที่ผ่านมาในสถานที่เฉกเช่นมาเลเซียแล้วจึงแทบจะไม่มีโอกาสสำหรับลัทธิคลั่งอิสลามได้ขยายฐานกำลังได้เลย
สำหรับอินโดนีเซียนั้นตกอยู่สถานการณ์ก้ำกึ่ง  “ การสร้างชาติ” นั้นยังไม่ลงตัวอย่างมาเลเซีย แต่ก็ไม่ได้ยุ่งเหยิงเหมือนกับปากีสถาน แต่มีรูปแบบของสภาพที่ไร้ขื่อแปและไม่เป็นระบบที่แตกต่างออกไป เช่นมีการใช้ความรุนแรงในหมู่ประชาชน,กฎหมู่ (ฉกชิงวิ่งราวตามหัวเมืองต่างๆ, การประชาทัณฑ์โจรขโมย) ความรุนแรงต่อต้านคนเชื้อสายจีน, การยึดครองพื้นที่, ความขัดแย้งทางศาสนา, การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และ ความเคลื่อนไหวเพื่อปกครองตนเอง ต่างๆเกิดขึ้นมากมายตามพื้นที่ต่างๆภายหลังจากการล่มสลายของระบอบซูฮาร์โตในปี1998 ซึ่งรากเหง้าของปัญหาต่างๆนั้นเกิดจากการที่ความชอบธรรมพื้นฐานไม่ได้รับการประกันจากรัฐในสมัยซูฮาร์โต จึงทำให้ประชาชนพยายามที่จะรักษาความยุติธรรมด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพารัฐอีกต่อไป ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือประชาชนเฆ่นฆ่ากันโดยอ้างเพื่อความถูกต้อง จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ เช่นชาวอาเจะห์ได้เรียกร้องเพื่อแยกตัวเป็นอิสระจากสาธารณะรัฐอินโดนีเซีย,
ชาว Dayak เฆ่นฆ่าชาว Madurese, ชาวมุสลิมในโมลุกกะประหัตประหารชาวคริสต์, ผู้คลั่งลัทธิอิสลามเผาดิสโก้ในจาการ์ตาและวางระเบิดแหล่งท่องเที่ยวอย่างบาหลี เป็นต้น ซึ่งหนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงเนื้อหาที่ครอบคลุมเกี่ยวกับเรื่องราวของ เจมาห์อิสลามิยาห์ได้อย่างดีเยี่ยม
บทความวิจารณ์นี้ได้รับอนุญาตให้ตีพิมพ์ซ้ำจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Tonan Aijiaฉบับที่ 141 No. 2กันยายน 2003

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น