วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

อนิจจัง อนิจจา ศาสนา ของชาวโลก


อนิจจัง อนิจจา ศาสนา ของชาวโลก


รายละเอียดผู้เขียน ชื่อ : วิญญาณพยาบาท2 (203.151.11.5) 
วันที่ 20 กันยายน 2544 at 01:16:07:
ข้อความ : สงครามครูเสส

สงครามครูเสสเป็นสงครามศาสนา ระหว่าง คริสต์ กับ อิสลาม เป็นเวลาเกือบ ๒๐๐ ปี
เป็นสงครามแย่งเมืองเยรูซาเล็ม ซึ่งถือกันว่าเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ ในทางศาสนา
คำว่า ครูเสส มาจากคำว่า Cruse แปลว่า ไม้กางเขน
สงครามครูเสสมีทั้งหมด ๘ ครั้งที่ถือว่ายิ่งใหญ่
๔ ครั้งแรกเรียกว่า Crusade ใหญ่
๔ ครั้งหลังเรียกว่า Crusade น้อย

สาเหตุของสงครามครูเสสมีอยู่ ๓ ประการคือ

๑.คริสตศาสนาในสมัยนั้นถือกันว่า การจาริกไปยังเยรูซาเล็มในประเทศปาเลสไตน์ เป็นบุญกุศลอย่างแรง แต่ก่อนประเทศปาเลสไตน์อยู่ในอาณาจักรโรมัน การจาริกไปสะดวก ต่อมากรุงเยรูซาเล็มอยู่ในการปกครองของ กาหลิบ นิกายซะระเซ็น(นิกายหนึ่งของอิสลาม)
ต่อมาในศตวรรษที่ ๑๑ พวกตาต้า พวกหนึ่งเรียกว่า เซลยัคเตอร์ก ซึ่งเป็นพวกคลั่งศาสนาอิสลาม ตีเอาประเทศซีเรียจากกาหลิบได้ และทำลายโบสถ์ในเยรูซาเล็ม หรือไม่ก็ทำเป็นโรงพักของนักจาริแสวงบุญ ซึ่งต้องคอยระวังตัวในฐานะนักรบผู้แสวงบุญอิสลาม เพราะการกระทำนั้น ทำให้พวกคริสต์ต่อต้านอย่างรุนแรง

๒.ความอยากผจญภัยของติวตันในยุโรป ซึ่งยังไม่ทิ้งสันดานของชาวป่าของตน พวกเจ้าขุนมูลนาย และอัศวินในลัทธิพิวดั้ล ขณะนั้นซึ่งผ่านพิธีซัวลัวมาใหม่ ๆ (พิธีชมรมนักรบ) ซึ่งมีสมาชิกเรียกว่า อัศวิน มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองศาสนา และป้องกันผู้ที่อ่อนแอ กับผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงทั้งปวง จึงมีน้ำใจฮึกเหิม ใคร่จะออกสำแดงฝีมือและความกล้าหาญที่ตนได้อบรมมา

๓.สังฆนายกเออร์บัน ได้รับคำขอร้องจากอเล็กซีก ให้ช่วยเพราะพวกเตอร์กกำลังทำท่าจะมาตีเมืองคนสแตนติโนเปิ้ล Constantinople สังฆนายกเรียกประชุมนักบวช ณ เมืองทาจาเซนลาในประเทศอิตาลี่เพื่อพิจารณาคำขอร้อง แต่ไม่บังเกิดผล จึงได้เรียกประชุมอีกที่เมืองเคลม็องค์ ประเทศฝรั่งเศส สังฆนายกกล่าวปลุกใจว่า “เมื่อพระเยซูคริสต์เรียกร้องให้พวกท่านช่วยป้องกันพระองค์เช่นนี้ ท่านอย่ามัวเป็นห่วงบ้านอยู่เลย จงยอมสละบ้านเรือน บิดา มารดา บุตร
ภรรยา ของตน เพื่อเป็นแก่พระเจ้าท่านจะได้รับการตอบแทน ๙๐๐ เท่า ถึง ๑๐๐๐ เท่า และไม่เกิดไม่ตายอีกต่อไป”
ทุกคนในที่ประชุมได้ฟังดังนั้น ก็ได้เปล่งเสียงในโอกาสนั้น พร้อมใจกันกู้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คืนมา.
สงครามครูเสสครั้งแรก ( ค.ศ. ๑๐๙๖ – ๑๐๙๙)

จากการเรียกร้องของบาทหลวง ในฝรั่งเศสและอิตาลี่ จนถึงประกาศยกเว้นโทษทางศาสนาทั้งหมด แก่ผู้ลงชื่อไปรบชิงเมืองเยรูซาเล็ม ยุโรปครั้งนั้นเหมือนแผ่นดินถูกเนรเทศ เพราะชายฉกรรจ์ทุกคนล้วนกระหายที่จะไปในสงครามนี้ กองทัพครูเสสครั้งนี้มีไพร่พลประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน เดินทางไปเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล ข้ามช่องแคบฟอสฟอรัส (ช่องแคบตุรกี) เข้ายึดเมืองต่าง ๆ ไปจนถึงเมืองเยรูซาเล็ม ในระหว่างนี้ไพร่พลได้ล้มตายในกลางทางเสียเกือบครึ่ง ชิงเมืองเยรูซาเล็มจากพวกเตอร์กได้ พวกครูเสสได้จัดการปกครองเมืองที่ได้ตามแบบฟิวดัล (ศักดินา)แบบยุโรป เมื่อเรียบร้อยแล้วก็เดินทางกลับ พร้อมทั้งนำสิ่งที่ตนได้พบเห็นกลับมายุโรปด้วย

สงครามครูเสสครั้งที่ ๒ ( ค.ศ. ๑๑๔๗ – ๑๑๔๙)
ในปี ค.ศ. ๑๑๔๖ พวกมุสลิม และ เตอร์ก ได้ยกพวกตีเมืองในอาณาจักรเยรูซาเล็มได้ เรื่องนี้ทำให้พวกคริสต์ในยุโรปตกใจมาก มีบาทหลวงรูปหนึ่งชื่อ เบอร์นาร์ด (ต่อมาได้รับยกย่องเป็น เซ็นท์ คือผู้สำเร็จ) ได้เที่ยวเทศนาชักชวนให้คนไปช่วยป้องกันเมืองเยรูซาเล็ม พระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศส และเยอรมันในครั้งนั้นเห็นชอบด้วย ได้สิ่งทหารไปช่วยกองทัพฝรั่งเศส และเยอรมัน ไปล้มตายในกองทัพเป็นอันมาก ที่เหลือไปตีเมืองดามัสกัส (เมืองหลวงของซีเรียในปัจจุบัน) แต่ไม่สำเร็จ จึงพากันล่าทัพกลับยุโรป.

สงครามครูเศสครั้งที่ ๓ ( ค.ศ. ๑๑๘๙ –๑๑๙๒ )

ในปี ๑๑๘๒ พระเจ้าแผ่นดินไอยคุปต์ (อียิปต์) ตีเมืองเยรูซาเล็มได้ พวกคริสต์ในยุโรป
มีพรระเจ้าแผ่นดินในฝรั่งเศส เยอรมัน และอังกฤษ (พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์) ได้ร่วมกันไปรบชิงเมืองเยรูซาเล็มคืน พระเจ้าเยอรมันไปรบจมน้ำสิ้นพระชนม์ในระหว่างทาง พระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศส กับ อังกฤษ ร่วมกันนำทัพไปตีชิงเมืองเยรูซาเล็มแต่ไม่สำเร็จ ต้องทำสัญญาสงบศึกกับพระเจ้าแผ่นดินไอยคุปต์ (สาระติน) แล้วยกทัพกลับยุโรป พระเจ้าริชาร์ดเมื่อเสด็จกลับไป ปลอมพระองค์เพื่อจะเสด็จเที่ยวไปยังเมืองต่าง ๆ ได้สะดวก พอผ่านประเทศเยอรมันได้ถูกพระเจ้าเฮนรี่แห่งประเทศเยอรมันจับไว้ ทางอังกฤษต้องเสียเงินเป็นอันมากเพื่อเป็นค่าไถ่.

สงครามครูเสสครั้งที่ ๔ ( ค.ศ. ๑๒๐๒ – ๑๒๐๔ )

เป็นสงครามชั้นต่ำ ชาวคริสต์ได้มาประชุมที่เมืองเวนิสแห่งอิตาลี่ จะไปโจมตีไอยคุปต์ต่อมาเปลี่ยนเป็นยกไปตีเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล
ต่อมาอีก ๔ ครั้ง เป็นสงครามย่อย ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง คือแพ้บ้าง ชนะบ้าง ในที่สุดก็เลิกลาไป และเมืองเยรูซาเล็มก็อยู่ในการปกครองของพวกมุสลิม
แต่ต่อมา หลังจากที่มีประเทศอิสราเอลแล้ว กรุงเยรูวาเล็มก็เป็นอิสระ
ในศตวรรษที่ ๑๖ ความเลื่อมใสในศาสนาคริสต์ของชาวยุโรปเสื่อมลงเพราะเหตุคือ:-

๑.ความเจริญทางวิทยาการสมัยใหม่ และความเป็นวิทยาศาสตร์ขัดแย้งกับหลักศาสนา
๒.มีบาทหลวงเป็นอลัชชีจำนวนมาก ทำให้คนเสื่อมศรัทธา
๓.เจ้าผู้ครองรัฐต่าง ๆ พากันริษยาโป้ป ที่มีอำนาจมากเกินไป
๔.การขายบัตรปลดบาปของโป้ป ลิโอ้ที่ ๑๐ มากเกินไป ทำให้เป็นการเบียนเบียน
คริสตศาสนิกชน (บัตรปลดบาปเรียกว่า อินดัลยันส์)

มาร์ติน ลูเธอร์ Martin Luther ( ๑๐ พ.ย. ค.ศ. ๑๔๘๓ – ๑๘ ก.พ. ค.ศ. ๑๕๔๖)
บาทหลวงชาวเยอรมันในนิกายออกัสติน อาจารย์สอนเทววิทยาในมหาวิทยาลัยวิทแตนเบอร์ก
ได้เดดินทางไปพบกับโป้ปที่กรุงโรม ได้พบกับความหรูหราของโบสถ์ และบัตรปลดบาป ตัวแทนโป้ปนำไปปลดบาปที่เยอรมัน จึงคัดค้านด้วยการอ้างคำสอนเดิมว่าพิธีปลดบาปด้วยเงินพระเยซูมิได้สอนไว้ ถึงแม้ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเอาเงินไปบำรุงคริสตศาสนาก็ตาม
ประชาชนนึกไม่ถึงว่า มาร์ติน ลูเธอร์ จะกล้าคัดค้านคำสอนอย่างนั้น เพราะแม้แต่พระเจ้าแผ่นดินยังไม่กล้า

ศาลทางศาสนา

ครั้งนั้นยังมีศาลศาสนา คือ อินควิซีชั่น Inquisition ซึ่งทำหน้าที่ลงโทษคนทำผิด
ทางศาสนาอย่างน่าสยดสยอง ผู้พิพากษาของศาลเป็นนักบวช สามารถเรียกคนที่บังอาจแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งของโป้ป หรือความเห็นที่นอกรีตมาพิจารณาลงโทษได้ วิธีการมีดังนี้:-

ขั้นที่ ๑ เรียกมาเตือนก่อน
ขั้นที่ ๒ ลงโทษสถานเบา ด้วยการให้จำคุกในคุกสำหรับนักบวช
ขั้นที่ ๓ ลงโทษสถานหนัก ประหารชีวิต โดยฝ่ายบ้านเมืองจะลงโทษเอง แล้วริบทรัพย์สมบัติแบ่งกัน ระหว่างศาสนากับพระเจ้าแผ่นดิน ศาลนี้ประเทศสเปนใช้มากที่สุด ชั่วเวลา ๓๓๐ ปี มีคนสเปนถูกประหารชีวิต และถูกริบทรัพย์ถึง ๓๐,๐๐๐ คน.

ลูเธอร์ ไม่ถูกศาลศาสนาดำเนินการ เพราะลูเธอร์ดำเนินการรวดเร็ว พอเริ่มค้านก็เริ่มค้านอย่างกว้างขวาง ด้ว้ยการพูดในที่ชุมชน พิมพ์หนังสือแจก จึงมีคนเลื่อมใสในลูเธอร์อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ถึงกับถืออาวุธป้องกันลูเธอร์เพื่อมิให้ใครมาทำร้าย

โป้ปได้ตักเตือน แต่ลูเธอร์ไม่เลิก ถึงแม้กรุงโรมจะสั่งลงโทษขับไล่ ลูเธอร์ก็โยนคำสั่งเข้ากองไฟเสีย กรุงโรมขอให้พระเจ้าชาล์ลที่ ๕ จัดการกับลูเธอร์ โดยการจัดประชุมพิจารณาเจ้าผู้ครองนครแซ้กซอนนี่ได้มาร่วมประชุมด้วย และเลิกประชุมแล้วได้พาลูเธอร์ไปอยู่ที่ปราสาทด้วย ศิษย์ของลูเธอร์ได้ก่อการทำลายขว้างปาโบสถ์กรุงโรม ลูเธอร์ได้ออกมาห้าม และเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงจึงได้ตั้งนิกายใหม่ ระยะหลังเจ้าผู้ครองนครซึ่งไม่ชอบโป้ปอย่แล้ว เพราะริษยาว่าโป้ปมีอำนาจมากเกินไปและมั่งคั่งมาก ได้ลงมือไปแย่งชิงเอง ศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิกในเยอรมันจึงถูกโค่นล้ม มีการแต่งตั้งนิกายใหม่ของลูเธอร์ขึ้นมาแทน เรียกนิกายใหม่นี้ว่า Protestant แปลว่า คัดค้าน

ในนิกายที่ตั้งใหม่นี้ พระเจ้าชาร์ลที่ ๕ กำลังทำสงครามกับฝรั่งเศส จึงต้องปล่อยเหตุการณ์ในประเทศให้เป็นไปตามเรื่อง เมื่อเสร็จจากการสงครามแล้ว เพราะเจ้าชาร์ลที่ ๕ ทรงห้ามเพื่อมิให้คนนับถือนิกายใหม่ แต่เจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ ไม่ยอมเชื่อฟัง จนทำให้เกิดสงครามกันเองถึง ๓๐ ปี ในที่สุดพระเจ้าชาร์ลยอมแพ้ ต้องให้อิสรภาพในการนับถือนิกายใหม่ นิกายนี้ได้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว แทบทั่วยุโรป เว้นอิตาลี่ กับ สเปนเท่านั้น จากการเกิดนิกายใหม่นี้ ทำให้นิกายโรมันคาธอลิกต้องปรับปรุงตัวเอง ด้วยการกำจัดบาทหลวงอลัชชีนอกศาสนา จึงสามารถเรียกศรัทธากลับคืนมาได้.

จุดประสงค์เพื่อต้องการให้ศึกษาว่า.....

ถ้าเราเอาศาสนามาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจโดยมิชอบธรรมแล้ว ความเดือดร้อนยอมมีแก่ชีวิตมนุษย์ในโลกนี้ท่เห็นได้นั่นเอง เรามีศรัทธา ความเชื่อกันทุกคนทุกศาสนาว่าจะต้องกลับมาเกิดใหม่ แต่ถ้าหากเรามาเกิดแล้วพบกับเหตุการณ์ที่เราทะเลาะกันโดยการอ้างเอาศาสนามาเป็นตัวทำลายล้างเผ่าพันธุ์กันเช่นนี้ แล้วเราจะมีการสร้าง การบริจาค การทำบุญกุศลไปเพื่อประโยชน์อันใด ? เราต้องกลับมาเกิดและประสบกับโลกแห่งความเป็นทุกข์และการเบียดเบียนและทำลายล้าง ใครจะสร้างโลกไว้อย่างไร ข้าพเจ้าไม่รับรู้ แต่จะรับรู้เพียงว่า ลูกหลาน เหลน โหลน เรานั่นแหละคือสายเลือดแห่งเรา และบรรพบุรุษของเรา และเราก็จะกลับไปเกิดใหม่ในโลกนี้ตามที่ทุกศาสดาท่านสอน จนกว่าจิตจะเข้าสู่ความบริสุทธิ์ร่วมเป็นเนื้อทองแผ่นเดียวกัน ศีลธรรมและบัญญัติที่เราปฏิบัติที่ถูกต้องตามศาสนานั้นนั่นเอง ที่เป็นเครื่องนำชีวิตไปสู่ความบริสุทธิ์เช่นนั้น 

วิญญาณพยาบาท ! ครับท่าน 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น