วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

7ปีปล้นปืนชนวนไฟใต้ยึดคืนได้71 จาก400กระบอก ผบ.ตร.ยอมรับ"บอมบ์สูท"กันซีโฟร์ไม่ได้ หน่วยงานวอนรัฐให้เครื่องมือสกัดบอมบ์"มือถือ-รีโมท-วิทยุ"


พันเอกบรรพต พูลเพียร โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยถึงการติดตามอาวุธปืนที่ถูกคนร้ายปล้นไปจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส จำนวนประมาณ 400 กระบอก เมื่อวันที่ 4 มรกาคม 2547 ล่าสุดได้ตรวจสอบการยึดคืนมาได้แล้วทั้งหมดประมาณ 71 กระบอก แบ่งเป็น ปืนเอ็ม 16 จำนวน 62 กระบอก และปืนพกสั้น 11 ม.ม.จำนวน 9 กระบอก

"ช่วงเวลา 7 ปีเต็ม เจ้าหน้าที่พยายามติดตามและยึดคืนอาวุธปืนบางส่วนที่ถูกคนร้ายบุกเข้าไปปล้นออกมาจากค่ายปิเหล็ง ซึ่งครั้งนั้นมีอาวุธปืนหลายชนิดปล้นไป เบื้องต้นคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 400 กระบอก ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ยึดคืนมาได้ประมาณ 71 กระบอกที่สามารถยืนยันชัดเจนว่าเป็นอาวุธที่ถูกปล้น ส่วนอาวุธปืนที่เหลือยังคงต้องติดตามต่อไป" พ.อ.บรรพต กล่าว
โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวอีกว่า สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนั้นไม่ว่าจะผ่านพ้นไปกี่ปีก็ยังคงเป็นเหตุการณ์ที่กลายเป็นบทเรียนและตอกย้ำให้ทุกฝ่ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องตระหนักในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่

ผบ.ตร ยอมรับชุดบอมบ์สูท ป้องกันระเบิดซีโฟร์

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนร้ายลอบวางระเบิดที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายสวมชุดบอมบ์สูทเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า จากการตรวจสอบชุดบอมบ์สูททั่วประเทศ มีทั้งหมด 11 ชุด อยู่ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 2 ชุด และอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก 9 ชุด ซึ่งชุดบอมบ์สูท 3 ถึง 8 ใน 11 ชุดนั้น ตำรวจยืมมาจากทหาร และอีกส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศออสเตรเลีย 
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวยอมรับชุดบอมบ์สูทไม่สามารถป้องกันระเบิดที่มีอนุภาพรุนแรงอย่างระเบิดซีโฟร์ได้ ดังนั้นในปีงบประมาณ 2554 ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะได้เพิ่มงบประมาณให้กับหน่วยงานเก็บกู้วัตถุระเบิดตามที่ร้องขอมาอีกด้วย และในปีนี้จะมีการโอนย้ายเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด หรือ อีโอดี จำนวน 26 นาย ของทหารมาช่วยงานอีโอดีของตำรวจ

พล.ต.อ.วิเชียร ยังกล่าวถึงการร้องเรียนจากประชาชนว่า ยังมีการปล่อยปละละเลยเล่นพนันตู้ม้าอยู่นั้น ได้สั่งการให้ตำรวจสอบสวนกลางรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ซึ่งหากตรวจสอบพบท้องที่ใดยังปล่อยปละละเลย จะมีมาตรการลงโทษอย่างเด็ดขาด

จนท.แดนใต้วอนรัฐขอเครื่องมือสกัดระเบิด 3 รูปแบบ

แหล่งข่าวระดับปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนภาคใต้  ซึ่งรอดตายจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิด เมื่อปีที่ผ่านมา ให้ข้อมูลเกี่ยวจากกรณีเหตุระเบิดจนเป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้ สังกัด ตชด.447 เสียชีวิตขณะสวมชุดบอมบ์สูทเข้าปฏิบัติภารกิจ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากเป็นความสูญเสียในแวดวงข้าราชการเจ้าหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ยังสะท้อนภาพของสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น อีกทั้งทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกลับไปทบทวนวิธีการและรูปแบบในการแก้ไขปัญหา รวมถึงการสกัดกั้นการก่อเหตุของกลุ่มก่อความไม่สงบมากขึ้น

แหล่งข่าวรายนี้ให้ข้อมูลว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องชุดบอมบ์สูท โดยการเพิ่มจำนวน หรือให้เพียงพอกับพื้นที่แต่ละแห่งนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดีระดับหนึ่งเท่านั้น แต่หากพิจารณาสภาพของการก่อเหตุของคนร้ายอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบว่า การลอบวางระเบิดของคนร้ายตลอด7ปีที่ผ่านมานั้นมีรูปแบบใหญ่ๆอยู่3ลักษณะคือ 1.การใช้โทรศัพท์จุดชนวน 2.ใช้รีโมทเป็นตัวจุดชนวน และ 3.ใช้วิทยุสื่อสาร เป็นตัวจุดชนวน นอกจากนี้ยังมีการจัดชนวนระเบิดแบบลากสายไฟ และก่อเหตุด้วยระเบิดกับดักชนิดเหยียบ ซึ่ง2ชนิดหลังไม่เกี่ยวกับอุปกรณ์ตัดสัญญาณ

แหล่งข่าวยังบอกอีกว่า ความสูญเสียจากเหตุระเบิดแต่ละครั้งคนร้ายจะใช้รูปแบบจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ รีโมท และวิทยุสื่อสาร ดังนั้นการตัดสัญญาณโทรศัพท์บางครั้งอาจใช้ไม่ได้ผล หากคนร้ายเลือกลงมือกดชนวนระเบิดด้วยรูปแบบอื่น ดังนั้นวันนี้จึงอยากให้มีการพิจารณาสนับสนุนอุปกรณ์ในการรับมือการก่อเหตุของคนร้ายให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อลดการอัตราเสี่ยงในการเกิดเหตุที่นำไปสู่ความสูญเสีย
"ชุดบอมบ์สูทก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีให้เพียงพอเพื่อรองรับกับสถานการณ์ ขณะเดียวกันอุปกรณ์ควบคุมการจุดชนวนระเบิดของคนร้ายก็จำเป็นอย่างยิ่งยวดอย่างมาก ทั้งที่สามารถควบคุมสัญญาณโทรศัพท์มือถือ รีโมท รวมไปถึงวิทยุสื่อสาร เพื่อไม่ให้ต้องสูญเสียบุคคลากรที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจเพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนได้อีก"

แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวต่อว่า การปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นอกจากทุกคนจะมีคติเดียวกันนั่นคือกายพร้อม ใจพร้อมแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องพร้อมอยู่เสมอนั่นเครื่องอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการนำไปใช้เพื่อป้องกัน หรือป้องปรามการก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มผู้อก่อความไม่สงบ เพราะแต่ละครั้งเจ้าหน้าที่แทบไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่าคนร้ายจะใช้รูปแบบใดในการก่อเหตุ ฉะนั้นหากมีอุปกรณ์ที่พร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ก็จะเป็นหนึ่งในหนทางที่ช่วยกระตุ้นขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานได้มากขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น