วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

จาตุรนต์ ฉายแสง ปัญหาอยู่ที่ "คน" ต้องแก้ด้วย "คน"


สัมภาษณ์พิเศษ

ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ มาถึงจุดปรอทเดือดอีกครั้ง หลังแรงระเบิดลูกใหญ่ที่ จ.ยะลา และอิทธิพลของพระราชกำหนดบริหารราชการในภาวะฉุกเฉิน พ.ศ.2548 แผ่รัศมีไปทั่วด้าน เมื่อแรงต้านจากทุกภาคส่วนของสังคมกระแทกกลับไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงต้องหาหนังหน้าไฟมาต้าน เขาเลือกใช้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี สายพิราบดั้งเดิมมาลดอุณหภูมิทะลุเดือด ผู้สื่อข่าวจึงได้สนทนากับพิราบใหญ่อีกคราว
- ขณะนี้รัฐบาลมีความรู้ความเข้าใจปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้นแล้วหรือยัง
ยังขาดความชัดเจนในเรื่องที่ว่า "ใคร" เป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับใครบ้าง ความเสียหายมีสถิติการเสียชีวิต บาดเจ็บ ความเสียหายด้านเศรษฐกิจ สินทรัพย์ แต่ไม่ชัดเจนว่าใครผิด เกี่ยวข้องกับใคร จึงควรให้ความสำคัญกับเรื่อง "ใครคิดอย่างไร" ในแง่ความเข้าใจเชิงลักษณะของปัญหา ความขัดแย้ง ยังมีความเข้าใจต่างๆ กันไป การวิเคราะห์ยังไม่ตรงกัน ผมเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ยังเข้าใจไม่ตรงกัน จึงจำเป็นต้องรีบทำความเข้าใจให้ตรงกัน หรือใกล้เคียงกันให้มากที่สุดโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นทิศทางการทำงานจะไม่ตรงกัน เช่น มีการพูดกันว่าเรื่องนี้เป็นการแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ เกี่ยวข้องกับต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับคนร้ายกลุ่มหนึ่ง แล้วต้องจับให้ได้ หรือเป็นการก่อการร้ายแบบที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ หรือเป็นเรื่องความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ศาสนา เชื้อชาติ ปัญหาความไม่พอใจเจ้าหน้าที่รัฐ หรือความไม่เป็นธรรมระหว่างประชาชนกับประชาชน หรือระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน เรื่องการจัดการดูแลคนที่มีเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ที่ต่างออกไปเราไม่ได้ทำมานาน
- ถ้าที่ผ่านมาขาดความเป็นเอกภาพ ต้องปรับแนวทาง แล้วจะปรับกันอย่างไร
ต้องช่วยกันทำความเข้าใจทั้งในระบบราชการ นอกระบบราชการ รวมทั้งการหารือกับคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) แต่ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ไม่ใช่เรื่องการจับโจรได้ แล้วโจรน้อยลง หมดไป แต่จะเกิดการสะสม เคียดแค้น มีประวัติศาสตร์ความไม่เป็นธรรมสะสมมา หรือกรณีการแก้ปัญหาการก่อการร้ายในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แล้วคิดว่าเหมือนกับปัญหาในกรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ก็ผิด การแก้ปัญหาก็จะผิด เพราะจะเป็นการมุ่งหาผู้ก่อการร้าย
ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้มีความต่างจากปัญหาในลอนดอน เช่น เรื่องการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐที่สะสมมา ความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเชื่อมโยงหลักศาสนากับความรุนแรง มีขบวนการ มีวัตถุประสงค์เฉพาะทางการเมือง แล้วมีการไม่ยอมรับความแตกต่าง ปฏิบัติต่อกันอย่างไม่เหมาะสมมายาวนาน ปัญหาความไม่พอใจเจ้าหน้าที่รัฐมีอยู่อย่างกว้างขวางและเข้มข้น เจือจางไม่เท่ากัน ถ้ามีการจัดการไม่ดีก็จะทำให้เกิดความไม่พอใจเข้มข้น แล้วพัฒนาไปเป็นปัญหาอื่นที่ใหญ่กว่า เช่น การเป็นที่สนใจ ถูกตรวจสอบโดยองค์กรระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกันก็ต้องปิดประตูปัญหาที่จะลุกลามใหญ่โตขึ้น หมายความว่า เมื่อเราทำให้ประชาชนในพื้นที่รู้สึกเป็นเจ้าของสังคม มีสิทธิ มีเสียง มีส่วนร่วม ต้องให้เขารู้สึกว่านโยบาย มาตรการต่างๆ ที่ออกมาแล้ว ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถจะเสนอความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงได้ เหมือนกับการแก้ปัญหาในกรุงเทพมหานครที่ประชาชนสามารถวิจารณ์ผู้ว่าฯ กทม.ได้ วิจารณ์รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีได้ เพราะเขาก็เป็นเจ้าของประเทศ เท่ากับคนใน กทม. ถ้าทำให้เขารู้สึกอย่างนี้ได้ ก็ไม่ต้องพูดเรื่องแบ่งแยกดินแดน การจลาจล เพราะถ้าประชาชนมีส่วนร่วม คนที่จะแก้ปัญหาก็คือประชาชน
- ในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่เยียวยา คิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในความรู้สึกชาวบ้านเกินกว่าการเยียว ยาแล้วหรือยัง
เรื่องความรู้สึกสำคัญที่สุด ถึงแม้จะมีปัญหาหนักหนาก็ต้องพยายามทำให้สำเร็จ น่าจะยังไม่สายเกินไป ทุกฝ่ายต้องทำงานแข่งกับเวลา ไม่ให้ปัญหาลึกเกินไปจนยากที่จะเยียวยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับประชาชน หรือเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ต้องไม่ให้เป็นความบาดหมางระหว่างคนต่างศาสนา ต้องสกัดกั้นและลดเงื่อนไขที่จะเป็นการเพิ่มปัญหา เช่น มาตรการจัดระบบยุติธรรมระดับชาติ การสืบสวนสอบสวนที่มีประสิทธิภาพ การเอาคนผิดมาลงโทษได้แม่นยำ มีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องรีบทำ เพื่อลดตัวปัญหาลง การแก้ปัญหาก็ต้องระมัดระวัง จำกัดผู้ที่เป็นปัญหาให้แคบลง ใช้หลักนิติวิทยา ศาสตร์ให้แม่นยำ ไม่เกิดการปราบปรามผิดคน เกิดการทำร้ายคนบริสุทธิ์
ปัญหาสำคัญมากคือ เจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านไม่เชื่อถือกระบวนการยุติธรรม เช่น มีการพูดกันว่า ตำรวจอาจจะคิดว่ามีปัญหาก็แอบยิงทิ้ง ก็อุ้มเลย ชาวบ้านก็คิดว่าต้องฆ่าล้างแค้น จึงไม่เห็นประโยชน์ที่จะแจ้งความดำเนินคดี ไม่มีการใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์ ไม่เก็บหลักฐาน ก็ยากที่จะจับใครมาลงโทษได้ ก็เพิ่มปัญหา ประชาชนก็มีคำถามว่าเหตุใดไม่เก็บหลักฐาน ซึ่งจะทำให้รู้ว่ามีใครทำผิดอย่างไร ถ้าปล่อยไว้จะเกิดการหันไปใช้วิธีการนอกกฎหมาย เกิดความไม่ไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐ
- มั่นใจหรือไม่ว่าปฏิบัติการคราวนี้จะไม่จบลงแบบคราวที่แล้ว
คราวนี้เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายงาน ก็ได้หารือกับท่านไปแล้วครั้งหนึ่ง ท่านก็ยืนยันว่าให้อำนาจแทนนายกรัฐมนตรีเต็มที่ และจะสนับสนุนให้ทำงานได้จริงๆ ก็จะทำงานเต็มความสามารถ ผมไม่กังวลว่าคราวนี้จะจบอย่างไร การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น แก้ไม่ได้โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้เป็นกำลังหลักก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องให้ประชาชนเป็นกำลังหลัก สอดคล้องกับบรรยากาศที่อยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนแนวคิดการแก้ปัญหาครั้งใหญ่ การแก้ปัญหาครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผม แต่ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ที่ผู้รับผิดชอบทุกระดับ หลายฝ่ายมาก ผมจะทำได้ดีแค่ไหนก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จเท่านั้น
การเสนอทางออกในการแก้ปัญหาคราวที่แล้ว (เมษายน 2547) และการเป็นกรรมการในคณะกรรมการอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) ไม่ได้ทำหน้าที่บัญชาการโดยตรง ครั้งนี้ได้รับการมอบหมายให้บัญชาการ ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสที่จะสามารถใช้ความรู้ ความเข้าใจทั้งที่มีอยู่เดิม และความรู้ใหม่ๆ ใช้ในการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาได้ ขณะนี้ยังไม่เห็นอุปสรรคในการทำหน้าที่ แต่หากจะเจอในอนาคต ก็เป็นไปได้ ก็แก้กันไป ก็ถือว่าครั้งนี้ไม่ได้รับมอบหมายลอยๆ แต่มีหน้าที่และให้อำนาจมาด้วย
ปัญหาใหญ่คือ ที่ผ่านมาเชื่อว่าสังคมไทยยังขาดการทำความเข้าใจในการที่ปฏิบัติต่อความแตกต่างหลากหลายของคนในสังคม ปัญหานี้เป็นปัญหาของคนทั้งสังคม ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะว่าคนในสังคมพอได้ยินว่าคนใน 3 จังหวัดภาคใต้ไม่พูดภาษาไทย หรือพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ ก็ตกใจ โกรธ แสดงถึงความไม่เข้าใจเอามากๆ ของคนในสังคมไทย อีกตัวอย่างคือไปยึดติดว่ามีการติดป้ายภาษายาวีในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ แต่กรณีร้านอาหารจีนในถนนเยาวราช เขาขายหูฉลาม อาหารที่อร่อยขึ้นชื่อ เมื่อเราสั่งอาหารเป็นภาษาไทยเสร็จ ในร้านเขาก็สื่อสารกันต่อเป็นภาษาจีน ซึ่งแม้เขาไม่พูดภาษาไทย แต่ก็อยู่ในสังคมไทยได้ เขาก็ทำประโยชน์ให้ประเทศด้วยการจ่ายภาษี ก็อยู่ร่วมกันได้ เพราะฉะนั้นต้องสร้างความเข้าใจทั้งสังคม ให้มองปัญหาแบบเข้าใจ ต้องมีหลักสูตร คอร์สพิเศษ เพื่อทำความเข้าใจข้าราชการที่จะลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วย
- รูปธรรมในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะเป็นอย่างไร
หากจะมีการปะทะกัน สู้กัน หรือทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ต้องรีบสร้างกติกาให้ชัดเจน เตรียมการให้ดี ต้องไม่ให้เกิดกรณีความรุนแรงใหญ่ๆ ไม่ให้เกิดอีกโดยเด็ดขาด ให้เกิดไม่ได้อีกแล้ว ถ้าเกิดอีกจะเป็นความเสียหายใหญ่หลวงของประเทศ ทั้งนี้ การทำความเข้าใจ สั่งการ ไม่ใช้เวลามาก เพราะมีสื่อที่ทำให้เกิดความเข้าใจ รับรู้ ได้พร้อมกัน แต่ถ้ายังพูดกันคนละทาง ก็มีปัญหาอยู่อย่างนั้น จึงต้องจัดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผ่านกระบวนการจัดประชุมในพื้นที่ แล้วจะเพิ่มโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนให้มากขึ้น รูปธรรม คือ เมื่อประชาชนรู้สึกพอใจกับการแก้ปัญหา สังคมมีความเป็นธรรมแล้ว เขาก็จะทำให้สังคมเขาดีขึ้นได้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง การทารุณ กลับเห็นว่าการก่อความไม่สงบสร้างความโหดเหี้ยม เป็นอุปสรรคต่อการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกเชื้อชาติ ศาสนาต้องการ
- มาตรการเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดภาคใต้จะเริ่มต้นที่ตรงไหนอย่างไร
หลังจากได้รับรายงานว่าผลกระทบจากความไม่สงบทำให้เศรษฐกิจซบเซา ชะลอตัว ธุรกิจประสบกับการขาดทุน ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปหามาตรการเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การส่งเสริมการลงทุน ราคาสินค้าเกษตร ซึ่งจะเน้นระยะสั้นและระยะกลางเป็นหลัก เช่น การแทรกแซงราคา การหาตลาดเพิ่มในต่างประเทศ ต่างจังหวัด นำโครงการที่เคยได้รับสิทธิการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปแล้ว ยังชะลอการลงทุนมาพิจารณาใหม่ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการให้ความช่วยเหลือ มาตรการด้านการให้สินเชื่อโดยสถาบันการเงินของรัฐ จะปรับปรุงใหม่ให้หลักเกณฑ์สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวมุสลิม การเก็บภาษีนิติบุคคลจะไม่มีการเก็บแบบตั้งเป้าอีกต่อไป และจะเพิ่มบริการด้านสหกรณ์ ด้านการประกันภัยเข้าไปด้วย ถ้าโครงการไหนไม่ตรง หรือไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ก็จะเสนอให้ปรับปรุงใหม่ เงินงบประมาณที่ทุ่มลงไปรักษาความไม่สงบก็สูงอยู่ ยิ่งสูงก็ยิ่งสะท้อนว่าแก้ปัญหาไม่ได้ บางโครงการต้องเร่งให้เร็วขึ้น เช่น นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล
- ทำไมเมื่อ 2 ปีที่แล้วจึงไม่มีการดำเนินการหาคนผิดให้ถูกหลักนิติธรรม
เป็นเรื่องประเพณีของสังคม ที่ไม่ใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์ เรื่องก่อนหน้านี้ก็ต้องมาสรุปบทเรียนกัน ซึ่งยิ่งสถานการณ์รุนแรงก็ต้องยิ่งปฏิบัติตามนิติวิทยาศาสตร์ การแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ต้องไม่คิดว่าเป็นการรบกับกองทัพต่างชาติ ถ้าเข้าใจว่าเป็นปัญหากองทัพต่างชาติ เป็นการเข้าใจผิด ความจริงแล้วเป็นการแก้ปัญหาให้ประชาชนของชาติเราเอง ถ้ามีเยาวชนพร้อมใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เกลียดชังรัฐบาล ก็ต้องคิดว่าผิดปกติ ต้องหาสาเหตุแล้วรีบทำความเข้าใจ จะใช้ความรุนแรงกับคนของตัวเองได้อย่างไร เรื่องกฎอัยการศึกก็มีช่องโหว่พอสมควร ในแง่กระบวนการยุติธรรมต้องช่วยกันไม่ให้มีการละเมิด หรือทำให้ไม่ยุติธรรม การเปิดโอกาสให้ผู้คิดต่างผู้กระทำผิดแล้วมีโอกาสกลับสู่สังคมปกติ ด้วยความสันติทางยุทธศาสตร์ต้องทำจริงจัง ซึ่งคนละประเด็นกับการที่เจ้าหน้าที่ทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย
ช่วงหลายวันมานี้ ผมแอบเข้าไปแสดงความคิดเห็นในบล็อกหลายต่อหลายบล็อก เกี่ยวกับ พระราชกำหนดปัญหา ก็สนุกสนานไปอีกแบบครับ ทั้งโดนด่าแบบไม่มีเหตุผล โดน ดิสเครดิต โดยคนพูดก็ไม่มีอะไรมารองรับความคิดเห็นของเขา หรือแม้แต่ตอบคำถามคาใจของผมไม่ได้ ผมอ่านแล้วก็ได้แต่ขำ ๆ แต่ก็โต้ตอบไปหลายครั้ง ท่านใดสนใจเรื่องราวเหล่านี้ ท่านลองเข้าไปดู ๆ กันได้ที่นี่ครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น