วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

สภาพของเปอร์เซียก่อนกำเนิดศาสนาบาไฮ

พระศาสดาคือสื่อกลางระหว่างพระผู้เป็นเจ้า (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก) กับมนุษย์  คือผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมาเพื่อสอนมนุษย์ในแต่ละดินแดนแต่ละยุคสมัย  ดังนั้นพระศาสดาจึงเป็นบุคคลที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา  ความรู้ของพระศาสดามาจากการดลใจของพระผู้เป็นเจ้า  พระศาสดาจึงหยั่งรู้สัจธรรมทั้งหมดโดยไม่ต้องศึกษาเล่าเรียน ศาสนาบาไฮมีพระศาสดาสององค์คือพระบ๊อบและพระบาฮาอุลลาห์  ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเพราะทุกศาสนาในอดีตต่างมีพระศาสดาองค์เดียว  ก่อนจะทราบประวัติความเป็นมาของศาสนาบาไฮ  ควรกล่าวถึงสภาพของเปอร์เซีย (อิหร่าน) ซึ่งเป็นดินแดนกำเนิดของศาสนาบาไฮในกลางคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า

แม้จะเคยเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองและเลื่องลื่อด้านอารยธรรม  แต่มาในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้าเปอร์เซียกลับกลายเป็นประเทศที่เสื่อมโทรมศีลธรรม  อ่อนแอ  ล้าหลังและดันทุรัง  การปกครองของเปอร์เซียสมัยนั้นเป็นแบบเผด็จการ  กษัตริย์ชาห์ควบคุมอำนาจทุกอย่าง  ทั้งอำนาจรัฐบาล  นิติบัญญัติและตุลาการ  ไม่มีศาลพลเรือนที่จะรั้งการกระทำของพระองค์  กษัตริย์ชาห์มีอำนาจทำอะไรได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนทำ  พระองค์มีอำนาจที่จะแต่งตั้งรัฐมนตรี  ข้าหลวง  หรือปลดออกได้ตามประสงค์  พระองค์สั่งประหารชีวิตได้ทุกคน ไม่มีกฎหมายใดยับยั้งคำสั่งของพระองค์ได้  คำพูดของพระองค์คือกฎหมาย  ความสามานย์ที่พระองค์รับรองจะกลายเป็นความดี  ทรัพย์สมบัติของผู้ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งหรือผู้ที่ถูกประหารชีวิตจะกลายเป็นของพระองค์  พระองค์สามารถใช้ทรัพย์สมบัติทุกอย่างได้ตามที่ตนต้องการ  พระองค์มีสิทธิพิเศษในกิจการสาธารณะทั้งหลาย  เช่นการทำเหมืองแร่  การสร้างถนน  การรถไฟ  การทำประโยชน์จากแหล่งทรัพยากรต่างๆ  ทุกคนต้องซื้อผ่านจากพระองค์  ข้อผูกพันของกษัตริย์ชาห์มีเพียงอย่างเดียวคือรูปแบบพิธีกรรมของศาสนาประจำชาติ 

ข้าราชบริพารทั้งหลายที่อยู่ใกล้ชิดกับกษัตริย์ชาห์  ไม่มีใครบอกความจริงกับพระองค์หรือให้คำปรึกษาที่เที่ยงธรรม  แม้แต่บรรดารัฐมนตรีที่พระองค์ไว้วางใจก็ล้วนแต่ประจบสอพลอ  เมื่อกษัตริย์ชาห์จะวินิจฉัยเรื่องใดๆ  ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเพราะพระองค์ไม่สามารถเชื่อถือข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับ  กษัตริย์ชาห์แทบไม่ได้มีการควบคุมหรือติดตามกิจการทั้งหลายที่พระองค์สั่งการออกไป  ซึ่งเมื่อสั่งการออกไปแล้วมักกลายเป็นเกมคอรัปชั่นของข้าราชการทั้งหลาย  กษัตริย์ชาห์มีผู้สืบเชื้อสายเพศชายมากมายเพื่อรับประกันการสืบทอดอำนาจของราชวงศ์จนอาจไม่มีราชวงศ์ไหนในโลกเทียบได้   การประเมินที่ปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์เปอร์เซียบอกว่ากษัตริย์ฟาห์อาลีชาห์  มีมเหสีประมาณ 1,000  คนและมีโอรสประมาณ 260 คน  เจ้าชายเหล่านี้ไม่ต้องทำงานอะไรแต่จะมีรายได้ก้อนใหญ่ไว้ใช้จ่ายอย่างสุขสำราญซึ่งมาจากภาษีของประชาชน  และจะได้ดำรงตำแหน่งที่มีผลประโยชน์ต่างๆ ทั่วประเทศ  แทบจะไม่มีตำแหน่งการปกครองไหนในเปอร์เซียที่เจ้าชายเหล่านี้มิได้ครอบครองอยู่และสามารถใช้ตำแหน่งนั้นหาผลประโยชน์ได้  ดังภาษิตของเปอร์เซียที่ว่า  “อูฐ  ตัวไรและเจ้าชายมีอยู่ทุกแห่งหน”  ดังนั้นพวกเชื้อสายพระวงศ์เหล่านี้จึงเป็นที่เกลียดชังที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของประชาชน

การปกครองของเปอร์เซียในสมัยนั้นปราศจากหลักการหรือกฎเกณฑ์ใดๆ  การปกครองเป็นเพียงการใช้อำนาจสั่งการต่อตำแหน่งที่รองลงมาตั้งแต่รัฐบาลสูงสุดลงไปถึงหัวหน้าหมู่บ้าน  สิ่งที่ควบคุมการทำงานเหล่านี้มีเพียงสิ่งเดียวคือ  ความกลัวผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าตน  ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับสูงก็จะเกรงกลัวนโยบายของชาวต่างชาติ   อำนาจของเจ้าชายทั้งหลายขึ้นอยู่กับกษัตริย์ชาห์  เจ้าชายเหล่านี้สามารถถูกปลดอำนาจหมดและถูกริบทรัพย์สินจนกลายเป็นขอทานได้ภายในพริบตา  เจ้าหน้าที่บ้านเมืองถือหลักการที่ว่ารักษาตนเองให้รอดและทำลายผู้อื่น  การพูดอะไรออกไปมักจะมีภัยมาถึงตนนอกจากเป็นการพูดประจบประแจง  ความศรัทธาต่อรัฐบาลดูเหมือนไม่มีอยู่ในหัวใจของประชาชน  ประชาชนไม่มีความสำนึกในหน้าที่หรือเกียรติ  ไม่มีการเชื่อใจกันหรือร่วมมือกันเว้นแต่เวลาคบคิดกันทำความชั่ว  และเหนืออื่นใดประชาชนไม่มีสำนึกในความรักชาติ

ชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่มักจะมีการแลกเปลี่ยนของกำนัลซึ่งดูเหมือนเป็นผู้มีน้ำใจไมตรี  แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ได้รับของกำนัลจะต้องให้สิ่งตอบแทนที่มีราคาสมกันเพื่อความอยู่รอด  มีการรีดไถจากผู้มีอำนาจไล่ลงไปถึงผู้ที่รองลงมาตามลำดับ  จนถึงสุดท้ายคือชาวชนบทผู้เคราะห์ร้าย  ทรัพย์สินที่รีดไถมาจากหยาดเหงื่อของชาวชนบทได้ถูกใช้ไปอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย  ตำแหน่งต่างๆ นั้นจะได้มาก็โดยการให้เงินกับกษัตริย์ชาห์หรือผู้ที่มีอำนาจเหนือขึ้นไป  กรณีที่มีการสมัครแข่งขันกัน  ผู้ที่ให้เงินมากกว่าก็จะเป็นผู้ชนะ  ในสภาพเช่นนี้เองการรับราชการจึงเป็นหนทางของการกอบโกย  ข้าราชการบางคนเริ่มต้นด้วยตัวเปล่าแต่ในไม่ช้ามีคฤหาสน์อันใหญ่โตพร้อมข้าราชบริพารมากมายและมีความเป็นอยู่เหมือนเจ้าชาย  การมีข้า        ราชบริพารเป็นเครื่องหมายของเกียรติ  จำนวนข้าราชการบริพารเหล่านี้ได้ถือเป็นเกณฑ์การวัดระดับความสำคัญของเจ้านาย  ดังนั้นจึงมีค่านิยมทางสังคมที่จะสะสมจำนวนข้าราชบริพารให้มากๆ  ข้าราชบริพารส่วนใหญ่เหล่านี้มิได้รับเงินเดือนจากเจ้านายแต่พวกเขาพอใจที่จะอยู่ในสภาพเช่นนั้น  เพราะความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับเจ้านายช่วยให้พวกเขามีโอกาสรีดไถและหาผลประโยชน์  ข้าราชบริพารเหล่านี้ก็คือกรรมกรที่ไม่มีผลผลิต  มีแต่สูบจากผู้อื่นและยังความหายนะให้แก่ประเทศชาติ

อิสลามได้ควบคุมชีวิตของประชาชนทุกแง่ตั้งแต่อยู่ในเปลจนกระทั่งตาย  สำหรับประชาชนทั้งหลายอิสลามมิได้เป็นเพียงศาสนา  แต่เป็นทั้งการปกครอง  ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ สังคมทั้งหมดถูกห่อหุ้มไปด้วยอำนาจของนักบวช  ชาวยิวในเปอร์เซียจมปลักอยู่กับความยากจนและถูกประหัตประหารเรื่อยมาจนเป็นเรื่องธรรมดา  และมักจำต้องอาศัยอยู่ในสลัมหรือย่านหนึ่งที่แยกออกไปต่างหาก  ในเมืองอิสฟาฮันชาวยิวถูกห้ามมิให้สร้างกำแพงบ้านสูงเท่าบ้านของชาวมุสลิม  และจะมีร้านค้าไม่ได้  เมื่อมีความบ้าคลั่งศาสนาเกิดขึ้นชาวยิวมักจะเป็นเหยื่อรายแรกเสมอ  เมืองมัชฮัดมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ  ผู้แสวงบุญชายที่เดินทางผ่านมาด้วยความเหนื่อยยากและแวะพักแรม  ได้รับอนุญาตให้แต่งงานชั่วคราว  มีผู้หญิงมากมายจัดเตรียมไว้สำหรับแต่งงาน  มีการทำสัญญาระหว่างฝ่ายชายและฝ่ายหญิง  และจ่ายค่าธรรมเนียม โดยการสมรู้ร่วมคิดของนักบวชมุสลิม  และดังนั้นจึงถือว่าเป็นการแต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย  เมื่อเวลาผ่านพ้นไปสองสัปดาห์หรือหนึ่งเดือนคือเมื่อครบกำหนดสัญญา  ฝ่ายชายจะจากไป  และฝ่ายหญิงจะรอคอยการแต่งงานใหม่  กล่าวคือเป็นการค้าประเวณีกันอย่างดาษดื่นโดยการอนุมัติของนักบวชมุสลิมในเมืองมัชฮัด

การลงโทษในประเทศเปอร์เซียสมัยนั้นเขย่าขวัญที่สุด  มีการตรึงไม้กางเขน  ถลกหนังทั้งเป็น  ยิงออกจากกระบอกปืนใหญ่  แทงทะลุศีรษะ  ตอกเท้าด้วยเกือกม้า  เผาทั้งเป็น ผูกร่างกายไว้กับต้นไม้ใหญ่สองต้นที่โน้มเข้ามาหากันแล้วปล่อยให้ต้นไม้ดีดกลับไปในตำแหน่งเดิมเพื่อฉีกร่างกายของผู้ถูกลงโทษ

เหล่านี้คือสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายทารุณที่พระบ๊อบได้เผชิญเมื่อพระองค์ประกาศตนเป็นอิหม่ามกาอิมที่เสด็จมาตามพันธสัญญา  มุสลิมชีอะห์รอคอยการเสด็จกลับมาของพระศาสดาผู้ยิ่งใหญ่สององค์คืออิหม่ามกาอิมและอิหม่ามฮุสเซน   ส่วนมุสลิมซุนนีรอคอยการเสด็จมาของอิหม่ามมีห์ดีและพระเยซูคริสต์  ภายหลังจากที่พระโมฮัมหมัดล่วงลับไป  มีอิหม่าม 12 คนสืบทอดศาสนาต่อกันมาจากพระโมฮัมหมัดเป็นผู้นำทางให้แก่มุสลิมชีอะห์  อิหม่ามที่ 12  คือ อิหม่ามกาอิมขึ้นดำรงตำแหน่งในปีอิสลาม 260  และได้หายตัวไป  มุสลิมชีอะห์เชื่อว่าอิหม่ามกาอิมมิได้ตาย แต่หายไปในใต้ดินและจะเสด็จกลับมาเมื่อโลกเต็มไปด้วยความอยุติธรรม  มีคำพยากรณ์ของอิสลามมากมายที่บ่งบอกว่าอิหม่ามกาอิมจะนำกฎมาใหม่และยกเลิกกฎของอิสลาม  

แต่เหล่านักบวชมุสลิมคิดว่าอิหม่ามกาอิมจะเสด็จมาฟื้นฟูอิสลามและเสริมบารมีของพวกเขา  สร้างอาณาจักรของอิสลามให้ยิ่งใหญ่กว้างไกลไปในหมู่ชาติต่างๆ  ดังนั้นการประกาศศาสนาและกฎบัญญัติใหม่ของพระบ๊อบจึงปลุกให้เกิดการต่อต้านจากเหล่านักบวชมุสลิม  คล้ายกับที่ชาวยิวต่อต้านพระเยซูเมื่อพระองค์ยกเลิกกฎของชาวยิว  พระบ๊อบและสาวกของพระองค์จึงต้องเผชิญกับความโหดร้ายทารุณของบรรดาผู้ต่อต้านศาสนาใหม่  ที่มีทั้งประชาชนที่คลั่งศาสนาที่ถูกนักบวชปลุกระดมมา  และกองกำลังทหารที่สั่งการโดยนายกรัฐมนตรีและอนุมัติโดยกษัตริย์ชาห์  กล่าวคืออำนาจรัฐและอำนาจของนักบวชได้รวมกำลังกันเพื่อทำลายล้างศาสนาใหม่นี้  ชาวบาบี (สาวกของพระบ๊อบ) จำต้องลุกขึ้นต่อสู้ป้องกันตัวตามความเชื่อเดิม  อย่างไรก็ตามภายหลังต่อมาเมื่อมาถึงยุคของพระบาฮาอุลลาห์  พระองค์ทรงห้ามใช้ความรุนแรงและยกเลิกบทบัญญัติของการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น