วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ทฤษฎีมือที่สาม

‘ทฤษฎีมือที่สาม’ กับการก่อการร้าย


พลันที่เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิงมัสยิดอัลกุรกอนที่บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ขณะชาวบ้านกำลังทำพิธีละหมาด เมื่อวันที่ ๘ มิ.ย.๒๕๕๒ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เพื่อนมุสลิมผู้รู้ในพื้นที่ให้คำอธิบายทันทีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นฝีมือของ ‘มือที่สาม’
 มือที่สามที่ว่า ก็น่าจะเป็นผลพวงจากการปะทะระหว่างโลกตะวันตกกับโลกมุสลิม หรือไม่ก็กลุ่มผลประโยชน์ที่แอบอิงอาศัยหากินอยู่กับปัญหาไฟใต้ โดยกลุ่มที่ลงมือปฏิบัติการเป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ หรือ ‘ผู้รับจ้าง’ ซึ่งอาจเป็นคนไทยพุทธ (ทหาร-ตำรวจ นอกแถว) หรือเป็นคนไทยมุสลิม (พวกติดยาเสพติด-สมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน) และยังทำนายต่อไปว่า “คอยติดตามดูภายในวันสองวันนี้จะต้องมีการฆ่าทำร้ายพระสงฆ์ ทำลายศาสนสถาน หรือมีการทำร้ายพี่น้องไทยพุทธแน่นอน”
 

 

ถัดมาจากนั้น มหกรรมการก่อการร้ายชุดใหญ่ก็เกิดขึ้นไล่เลียงกัน ตั้งแต่คนร้ายควงอาวุธสงครามยิงถล่มรถขายอาหารเร่บนถนนสายจะแนะ-สุคิริน ท้องที่บ้านกูมุง หมู่ ๒ ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ สองสามีภรรยาเสียชีวิตทันที โดยฝ่ายหญิงกำลังตั้งท้อง ๔ เดือน, คนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่พระสงฆ์ขณะออกบิณฑบาต บนทางหลวงสาย ๔๑๘ คลองขุด-ท่าสาป ท้องที่หมู่ ๕ ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา ทำให้มีพระสงฆ์มรณภาพ ๑ รูป บาดเจ็บสาหัสอีก ๑ รูป
 คนร้ายขว้างระเบิดลูกเกลี้ยงเข้าไปในรถโดยสารประจำทางสายบ้านนิคมกือลอง-นครยะลา บนถนนทางลัดสายมลายูบางกอก-พงยือไร ท้องที่หมู่ ๒ ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๑ ราย และบาดเจ็บอีก ๑๓ คน, คนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบยิงสองสามีภรรยาอาชีพคนงานก่อสร้างที่บ้านปงยามู หมู่ ๓ ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา เสียชีวิตทั้งคู่, คนร้ายลอบนำระเบิดชนิดแสวงเครื่องเข้าไปซุกไว้ในตู้แช่เครื่องดื่มในร้านขายของชำชื่อ หล่วนดง ในเขตเทศบาลตำบลบาเจาะ แรงระเบิดทำให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ ๖ ราย และ ฯลฯ อีกมากมาย
 จากเหตุการณ์ร้ายรอบใหม่ที่เกิดขึ้นไม่กี่วันนี้ หน่วยงานภาครัฐเองให้เหตุผลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามของผู้ก่อการที่ต้องการเสี้ยมให้พี่น้องพุทธ-มุสลิม ขัดแย้งกัน นำมาซึ่งการปะทะล้างแค้น เกิดความรุนแรง เพื่อยกระดับเหตุการณ์หวังผลให้แปรเป็น ‘เสียง’ ที่ฟ้องไปยังองค์กรระหว่างประเทศ
 นั่นทำให้หลายฝ่ายต้องหันกลับมาทบทวนประเด็นวิกฤตไฟใต้กันใหม่ เพราะกลับกลายเป็นว่าทุกอย่างเหมือนย้อนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นที่ ‘ศูนย์’ แม้นช่วงที่ผ่านมาต่อประเด็นการจัดการปัญหาภาคใต้ กล่าวกันว่าทหารมีบทบาทเป็นอย่างมาก และเชื่อมั่นว่ามาถูกทางและได้ผลในทางปฏิบัติ โดยยกเอาสถิติตัวเลขการก่อเหตุที่ลดลง แต่พอเกิดเหตุรุนแรงขึ้นแต่ละครั้ง ผู้ตกเป็นจำเลยก็ย่อมไม่พ้นทหารหรือบรรดานักการเมืองที่มักจะออกมาลอยหน้าลอยตาพูดทุกครั้งไปว่า “เรามาถูกทางแล้วๆ”
 ตลอดการเกิดไฟใต้รอบใหม่นี้ เป็นอีกครั้งที่มีความพยายามหยิบยกทฤษฎีต่างๆ มากมายมาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีขบวนการแบ่งแยกดินแดน ทฤษฎีความรุนแรงของฝ่ายรัฐ ทฤษฎีกบฏชาวนาอันลือลั่นของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และที่สำคัญ ณ เวลานี้คือเรื่องของ ‘ทฤษฎีมือที่สาม’
 ผู้ที่หยิบยกทฤษฎีมือที่สามขึ้นมาพยายามอธิบายว่า ปัญหารุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝีมือขบวนการแบ่งแยกดินแดนโดยตรง แต่เบื้องหลังของการกระทำทั้งหมดเป็นเรื่องของ ‘ผลประโยชน์และอำนาจ’ ซึ่งเกิดจากฝีมือบุคคลหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้ายาเสพติด พ่อค้าอาวุธ ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ นักการเมืองทั้งระดับประเทศ-ท้องถิ่น หรือพ่วงไปถึงเรื่องงบประมาณจากหน่วยงานภาครัฐที่ลงสู่พื้นที่อย่างมโหฬาร  
 ทั้งหลายทั้งมวลเพียงได้อาศัยโครงข่ายจัดตั้งของผู้ก่อการซึ่งมีความคับแค้นจากความ ‘อยุติธรรม’ ที่ได้รับจากภาครัฐหรือเยาวชนผู้ติดยาเสพติดเป็นตัวจุดชนวน ดังเช่นการหยิบยกบาดแผลจาก ‘กรณีตากใบ’ เป็นต้น เนื่องเพราะผู้ปฏิบัติการเป็นเพียงหน่วยงานย่อยหรือเซลส์ (Cells) แต่มีลักษณะการบังคับบัญชากกระจัดกระจาย เหมือนเป็นเครือข่าย หรืออีกทีก็เหมือนแยกส่วนกัน ทำให้นอกจากการปฏิบัติงานจะแยกส่วนกันไปแล้ว การจะ ‘เรียกใช้’ แต่ละเซลส์พลอยแยกส่วนกันไปด้วย
 ปัญหาคือ ‘ไอ้โม่ง’ จอมบงการที่เรียกใช้งานบรรดาเซลส์เหล่านี้คือใครกันแน่?
 

 
 



 

 ผู้นำศาสนาในพื้นที่หยิบยกข้อความในหนังสือ ‘อิสลาม ความจริงที่ต้องเปิดเผย’ เอกสารที่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องอย่างละเอียดโดยคณะที่ปรึกษาฝ่ายกิจการศาสนาอิสลาม (อูลามะฮฺ) ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ในประเด็นเรื่อง “ปัญหาการอยู่ร่วมกับศาสนิกอื่น” กรณีสาเหตุที่ว่า “คนส่วนหนึ่งถูกสอนให้เชื่อว่า การคบค้าสมาคมกับคนต่างศาสนาเป็นบาป ไม่สามารถอยู่ร่วมกับกาฟิร และผู้ที่ไม่เป็นมุสลิมบางส่วนก็มีแนวคิดนี้เช่นกัน” พร้อมกับอรรถาธิบายข้อพิจารณาอย่างชัดเจนว่า ศาสนาอิสลามเรียกร้องสันติภาพและยึดมั่นในหลักการแห่งความเข้าใจ ความรัก และเอื้ออาทรระหว่างมนุษย์ด้วยกัน อิสลามปฏิเสธความคิดพฤติกรรมสุดโต่งและความรุนแรงโดยสิ้นเชิง
 การประชุมใหญ่ระดับโลก เรื่องมุสลิมกับเพื่อนต่างศาสนิก (We&The other) ซึ่งจัดโดยกระทรวงศาสนสมบัติและกิจการอิสลาม ร่วมกับสภาสูงสุดเพื่อการธำรงสายกลาง ณ โรงแรมเชอราตัน ประเทศคูเวต เมื่อ ๖-๘ มีนาคม ๒๕๔๙ ที่ประชุมมีมติร่วมกันพอสรุปได้ ดังนี้
 “ความหลากหลายทางศาสนา ภาษา และเผ่าพันธุ์ ถือเป็นพื้นฐานทางธรรมชาติและข้อเท็จจริงของสังคมมนุษย์ โดยที่ความหลากหลายในเรื่องดังกล่าว ไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างที่จะสร้างความบาดหมางและเป็นศัตรูระหว่างกัน และขอประกาศเจตนารมณ์แห่งการยึดมั่นหลักสายกลาง และต่อต้านพฤติกรรมอันนำไปสู่ความรุนแรงและความบาดหมางระหว่างผู้คนในสังคม”
 

 
 

 “เช่นเดียวกับหลักปฏิบัติของทุกศาสนาที่มุ่งสอนให้คนเป็นคนดี ศาสนาพุทธเองก็มีหลักยึดเรื่องทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา การไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ถามว่าหากมีคนไปทำร้ายพระสงฆ์ขณะสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ ชาวพุทธจะคิดอย่างไร ก็เหมือนกับที่มีคนไปทำร้ายคนมุสลิมขณะละหมาด เหล่านี้แน่นอนว่าไม่ใช่คนที่ยึดมั่นในหลักศาสนาที่แท้จริงแน่เป็นคนกระทำ” ผู้รู้ในทางศาสนาอธิบาย
 นักการศาสนาจึงเชื่อว่า เป็นไปได้ไม่ได้ว่า เหตุการณ์รุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะกระทำโดยคนที่ยึดมั่นในหลักการศาสนา ใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรแห่งศรัทธา ไม่ว่าเป็นศาสนิกของศาสนาใดก็ตาม
 แต่จะเป็นใครนั้น? คงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องเร่งหาคำตอบ เพื่อไขปมปริศนาของ ‘ทฤษฎีมือที่สาม’ ให้จงได้ ก่อนที่ชาวบ้านในพื้นที่จะรู้สึกว่า ‘พึ่งพิงอำนาจรัฐ’ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว !!
 

ทฤษฎีความขัดแย้ง

ทฤษฎีความขัดแย้ง เป็นทฤษฎีที่มีรากฐานของสมมุติฐานที่ว่าสังคม คือ ระบบที่มีลักษณะซับซ้อนของความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality) และความขัดแย้ง (Conflict) ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Macionis 1993 : 19) ทฤษฎีความขัดแย้งทางสังคมเป็นทฤษฎีที่สนับสนุนให้ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่มีความสมบูรณ์ขึ้น กล่าวคือ ทฤษฎีความขัดแย้งทางสังคมมีแนวความคิดว่า สังคมนั้นไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่สังคมนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแบ่งแยก (Division) อันเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม นักสังคมวิทยากลุ่มความขัดแย้งทางสังคมจะพยายามค้นหาว่า ปัจจัยต่าง ๆ เช่น ชั้นทางสังคม เชื้อชาติ กลุ่มชน เพศ และอายุ มีความเกี่ยวพันกับความไม่เท่าเทียมของการกระจายทรัพยากรที่มีคุณค่าในสังคม ได้แก่ เงิน อำนาจ การศึกษา และเกียรติยศทางสังคมอย่างไร นอกจากนี้นักวิชาการในกลุ่มความขัดแย้งทางสังคมจะมองว่า ในสังคมเกิดการแข่งขันกันเพราะในสังคมมีความขัดแย้งกันอันเนื่องมาจากคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมได้รับผลประโยชน์และผลตอบแทนที่ไม่เท่าเทียมกัน สิ่งตอบแทนและผลประโยชน์ที่คนในสังคมได้รับมีความแตกต่างกันออกไปตามตำแหน่งและหน้าที่ทางสังคม นักสังคมวิทยาในกลุ่มนี้ยังมองว่า สังคมมีความขัดแย้งกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้สังคมมีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงตามมา
แนวคิด                            ความขัดแย้งทางสังคม (Social conflict) และความไม่เสมอ
                                    ภาคเกิดขึ้นและคงอยู่ได้อย่างไร
ขอบเขตของทฤษฎี                ระดับมหภาค
ตัวแบบของความคิด               การต่อสู้ระหว่างชนชั้น (Slass struggle)
                                     ผลประโยชน์ส่วนตัว (Self-interests)
                                     การครอบงำของกลุ่มสังคมบางกลุ่ม (Domination of some social groups)
นักทฤษฎี                           คาร์ล มาร์กซ์, ราล์ฟท์ ดาเฮร์นดอร์ฟ, แลนดอล คอลลินส์ เป็นต้น
ทฤษฎีความขัดแย้ง
             ทฤษฎีความขัดแย้งในปัจจุบันมักเกิดมาจากแนวความคิดของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มองว่าชั้นทางสังคมในสังคมทุนนิยมนั้นมีความสัมพันธ์กับปัจจัยการผลิต เช่น ทุน ที่ดิน เครื่องจักร เป็นต้น โดยปัจจัยการผลิตนี้จะเป็นตัวกำหนดชนชั้นทางสังคมดังนี้
             -ชนชั้นสูง (Bourgeoisie) เช่น นายทุน พ่อค้า เป็นผู้ที่มีปัจจัยการผลิตเป็นของตนเอง
             -ชันชั้นล่าง (Proletariat) เช่น กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา เป็นผู้ที่ไม่มีปัจจัยการผลิตเป็นของตนเอง
             ส่วนลัทธิมาร์กซ์สมัยใหม่จะมองว่าตำแหน่งทางสังคมนั้นมีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ กล่าวคือ เมื่อมีกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ ก็ต้องมีกลุ่มที่ถูกใช้ประโยชน์ เช่น นายจ้างคือผู้ได้รับผลประโยชน์ ลูกจ้างก็คือผู้ที่ถูกใช้ประโยชน์ และได้อธิบายว่าการหาแสวงหาผลประโยชน์นั้นมี 3 ประเภท ดังนี้ (Theodorson 1990 :229)
             -การแสวงหาผลประโยชน์ของนักลงทุนนั้นเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันของปัจจัยการผลิต ผู้ที่มีปัจจัยการผลิตพร้อมเพียงย่อมแสวงหาผลประโยชน์ได้มากกว่าผู้ที่ขาดปัจจัยการผลิต
             -การแสวงหาผลประโยชน์ขององค์กรนั้นเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันในทุนทรัพย์ขององค์กร องค์กรที่มีทรัพย์สินมากย่อมมีโอกาสที่จะนำเงินทุนไปสร้างผลกำไรตอบแทนได้มากกว่าองค์กรที่มีทรัพย์สินน้อย
             -การแสวงหาผลประโยชน์ของแรงงานนั้นเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันของแรงงานที่มีฝีมือไม่เท่าเทียมกัน ผู้ที่มีความสามารถหรือมีฝีมือที่เชี่ยวชาญย่อมได้รับผลประโยชน์จากการใช้ความสามารถได้ดีกว่าผู้มีความสามารถน้อยกว่าหรือไม่มีความเชี่ยวชาญ
             ส่วนแมค เวเบอร์ ได้เสนอความคิด การปิดกั้นทางสังคม (Social closure) ว่า ในทุกสังคมจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้ผูกขาด (Monopoly) ในการได้รับผลประโยชน์จากสังคมและจะทำการกีดกันไม่ให้ผู้อื่นเขามาแสวงหาผลประโยชน์จากสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ซึ่งการผูกขาดนั้นมีหลายรูปแบบเช่น ที่ดิน ปัจจัยการผลิต อำนาจ ความรู้ หรือทรัพยากรบางชนิดที่เขาได้รับสิทธิในการควบคุมและดูแล
             ทฤษฎีการขัดแย้งของราล์ฟ ดาห์เรนดอ์รฟ  ให้ชื่อโมเดลว่า Dialectical Conflict Perspective  ในทัศนะของราล์ฟ ดาห์เรนดอ์รฟ  องค์การสังคมคือ imperatively coordinated association เรียกย่อว่า ICA องค์การนี้มีขนาดต่างๆอย่างองค์การสังคมโดยทั่วไปตั้งแต่กลุ่มสังคม ชุมชนไปจนถึงสังคมมนุษย์  องค์การแต่ละขนาดประกอบด้วยบทบาทจำนวนหนึ่ง  แต่ละบทบาทจะมีอำนาจบังคับผู้อื่นจำนวนหนึ่ง   ดังนั้นในสายตาของราล์ฟ ดาห์เรนดอ์รฟ  องค์การสังคมหรือไอซีเอของเขาเป็นเรื่องของความสัมพันธ์อำนาจและอำนาจในองค์การถือได้ว่าเป็นสิทธิอำนาจ (authority) เพราะบทบาทเหล่านี้เป็นของตำแหน่งที่ยอมรับกันในองค์การ  ดังนั้น ความเป็นระเบียบทางสังคมจะดำรงอยู่ได้ก็โดยการพยายามซ่อมบำรุงกระบวนการสร้างความสัมพันธ์แห่งสิทธิอำนาจเอาไว้
             สาเหตุของการขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงในสังคมเกิดจากการที่บางครั้งอำนาจมีอยู่น้อย  หายาก  กลุ่มย่อยต่างๆในไอซีเอจึงต้องแข่งขันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจอันน้อยนั้น
             ถ้าเปรียบความคิดของราล์ฟ ดาห์เรนดอ์รฟ กับของมาร์กซ์แล้วจะเห็นความพ้องกันในความคิด ดังนี้
             1.ทั้งสองเห็นพ้องกันว่าระบบสังคม (เข้าใจง่ายๆว่าคือสังคมมนุษย์) มีสภาพการขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง
             2.ทั้งสองเห็นว่าการขัดแย้งนั้นเกิดจากการขัดกันในผลประโยชน์ ซึ่งติดเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคม
             3.ทั้งสองเห็นว่าผลประโยชน์ที่ขัดกันนั้นสืบเนื่องมาจากการได้รับส่วนแบ่งอำนาจไม่เท่ากันระหว่างกลุ่มเหนือ (dominant) กับกลุ่มใต้ (subjugated)
             4.ทั้งสองเห็นพ้องกันว่าผลประโยชน์ต่างๆ  มีแนวโน้มที่แยกออกเป็นสองฝ่ายที่ขัดกัน
             5.ทั้งสองเห็นว่าการขัดแย้งเป็นแบบวิภาษวิธี ซึ่งมติของการขัดแย้งครั้งหนึ่งจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่ตรงข้ามกันขึ้น อันจะส่งผลให้มีการขัดแย้งคราวต่อไปอีกภายใต้เงื่อนไขเฉพาะอย่างหนึ่ง
             6.ทั้งสองเห็นพ้องกันว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นลักษณะที่ต่อเนื่องมาแต่โบราณ(ubiquitous)ของระบบสังคมและจะทำให้เกิดการขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในองค์การสังคมทุกระดับ  ซึ่งเป็นเรื่องของวิภาษวิธี
ประพจน์โดยสรุปที่ราล์ฟ ดาห์เรนดอ์รฟ สร้างขึ้นในทฤษฎีขัดแย้งเชิงวิภาษวิธีของเขามีดังต่อไปนี้
             1.การขัดแย้งมีโอกาสเกิดได้  หากสมาชิกของกลุ่มขัดแย้งรู้แน่ว่าผลประโยชน์ของตนคืออะไร  และสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อมุ่งผลประโยชน์นั้น
             2.ความขัดแย้งจะเข้มข้น  หากเงื่อนไขทางเทคนิค (เช่น  มีเครื่องอำนวยความสะดวก)  เงื่อนไขทางการเมือง (เช่น กฎหมายเปิดช่องไว้บ้างหรือผู้มีอำนาจบางคนสนับสนุน)  และเงื่อนไขทางสังคม (เช่น มีคนร่วมด้วยจำนวนมากพอ)ในการรวมกลุ่มขัดแย้งอำนวยให้
             3.ความขัดแย้งจะมีความเข้มข้น หากการกระจายสิทธิอำนาจและรางวัลเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน (ทำให้มีกำลังทวีคูณ)
             4.ความขัดแย้งจะมีความเข้มข้น หากการสับเปลี่ยนโยกย้ายบุคคลไปมาระหว่างกลุ่มที่ผู้มีอำนาจกับกลุ่มผู้ไม่มีอำนาจเป็นไปได้โดยยาก
             5.ความขัดแย้งจะรุนแรง  หากเงื่อนไขการรวมกลุ่มคนด้านเทคนิค  ด้านการเมืองและด้านสังคมไม่อำนายหรืออำนวยให้ทำได้น้อย
             6.ความขัดแย้งรุนแรง  หากมีการเสียประโยชน์ในการแบ่งรางวัล สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนเกณฑ์จากเกณฑ์ตายตัว   (หรือเกณฑ์วัตถุวิสัย  เห็นได้  วัดได้  ชัดเจน)ไปเป็นเกณฑ์เชิงเปรียบเทียบ (หรือเกณฑ์จิตวิสัย เช่น  ใครทำดีกว่าใคร  ใครทำเก่งกว่าใคร)
             7.ความขัดแย้งจะรุนแรง ถ้ากลุ่มขัดแย้งไม่สามารถจะสร้างข้อตกลงควบคุมการขัดแย้งระหว่างกันขึ้นมาได้
             8.ความขัดแย้งที่เข้มข้นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและการจัดองค์การใหม่ขึ้นในองค์การสังคมแห่งการขัดแย้งนั้น
             9.ความคิดขัดแย้งที่รุนแรงจะก่อให้เกิดอัตราการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและการจัดระเบียบใหม่ในองค์การสังคมที่เกิดการขัดแย้งนั้นอย่างสูง
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ กับความขัดแย้งทางสังคม ทฤษฎี ประสบการณ์และแนวทางสมานฉันท์
มีเหตุผลเพียงพอที่สนับสนุนความเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นสาเหตุหนึ่ง หรืออย่างน้อยมีความสัมพันธ์ กับความขัดแย้งในสังคม ทั้งในรูปแบบที่รุนแรงและไม่รุนแรง แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าความสัมพันธ์เป็นอย่างไรกันแน่ ทั้งในบริบทสากลในบริบทของประเทศไทย บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้ ทั้งในเชิงทฤษฎีและประสบการณ์จริง นอกจากนี้บทความยังครอบคลุมแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง หรือการสร้างความสมานฉันท์ที่มีสาเหตุหรือมีความเกี่ยวโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทย
ในด้านของข้อเท็จจริง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนในประเทศค่อนข้างสูง คือใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศที่มีปัญหาการกระจายรายได้รุนแรงเช่นบางประเทศแถบละตินอเมริกา โดยมีแนวโน้มที่ไม่เท่าเทียมกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2533 หลังจากนั้นก็เริ่มทรงตัวแต่ก็ยังอยู่ในระดับไม่เท่าเทียมกันสูง
อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำที่สูงไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความขัดแย้งเสมอไป ยังมีสาเหตุอื่นๆ นอกเหนือจากเหตุผลทางเศรษฐกิจอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติของประชาชนต่อความชอบธรรมของความเหลื่อมล้ำ ความคาดหวังต่ออนาคตที่ดีขึ้น การรวมตัวของกลุ่มคนในสังคม ความสามารถของสังคมในการป้องกัน และจัดการความขัดแย้งหรือแม้กระทั่งความสามารถของฝ่ายปกครองในการปิดกั้นความรุนแรงมิให้เกิดขึ้น เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็พบว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่รวดเร็วและขนานใหญ่ มักจะนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงในบางครั้ง เพราะหลายภาคส่วนของสังคมไม่สามารถปรับตัวได้ทัน หรือการจัดระเบียบสังคมปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
มีประสบการณ์ความขัดแย้งทั้งในต่างประเทศ และในประเทศที่น่าจะมีความเกี่ยวโยงกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้จะเป็นทางอ้อม เช่นประสบการณ์ต่างประเทศ หลายประเทศประสบปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรง ซึ่งมีสาเหตุที่สามารถโยงไปถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่รวดเร็วเกินกว่าการจัดระเบียบทางสังคม และการเมืองจะตามได้ทัน เช่น ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ ในระยะครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงที่ประเทศทั้งสามมีการ “ปฏิวัติอุตสาหกรรม” ซึ่งมีผลทำให้โครงสร้างการผลิตเปลี่ยนไปอย่างพลิกผันจากอดีตก่อนหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานและชนชั้นนายทุนยังอยู่ในช่วงเริ่มแรกของการพัฒนา จึงเกิดการเอารัดเอาเปรียบ การปฏิบัติต่อแรงงานเป็นไปอย่างไร้ศีลธรรม ภาครัฐเองก็ยังไม่พร้อมในการเข้ามาจัดระเบียบ ความขัดแย้งและความรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ประเทศในกลุ่มละติน อเมริกาบางประเทศก็ประสบปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวโยง กับปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำที่เด่นชัด เช่น เหตุการณ์ในประเทศอาร์เจนตินา โบลิเวีย และประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งประสบปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงในช่วงทศวรรษ 1990 จนถึงต้นทศวรรษ 2000 โดยมีสาเหตุจากการบริหารเศรษฐกิจมหภาคผิดพลาด จนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ (คล้ายกับประเทศไทย ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997) ซึ่งกระทบต่อทุกคนในประเทศ รวมทั้งผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากต้องประสบปัญหาการว่างงาน ค่าใช้จ่ายสูงตามเงินเฟ้อ เป็นต้น จุดที่น่าสนใจคือ ตัวอย่างของ 3 ประเทศนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะวิกฤตเศรษฐกิจเช่นที่สังคมประเทศนี้ประสบพบนั้น เคยเกิดกับประเทศอื่นๆ มานับไม่ถ้วน แต่ระดับความรุนแรงของวิกฤตการณ์ทางสังคมที่ตามมาไม่เด่นชัดเท่า ไม่รุนแรงเท่า
ในส่วนของประเทศไทยก็ประสบปัญหาความขัดแย้งทั้งที่รุนแรงและไม่รุนแรง ความเชื่อที่ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่รักสงบ และจัดการกับความขัดแย้งได้เป็นอย่างดี ถูกท้าทายด้วยความโหดร้ายและรุนแรงของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (เหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 แต่ในระดับความรุนแรงที่ต่ำกว่า) ในขณะที่เหตุการณ์ 6 ตุลาคมมีความซับซ้อนของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องมากมาย ทั้งในส่วนของรัฐบาลพลเรือนผสมในขณะนั้น ฝ่ายนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลากหลายอุดมการณ์ ฝ่ายทหารก็มีหลายพวกหลายเหล่า ความเชื่อมโยงกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจึงไม่ชัดเจน ส่วนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม สามารถหาจุดเชื่อมโยงกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองได้มากกว่า
กล่าวคือเป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นกับหลายๆ ประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ อย่างรวดเร็ว (ซึ่งในกรณีของไทยได้แก่การเปลี่ยนแปลง หลังการรับแนวคิดพัฒนาเศรษฐกิจ ของธนาคารโลกในยุคจอมพลสฤษดิ์ประมาณ 20 กว่าปีก่อนหน้า) ในขณะที่พัฒนาการทางการเมืองก้าวตามไม่ทัน การปกครองโดยทหารที่ไม่ให้อิสระเสรีภาพทางการเมืองแก่คนทั่วไป ภาพการคอร์รัปชั่น ระบบอภิสิทธิ์ ทำให้ความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นขนาดความชอบธรรม แม้ว่าประชาชนโดยทั่วไปจะมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นก็ตาม ดังการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ การต่อต้านคอร์รัปชั่นและเรียกร้องรัฐธรรมนูญจึงขยายวงกว้างจนกลายเป็นความขัดแย้ง การเผชิญหน้า และความรุนแรงในที่สุด
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาและ 6 ตุลาแล้ว ความขัดแย้งที่รุนแรงในสังคมไทยดูจะผ่อนคลายไประยะหนึ่ง ทั้งนี้น่าจะเป็นผลของพัฒนาทางการเมืองที่มีมากขึ้น เร็วบ้าง ช้าบ้าง แต่ก็ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม พัฒนาการทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับความเหลื่อมล้ำที่สูงมากขึ้นในสังคมไทย รวมทั้งการขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ทำให้ความไม่พอใจในการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจสังคมมีมากขึ้น ความขัดแย้งเริ่มปรากฏให้เห็นใหม่ ในรูปของการคัดค้านโครงการพัฒนาที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขื่อนปากมูล กรณีโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซ ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หรือกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าที่อำเภอบ่อนอก หินกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนต้องจัดการความขัดแย้งและแก้ปัญหาข้อพิพาทที่เหมาะสม
ความชอบธรรมของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งต่อความขัดแย้ง เพราะความเหลื่อมล้ำโดยตัวเองนั้น หากเป็นผลจากความขยันขันแข็งหรือความสามารถส่วนบุคคลแล้ว ก็มักจะไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง แต่หากมีความไม่ชอบธรรม เช่น มีการเอารัดเอาเปรียบ มีระบบอภิสิทธิ์ชนผ่านระบบอุปถัมภ์ที่ไม่โปร่งใส สังคมโดยรวมก็มักจะยอมรับไม่ได้ หากสังคมมีความชอบธรรมแล้วก็จะนำไปสู่สังคมที่สนับสนุน “ความเท่าเทียมกันของโอกาส” แทนความเท่าเทียมกันของรายได้หรือทรัพย์สิน
จริงๆ แล้วทุกสังคมจะมีกลไกเพื่อป้องกัน บรรเทา และแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพราะความสามารถในการจัดการกับความขัดแย้งมีผลโดยตรงกับความอยู่รอดของสังคมมนุษย์โดยรวม แต่ละสังคมอาจสร้างกลไกที่แตกต่างกัน เช่น สังคมตะวันตกปัจจุบันนิยมใช้กลไกทางกฎหมายเป็นตัวจัดการ ในขณะที่สังคมไทยและสังคมตะวันออกหลายสังคมพึ่งพิงวัฒนธรรมประเพณีมากกว่า
การสร้างความชอบธรรมในสังคม ถือได้ว่าเป็นมาตรการที่ตรงกับปัญหามากที่สุด ดังที่กล่าวแล้วว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยตัวเองมิใช่ปัญหา แต่ความไม่ชอบธรรมที่แฝงตัวมาพร้อมกับความเหลื่อมล้ำ (ถ้ามี) ต่างหากที่เป็นรากเหง้าของปัญหา จนสามารถเป็นเชื้อไฟก่อให้เกิดความขัดแย้งทั้งที่แฝงเร้น และที่แสดงออกอย่างรุนแรงได้
ส่วนการสร้างความสมานฉันท์ที่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจทำได้ 2 แนวทางพร้อมๆ กัน แนวทางแรกคือการสร้างกระบวนการจัดการความขัดแย้งเพื่อป้องกันความรุนแรง ซึ่งอาจประกอบด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่น การพัฒนากระบวนการประชาพิจารณ์โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ให้สามารถสะท้อนความต้องการของทุกฟากฝ่าย การมีกระบวนการแก้ปัญหาข้อพิพาท
หากความขัดแย้งบรรลุถึงระดับเด่นชัดและเสี่ยงต่อความรุนแรง แนวทางที่สองคือการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจโดยตรง ซึ่งอาจทำได้ผ่านทางมาตรการทางการคลัง เช่น มาตรการภาษี ระบบสวัสดิการสังคม และที่สำคัญคือการเร่งสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งจะช่วยทั้งในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจลง
พร้อมๆ กับสร้างความชอบธรรมให้กับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่จะยังหลงเหลืออยู่ อันจะมีส่วนช่วยในการป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ดีที่สุด

ทฤษฎีสงครามสงครามยืดเยื้อ

ทฤษฎีสงครามปฏิวัติตามแนวทางของเหมาเจ๋อตุง

     ในการทำสงครามต่อสู้ญี่ปุ่นและรัฐบาลก๊กมินตั๋ง เหมาฯยึดหลักพิชัยสงครามของ ซุนวู ปราชญ์ นักรบจีนโบราณที่ว่า ต้องเอาชนะจิตใจประชาชนต้องเอาแหล่งที่มาของเสบียงอาหาร และพิชิตป้อมปราการต่างๆ ให้จงได้โดยที่เหมาฯมีเหตุผลที่ว่า “ทหารเปรียบเสมือนปลา ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ ปลาถ้าขาดน้ำก็ตายฉันใด ทหารถ้าอยู่ห่างประชาชนก็ย่อมตาย ฉันนั้น ”
      เหมา ฯ ได้เขียนหนังสือชื่อ “On the Protracted War” โดยเหมาฯ กล่าวว่า การระดม กำลังทางการเมืองหมายถึงการบอกให้ประชาชน และกองทัพทราบถึงวัตถุประสงค์ทางการ เมืองในการทำสงครามนอกจากนั้นยังต้องวางกำหนด ขั้นตอนพร้อมทั้งจุดมุ่งหมาย ในการนำ ไปสู่วัตถุประสงค์อันนี้ไว้ให้ชัดเจนด้วย แนวความคิดของเหมาฯ ดังกล่าว ถือว่าเป็นรากฐาน ของการกำหนดยุทธศาสตร์สงครามปฏิวัติเพื่อยึดอำนาจรัฐด้วยมวลชนหรือ เรียกว่า “ สงคราม ประชาชน (People’s War) โดยมีหลักนิยมในการดำเนินการรวม ๓ ขั้นตอน คือ ปฏิวัติ ประชาชาติ ประชาธิปไตย ปฏิวัติสังคมนิยม และปฏิวัติไปสู่คอมมิวนิสต์สมบูรณ์แบบ
      ในการแย่งชิงอำนาจรัฐ จากรัฐบาลจะต้องใช้วิธีปลุกระดมมวลชน ให้ลุกขึ้นต่อสู้โดย เงื่อนไขประชาธิปไตย และเงื่อนไขประชาชาติ โดยรวมกำลังผู้รักชาติขับไล่จักรวรรดินิยมให้ หมดไปจากแผ่นดิน และใช้เงื่อนไขต่างๆ เช่น เงื่อนไขเศรษฐกิจเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมใน สังคม เป็นเครื่องมือในการรุกทางการเมือง เพื่อเตรียมมวลชนปฏิวัติ ทำสงครามประชาชนด้วย กองกำลังติดอาวุธ ตามกลยุทธ์ป่าล้อมเมืองทำการต่อสู้แบบยึดเยื้อยาวนานจนกว่าจะได้รับชัย ชนะ แบ่งยุทธวิธีออกเป็น ๓ ขั้นตอน
     ขั้นรับ ในขณะที่มีกำลังน้อยกว่ากำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องดำเนินการแทรกซึมบ่อน ทำลาย และปลุกระดมทุกรูปแบบโดยดำเนินการทั้งในเมืองและชนบทเพื่อให้เกิดความแตก แยกในหมู่ประชาชนและข้าราชการ โดยชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอและความล้มเหลวของรัฐบาล สำหรับการสู้รบใช้แบบ จรยุทธ์ (Mobile Warfare) ซุ่มยิง ซุ่มโจมตี หรือยิงรบกวน
     ขั้นยัน ในขั้นตอนนี้ฝ่ายที่ทำสงครามปฏิวัติ จะพยายามทำลายเศรษฐกิจของชาติทุก วิถีทาง และสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม สำหรับในชนบทนั้นจะทำการสู้รบด้วยสงคราม จรยุทธ์เป็นหลัก ด้วยการต่อต้านกำลังป้องกันและปราบปรามฝ่ายรัฐบาลรวมทั้งเข้าครอบครอง พื้นที่ในชนบท บางแห่งเพื่อประกาศเป็นเขตปลดปล่อย และฐานที่มั่น
     ขั้นรุก ขั้นนี้เป็นขั้นที่ฝ่ายปฏิวัติจะทำการรุกทางทหารและดำเนินสงครามจิตวิทยาอย่าง กว้างขวาง การเปิดสงครามรบพุ่งจะเป็น การใช้กำลังรบตามแบบ (Conventional Warfare) เพื่อให้ได้ชัยชนะในขั้นแตกหัก ยึดเมืองและทำการปฏิวัติล้มล้างการปกครองและยึดอำนาจรัฐ และบีบบังคับให้รัฐบาลต้อง ยอมจำนนในที่สุด
      จากชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ในการทำสงครามปฏิวัติ จีนและสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ทำให้เหมาฯ มีข้อสรุปว่า การนำทฤษฎีของมาร์กซ์ – เลนิน ซึ่งมีรากฐานจากการทำสงคราม ปฏิวัติสำหรับประเทสสังคมอุตสาหกรรมมาใช้กับประเทศ จีนที่เป็นสังคมเกษตรกรรมนั้น ไม่ได้ผล เพราะมีกรรมกรไม่เพียงพอที่จะเป็นมวลชนสนับสนุนการปฏิวัติในเมืองเช่นการปฏิวัติ รัสเซียได้ จึงต้องเปลี่ยนมาใช้ชาวนาชาวไร่ตามกลยุทธ์ป่าล้อมเมืองแทน

การนำทฤษฎีสงครามปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุงไปใช้ในช่วงสงครามเย็น

      กลยุทธ์ของการทำสงครามปฏิวัติในช่วงสงครามเย็นนั้น ทฤษฎีสงครามประชาชน (People’War) ของเหมา ฯ นับได้ว่า เป็นทฤษฎีที่โดดเด่นและมีผู้นำไปใช้ หรือนำไปดัดแปลง ใช้เป็นจำนวนมากที่ประสบผลสำเร็จอย่างเห็นได้ชัดเจนคือ การทำสงครามกองโจรที่เรียกว่า FOCO เพื่อล้มล้างระบอบการปกครองของประธานาธิบดี บาติสต้า โดยมี ฟิเดล คาสโตร เป็น ผู้นำและการทำสงครามปฏิวัติโดยใช้กลยุทธ์ป่าประสานเมืองของโฮจิมินห์ นอกนั้นมีเกือบจะ สำเร็จ เช่น กัมพูชา แองโกลา ซิมบับเว นามิเบีย และแอลจีเรีย เป็นต้น จุดเด่นที่สำคัญของ ทฤษฎีสงครามประชาชนของเหมา ฯ ก็คือ การใช้การเมืองนำหน้า การทหาร การจัดตั้งกลุ่ม การเมืองทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยเพื่อประสานการเคลื่อนไหวทาง การเมืองการทำสงคราม ยืดเยื้อ และใช้ชนบทห่างไกลเป็นฐานที่มั่นในการรุกคืบหน้า เป็นต้น แนวความคิดต่างๆ เหล่านี้ ดูไม่ยุ่งยาก แต่ทำไมการทำสงครามปฏิวัติของเหมาฯ จึงประสบความสำเร็จและมีอุปสรรคค่อน ข้างน้อย ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ในช่วงนั้นแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ ไม่แพร่ หลาย นอกจากนี้จากการที่ฝ่ายปฏิวัติได้พยายามค้นหาหรือสร้างเงื่อนไขที่เป็นจุดอ่อนแอของ รัฐบาลที่ครองอำนาจรัฐอยู่ในขณะนั้น เช่นปัญหาการไร้ความชอบธรรมในการปกครองประเทศ ความยากจน และความไม่เป็นธรรมในสังคม เป็นต้น อย่างไรก็ดี การทำสงครามปฏิวัติในบาง ประเทศก็อยู่ห่างไกลจากความสำเร็จ เช่นกรณีของ เอล ซัลวาเดอร์

ตุลาคม 10, 2010

ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย

a picture
ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย
งานวิจัยปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
โดยมุ่งทำความเข้าใจในเหตุการณ์เหล่านั้นผ่านทางประวัติศาสตร์
ผู้เขียน รองศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
จัดพิมพ์โดย โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ร่วมกับ แผนงานร่วมศึกษา เสริมสร้างสุขภาวะ กรณี 3 จังหวัดภาคใต้
คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย ที่เริ่มทวีความรุนแรงและขยายวงกว้าง ไปสู่ความไม่สงบที่เกิดขึ้นครอบคลุมทั่วทุกภาคส่วนของสังคม เป็นพัฒนาการของรูปแบบของการสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยที่อำนาจรัฐไทยไม่สามารถให้ความคุ้มครองดูแลสวัสดิภาพของประชาชนในพื้นที่ในฐานะพลเมืองของรัฐไทยได้
การทำความเข้าใจในปัญหารากฐานอย่างถ่องแท้ การค้นคว้าสถานะแห่งการเกิดขึ้นของเหตุการณ์อย่างแจ่มชัดไร้มายาคติ จะทำให้เราสามารถประเมินทิศทางและกำหนดกรอบในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับหนังสือเล่มนี้แล้ว รศ.ดร. ธเนศ ได้นำเราไปค้นหาความเป็นมาของแนวความคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของประเทศไทยอีกเล่มหนึ่ง ที่พยายามอธิบายประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับสังคมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยศึกษาข้อมูลจากประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ก่อตัวบนพื้นฐานของความขัดแย้งภายใต้การแบ่งเชื้อชาติของลัทธิชาตินิยม ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการก่อตัวของสงครามปลดแอกภายใต้กรอบความคิดของการแยกดินแดนของกลุ่มมุสลิม 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อจะทำความเข้าใจในสถานะทางประวัติศาสตร์และความสืบเนื่องของการลุกฮือทางการเมืองของชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับตั้งแต่ในการก่อตัวของการต่อสู้ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมา
เนื้อหาที่ชี้ให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวในประวัติศาสตร์การเมืองของชายแดนภาคใต้นี้ น่าจะเป็นเอกสารอีกชิ้นหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ปรากฎการณ์ของปัญหาที่เกิดขึ้น อันจะทำให้สังคมไทยสามารถเข้าใจในรูปการณ์ของการต่อสู้ของเหตุการณ์ในภาคใต้ได้ดียิ่งขึ้น ไม่หลงติดประเด็นของลัทธิชาตินิยมหรือลัทธิการแบ่งแยกเชื้อชาติในการที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงของสถานการณ์สงครามในอนาคต
ความหนา 200 หน้า
ราคา 130 บาท
ปีที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2549
จัดจำหน่ายโดย เคล็ดไทย
ผู้สนใจติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม
อาคารวิศิษฐ์ – ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร 02- 2187392/ 02-2187382
เนื้อหาโดยสรุปเพิ่มเติม จากการสัมมนา เปิดประเด็นหนังสือ ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดน: ความจริงและมายาคติ วันจันทร์ ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ณ ห้องประชุมใหญ่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ. ปัตตานี โดย อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
เนื้อหาหลักและบทสรุป
ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
บทความนี้ศึกษาถึงกำเนิดและความเป็นมาของการสร้างมายาคติว่าด้วย “ลัทธิแบ่งแยกดินแดน” ในวาทกรรมการเมืองสมัยใหม่ของรัฐไทย อะไรคือคือมูลเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดแนวความคิดที่เรียกกันต่อมาว่า “ลัทธิแบ่งแยกดินแดน” (separatism) ข้อสรุปจากการศึกษาในขั้นนี้ วิเคราะห์ถึงมูลเหตุทางการเมืองซึ่งมีที่มาจากทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ภายในประเทศได้แก่การต่อสู้และโค่นล้มพลังการเมืองฝ่ายเสรีนิยมและก้าวหน้า(พรรคสหชีพและแนวร่วมรัฐธรรมนูญ) ที่นำโดยปรีดี พนมยงค์และอดีตขบวนการเสรีไทย โดยมีกลุ่มและนักการเมืองท้องถิ่นสำคัญๆร่วมด้วยโดยเฉพาะทางภาคอีสาน ฝ่ายตรงข้ามที่ประกอบกันเป็นพลังอนุรักษ์นิยมและต่อต้านฝ่ายก้าวหน้า ได้แก่กลุ่มกษัตริย์นิยม กลุ่มข้าราชการเก่า และที่สำคัญคือกลุ่มทหารบก โดยมีพรรคการเมืองเอียงขวาคือประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุนด้วย เหตุการณ์สำคัญที่สุดที่นำไปสู่การกำเนิดของการเมืองที่ต่อต้านรัฐด้วยหนทางนอกระบบและกฎหมายนั้นคือการรัฐประหาร ๘ พย. พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “บิดา” ของการรัฐประหารและปฏิวัติโดยกองทัพในเวลาต่อมาอีกครึ่งค่อนศตวรรษ ส่วนเหตุการณ์ระหว่างประเทศคือสงครามโลกครั้งที่ ๒ และการเริ่มสงครามเย็นต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ที่นำโดยประเทศสหรัฐฯและพันธมิตรในยุโรปเช่นอังกฤษ ในกรณีภาคใต้ การเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาและกลุ่มชาตินิยมมลายูมีส่วนสร้างความหวั่นวิตกให้แก่ฝ่ายพันธมิตร โดยเฉพาะเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์มลายาทำการโจมตีด้วยกำลังอาวุธ ทำให้อังกฤษประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วไปในมลายาในปี พ.ศ. ๒๔๙๐
อุดมการณ์ลัทธิชาตินิยม
นอกจากบริบททางประวัติศาสตร์ดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนในปตานีกับกรุงเทพฯ คลี่คลายดำเนินไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นเรื่อย นั่นคือปัจจัยในทางอุดมการณ์ทางการเมือง ได้แก่สิ่งที่เรียกว่าลัทธิชาตินิยม คือจินตนากรรมถึงความเป็นชาติเดียวกันของบรรดาผู้คนในรัฐๆหนึ่งเหมือนกับว่ามันเป็นชุมชนที่เป็นธรรมชาติ เกิดและเติบโตมาอย่างเป็นเอกภาพสำหรับทุกคนเหมือนกัน ลัทธิชาตินิยมสยามถูกสร้างขึ้นมาท่ามกลางการต่อสู้กับมหาอำนาจตะวันตกสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา รูปธรรมที่ชัดที่สุดคือการปฏิรูปการปกครอง ด้วยการผนวกและรวมศูนย์ดินแดนที่เคยอยู่หรือเป็นประเทศราชแต่ก่อนให้เข้ามาเป็นหน่วยหนึ่งในรัฐใหม่คือสยามที่เป็นรัฐชาติ กลายเป็นบริเวณ มณฑลและจังหวัดในที่สุดของสยามไป นั่นคือประวัติศาสตร์ของการสุดสิ้นอาณาจักรปตานีและอื่นๆ
การสร้างชาติไทยที่ไม่สมบูรณ์
กระบวนการสร้างชาติดำเนินต่อมาอีก แม้ในที่รัฐไทยสยามเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว การสร้างรัฐชาติไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามมหาอาเซียบูรพา มีส่วนในการผลักดันและสร้างแนวความคิดทางการเมืองของ “การแบ่งแยกดินแดน” ให้เกิดขึ้นในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพลังการเมืองใหม่ในภูมิภาคต่างๆจากใต้จรดเหนือและอีสาน ด้านหนึ่งกระบวนการสร้างรัฐและชาติไทยดำเนินไปอย่างเต็มที่ในระยะทศวรรษปีพ.ศ. ๒๔๘๐ แต่ผลลัพธ์กลับเป็นการสร้างรัฐที่เป็นอัตลักษณ์เดี่ยวคือความเป็นไทย ที่ไม่เหลือเนื้อที่และเนื้อหาให้กับผู้คนเชื้อชาติและศาสนาอื่นๆที่ไม่ใช่ไทยและไม่ใช่พุทธ ชาติไทยจึงดูเหมือนก้าวขึ้นสู่จุดสุดยอดของการสร้างชาติที่ทันสมัย แต่แท้จริงแล้วกลายเป็นชาติที่ไม่สมบูรณ์ ในอีกด้านหนึ่งกล่าวได้ว่ากระแสอิทธิพลของแนวคิดชาตินิยมก็ได้มีส่วนในการปลุกระดมความตื่นตัวและสำนึกในความเป็นหนึ่งของคนท้องถิ่นด้วยเหมือนกัน เช่นในบริเวณสามจังหวัดมลายูมุสลิมชายแดนภาคใต้และในภาคอีสานเป็นต้น
ชาตินิยมลายู
กรณีการก่อตัวขึ้นของขบวนการเรียกร้องและต่อสู้เพื่อความเป็นคนมลายูและเป็นมุสลิม มีปัจจัยที่ทำให้แตกต่างไปจากกลุ่มเคลื่อนไหวในภูมิภาคอื่นๆตรงที่บทบาทของศาสนาและผู้นำท้องถิ่น ในสามจังหวัดฯ การเคลื่อนไหวดำเนินไปภายใต้การนำของอูลามะหรือฮะยีห์หรือโต๊ะครู ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนาของชาวบ้านและชุมชน ที่มีมายาวนานแล้ว แต่ที่ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองกับรัฐไทยเปลี่ยนไป คือการที่ศาสนาอิสลามถูกทำให้เป็นการเมืองมากขึ้น หรือมีมิติทางการเมืองมากขึ้น ทั้งนี้ด้วยลักษณะและการปฏิบัติของศาสนาอิสลามเอง และปฏิสัมพันธ์กับโลกสมัยใหม่ที่เป็นโลกียวิสัย (secular) ที่สำคัญคือการที่มุสลิมยึดถือและปฏิบัติหลักการคำสอนของศาสนาในชีวิตประจำวันอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ วัตรปฏิบัติของอิสลามเป็นส่วนที่สำคัญในการดำรงชีวิตที่เป็นจริงไม่ใช่ในพิธีกรรมเหมือนศาสนาอื่นๆ
ดังนั้นเมื่อรัฐไทยเริ่มการผนวกอาณาจักรปตานีให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐและความเป็นไทย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกระทบเข้ากับการปฏิบัติทางศาสนาของชาวมุสลิม ในระยะแรกมีการผ่อนปรนให้ใช้กฎหมายอิสลามในเรื่องครอบครัวหย่าร้างและทรัพย์สิน แต่ในทางปฏิบัติรัฐไทยก็ยังยืนยันที่จะต้องเป็นผู้กำหนดแต่งตั้งควบคุมและกระทั่งตัดสินว่าคำพิจารณาของผู้พิพากษาอิสลามในศาลศาสนาที่เรียกว่าโต๊ะกาลี ต่อมาเรียกว่าดะโต๊ะยุติธรรมนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหาเรื่องการจัดการปัญหาครอบครัวและมรดกของคนมุสลิมนั้น รัฐไทยอนุโลมด้วยการให้ใช้หลักการกฎหมายอิสลามในเรื่องว่าด้วยครอบครัวและมรดกที่ร่วมกันแปลเป็นภาษาไทย (ดำเนินการจากปีพ.ศ. ๒๔๗๒ ถึง ๒๔๘๔) เป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติก็ให้ดำเนินวิธีการทางศาลในแบบศาลแพ่งธรรมดา เพียงแต่มีดะโต๊ะยุติธรรมนั่งทำการพิจารณาร่วมด้วย สมัยรัฐบาลจอมพลป. ประกาศยกเลิกดะโต๊ะยุติธรรมไป ๓ ปี (จากปี ๒๔๘๖ ถึง ๘๙) ปัญหาว่าศาลศาสนาดังกล่าวจะอยู่ใต้ผู้พิพากษาอิสลามทั้งหมดได้หรือไม่ การแต่งตั้งดะโต๊ะยุติธรรมโดยคนมุสลิมเองได้ไหม จะเป็นปัญหาในการเคลื่อนไหวที่มีมิติทางการเมืองอย่างมากในช่วงการนำของหะยีสุหรง
การใช้ความรุนแรงโดยรัฐ
มิติอีกด้านอันเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวของชาวมลายูมุสลิมภาคใต้กับรัฐไทยกรุงเทพฯ คือการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาขัดแย้งและการเมืองของประชาชน กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการสร้างรัฐไทยสมัยชาตินิยมนี้ นำไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรงปราบปรามและสยบการเรียกร้องและสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการเมืองของภูมิภาคทั้งหลายลงไป โดยที่กรณีของมลายูมุสลิมในภาคใต้มีลักษณะเฉพาะต่างจากภาคอื่นและมีผลสะเทือนที่ยังส่งผลต่อมาอีกนาน ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เคลื่อนไหวของชาวมุสลิม๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงรวมศูนย์ในประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันว่าคือ “กบฏหะยีสุหลง” กับ “กบฏดุซงญอ” ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑
กล่าวได้ว่าเหตุการณ์และความขัดแย้งในสามจังหวัดภาคใต้นั้น มีทรรศนะในการมองที่ตรงข้ามกันระหว่างรัฐและประชาชนมลายูมุสลิมภาคใต้ ในขณะที่รัฐมองว่าการต่อต้านลุกฮือต่างๆของคนมลายูมุสลิมนั้นเป็นการ “กบฏ” แต่ฝ่ายประชาชนมุสลิมเองกลับมองว่า การเคลื่อนไหวถึงการประท้วงต่อสู้ต่างๆนั้นคือ การเรียกร้องความเป็นธรรม และสิทธิของพลเมืองในรัฐที่เคารพวัฒนธรรมความเชื่อของคนกลุ่มน้อย ไปจนถึง “การทำสงคราม” เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมตามศรัทธาและความเชื่อของตน
หนทางของการเจรจาต่อรอง
จากการศึกษาในหนังสือเล่มนี้ กล่าวได้ว่าก่อนที่จะเกิดการใช้ความรุนแรงโดยรัฐนั้น มีหนทางของการเจรจาและทำความเข้าใจตกลงกันในวิธีการแก้ไขปัญหาสามจังหวัด ผู้นำมลายูมุสลิมในภาคใต้มีความต้องการแน่วแน่ในการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลไทยต่อปัญหาขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้น ในทศวรรษปี ๒๔๘๐ เป็นต้นมา การเคลื่อนไหวและขบวนการต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นปฏิกิริยาต่อการจัดการปัญหาและไม่พอใจสภาพกดขี่ไม่ยุติธรรมที่พวกเขาได้รับอยู่ และต่อเนื่องมาจากการต่อรองเจรจากับรัฐบาล
อุปสรรคและปัจจัยที่ทำให้การเจรจาต่อรองนั้นไม่ประสบผลสำเร็จมีหลายประการ หนึ่งคืออุปสรรคทางศาสนาและวัฒนธรรม ระหว่างความเป็นชาติไทยที่ถือว่าเป็นสมาชิกของชาติมหาอำนาจในโลกสมัยนั้น อีกด้านคือการไม่มองถึงอัตลักษณ์และความเท่าเทียมกันของชนชาติที่ไม่ใช่ไทย อันนี้เป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วไปในประเทศเกิดใหม่หลังสงครามโลก ที่มีความเชื่อว่าความเป็นชาติหรือเชื้อชาติเล็กๆกระจัดกระจายนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญใหญ่โตเฉพาะหน้า ขอให้สร้างประเทศชาติใหม่ที่คนเชื้อชาติใหญ่ขึ้นมานำได้สำเร็จ ก็จะสามารถคลี่คลายสร้างชาติให้เข้มแข็ง แล้วชนชาติอื่นๆก็จะมีความสุขไปเอง
นอกจากนั้นเมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งกับทางการขึ้น มีลักษณะสองอย่างในชุมชนมุสลิมที่ทางการไทยไม่เข้าใจ และนำไปสู่การสรุปว่าเป็นการแข็งขืนทางการเมือง ข้อแรกคือการที่ชุมชนมุสลิมมีการจัดตั้งและมีโครงสร้างสังคมที่เข้มแข็งแน่นเหนียว ทำให้สามารถดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างเป็นเอกภาพได้สูง ลักษณาการเช่นนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ผู้นำรัฐและเจ้าหน้าที่หวาดระแวงและกระทั่งหวาดกลัวการกระทำที่อาจนำไปสู่การเป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจการปกครองของพวกตนได้ การเปรียบเทียบชุมชนในสายตาของเจ้าหน้าที่ก็ย่อมมาจากการเปรียบเทียบกับชุมชนไทย ซึ่งทำให้ได้ข้อสรุปที่ไม่ช่วยให้เข้าใจหรือมองชุมชนมุสลิมในด้านบวกได้มากนัก โดยเฉพาะในระยะเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียด อีกข้อหนึ่งคือลักษณะและธรรมชาติของศาสนาอิสลาม ซึ่งไม่มีการแบ่งแยกระหว่างศาสนากับการเมืองหรือสังคม ผู้นำศาสนาอิสลามมีหน้าที่ต้องให้การช่วยเหลือนำพาชาวบ้านในทุกๆเรื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยมองพฤติการณ์ของบรรดาผู้นำศาสนาต่างๆ (เช่นฮัจญีสุหลงในสมัยโน้นและอุสตาซในสมัยนี้)ว่าล้วนเป็นการเมืองทั้งสิ้น ในความหมายของการกระทำที่บ่อนทำลายอำนาจและความชอบธรรมของรัฐไทยลงไป ทั้งหมดนี้ทำให้ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการเมืองของทางการและรัฐไทยที่ไม่ละเอียดอ่อนพอ หลีกไม่พ้นที่ไปกระทบและทำลายจิตใจและความเชื่อของคนมุสลิมไป ที่สำคัญคือความเป็นมลายู อันเป็นอัตลักษณ์ทางโลกที่แนบแน่นกับความเป็นมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ศาสนาไม่ใช่ต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง
สาเหตุของความขัดแย้งระหว่างชนชาติส่วนน้อยกับรัฐแม้โดยส่วนใหญ่อาจมาจากการมีความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาที่แตกต่างตรงข้ามกันก็ได้ ในทางเป็นจริงนั้นความขัดแย้งดังกล่าวไม่จำเป็นต้องปะทุลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงและเป็นปฏิปักษ์กัน นอกจากว่าอำนาจรัฐเข้ามาจัดการอย่างไม่ถูกต้อง ดังกรณีของกบฏดุซงญอ ทำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า ปัญหาของศาสนาและเชื้อชาตินั้นก็ยังขึ้นต่อปัญหาและความเป็นมาในพัฒนาการทางการเมืองระดับชาติและในทางสากลด้วย ดังเห็นได้จากการที่ทรรศนะและการจัดการของรัฐไทยต่อข้อเรียกร้องของขบวนการมุสลิมว่าเป็นภยันตรายและข่มขู่เสถียรภาพของรัฐบาลไป จนเมื่อเกิดรัฐประหาร ๒๔๙๐ และสหรัฐฯและอังกฤษต้องการรักษาสถานะเดิมของมหาอำนาจในภูมิภาคอุษาคเนย์เอาไว้ วาทกรรมรัฐว่าด้วย “การแบ่งแยกดินแดน” ก็กลายเป็นข้อกล่าวหาที่สอดคล้องกับสถานการณ์สงครามเย็นในการเมืองระหว่างประเทศ ส่วนภาวการณ์ในประเทศการสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใต้อำนาจรัฐของศูนย์กลางก็เป็นความจำเป็นภายในประเทศที่เร่งด่วน ทั้งหมดทำให้การใช้กำลังและความรุนแรงต่อกลุ่มชนชาติ(ส่วนน้อย)และหรือกลุ่มอุดมการณ์ที่ไม่สมานฉันท์กับรัฐบาลกลางเป็นความชอบธรรมและถูกต้องไปได้ในที่สุด.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น