วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

“ใคร?” ได้ประโยชน์จากการก่อการร้าย 3 จังหวัดภาคใต้

http://www.oknation.net/blog/vihokradio/2010/06/23/entry-1
    

               นับตั้งแต่มีเหตุการณ์รุนแรง     ใน  3-4    จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือสงขลา,ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส    ในต้นปี    2547   จนถึงปัจจุบันทำให้คนไทยทั่วประเทศให้ความสนใจ และไม่สบายใจที่มีคนไทยพุทธและมุสลิมเชื้อสายมาลายูพูดภาษายาวีนับถือศาสนาอิสลามทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก 
คือมีคนตายทั้งสองฝ่ายร่วมพันมีคนบาดเจ็บพิการทุพลภาพและบาดเจ็บสาหัสประมาณสองพันคนเศษ มีหญิงหม้ายและเด็กกำพร้าทั้งชาวไทยพุทธและไทยอิสลามหลายพันคน กระทบกระเทือนต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั้งสามฝ่าย ไม่ว่าพ่อค้า เกษตรกร ชาวสวนยาง สวนผลไม้ ข้าราชการครู ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. พระภิกษุสงฆ์ ประชาชนชาวไทยพุทธ อิสลามที่เป็นสุตจริตชน และแม้กระทั่งผู้พิพากษาก็ยังถูกลอบยิงบนถนนทางหลวงในกลางวันแสก ๆ มีการวางระเบิด เผาผลาญสถานที่ราชการและโรงเรียนจนเกิดความหวาดระแวงในหมู่สุตจริตชนของจังหวัดยะลา-ปัตตานี และนราธิวาสบางคนบางครอบ ครัวอพยพไปอยู่ในจังหวัดอื่น ข้าราชการครู แพทย์ พยาบาล จำนวนหลายพันคนขอโยกย้ายไปรับราชการในจังหวัดอื่น 

ยิ่งหลังวันที่   14  สิงหาคม 2548 ที่ “ผู้ก่อการร้าย”  ได้ก่อการจลาจลที่จังหวัดยะลา โดยเริ่มจากการวางระเบิดหม้อแปลงไฟและเสาไฟฟ้าแรงสูง  ทำให้ไฟฟ้าดับมืดสนิทเป็นเวลานับสิบชั่วโมง ได้มีการบุกยิงและเผาสถานที่ราชการ  รวมทั้งโรงแรม   มีไฟลุกไหม้โดยไม่มีรถดับเพลิง กล้าออกไปทำการช่วยดับเพลิงเพราะเกรงจะถูก ล่อออก ไปทำร้ายเกิดความวุ่นวายในตัวเมือง ยะลาและอำเภอรอบนอกหลายจุดพร้อมๆกัน กว่ากำลังเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจและพลเรือนจะแก้ไขสถานการณ์ให้สงบเป็นปกติใช้เวลานานร่วมสิบชั่วโมงเหตุการณ์จึงสงบลง   

ใคร? คือ ผู้บงการให้มีการ “ก่อ  การร้าย”  ขึ้นเช่นกัน จนเป็นเหตุให้รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร  ต้องประกาศใช้พระราชกำหนดเพื่อมีอำนาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดสั่งการแต่ผู้เดียวหรือจะมอบหมายให้บุคคลใดมาทำการแทนก็ได้และถือว่าการกระทำนั้นๆ ชอบด้วยกฎหมายเพื่อจะแก้ใขเหตุการณ์ให้สงบภายในกรอบเวลา 90 วัน
 หลังจากได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงถอดถอนและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีรัฐบาลทักษิณ 2/2  โดยให้รองนายกรัฐมนตรีที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีอำนาจสั่งการเด็ดขาดในภาคใต้ ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และได้รับมอบหมายให้  มีอำนาจสั่งการในฐานะเป็นรองที่ลาออกจากตำแหน่งมาหยกๆ  ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  งานร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคน เดิมและแม่ทัพภาค 4  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ภายใต้อำนาจของรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทวงยุติธรรม ซึ่งหลังจากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยแล้ว     ท่านรัฐมนตรีมหาดไทยคนใหม่ได้ให้สัมภาษณ์ว่าไม่ต้องใช้เวลานานถึง 90 วันเพียง 30 วันเหตุการณ์ก็จะดีขึ้น  คงทำทำให้คนไทยในจังหวัดและทุกภูมิภาคที่เคยพับนกพิราบในปลายปี 2547 คงจะดีใจที่มีสันติสุขใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

                หากย้อนไปดูปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในระยะใกล้ๆคือในปี  2543  รัฐบาลนายชวน  หลีกภัย ได้มี “นโยบาย” ตั้งศูนย์อำนวยการบริหารชายแดนภาคใต้  โดยให้ข้าราชการ  พลเรือน  ตำรวจ  ทหาร ร่วมทำงานประสานกันภายใต้การควบคุม ดูแลของรองปลัดกระทรวงมหาดไทย  นายพลากร  สุวรรณรัฐ  ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ดังกล่าว  โดยมีชื่อย่อว่า“ศอบต.และ พตอ.43” ซึ่งทำให้เหตุการณ์ของ 3 จังหวัดชาย แดนภาคใต้ในปี  2543  มีคดีรุนแรงลดลงเหลือประมาณ  20  กว่าครั้ง และในปี 2544  มีเพียง  8 ครั้ง  ได้ประมาณการว่ายังมี “โจรก่อการร้าย” อีกประมาณ 30-40   

พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งรัฐบาลนายกทักษิณ  ชินวัตร    ซึ่งมี ส.ส.ของกลุ่มวาดะห์ ภาย ใต้การนำของ  นายวัน  มูหะหมัดนอร์มะทา รวมกันจำนน 10  กว่าคน ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ใน 3    จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร  ได้แต่งตั้งให้ นายวัน มูหะหมัดนอร์มะทา    เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  โดยมีนายอารีเพ็ญ  อุตรสิงห์  รองหัวหน้ากลุ่ม “วาดะห์” เป็นเลขาธิการรัฐมนตรี 

หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนพวก“โจรผู้ก่อการร้าย” ที่หลงเหลืออยู่ได้ทดสอบศักยภาพของรัฐบาล  นายกทักษิณ ด้วยการวางระเบิดสถานีรถไฟหาดใหญ่ในเวลากลางวันมีคนบาดเจ็บและตายหลายคน  สถานีเสียหายไปบ้างบางส่วน   แต่ขวัญและกำลังใจของคนไทยที่อยู่ในเหตุการณ์หวาดกลัวมาก  เพราะเป็นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงและนอกพื้นที่  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  

จึงทำให้นายกทักษิณและคณะได้รีบบินไปดูสถานที่เกิดเหตุทันทีเมื่อ ได้ฟังราย งานจากนายพลากรฯ ผู้อำนวยการ“ศอบต. พตอ.43” รองปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้วคงไม่สบอารมณ์ที่มีเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ เพราะตามข่าวทางลึกของนายพลากรฯ   ไม่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีบินไปดูสถานที่เกิดเหตุอันเป็นการให้ความสำคัญแก่  “โจรก่อการร้าย”  ได้ใจ  เพราะการก่อเหตุนี้ทาง  “ศอบต. พตอ.43”   ไม่ต้องการให้รัฐบาลตกหลุมพรางเต้นไปตามแผนร้ายของ  “โจรก่อการร้าย”    ซึ่งตัวนายกรัฐมนตรีไม่ได้ฟังคำแนะนำ  โดยบินไปดูสถานที่พร้อมคณะทันทีเมื่อเห็นภาพความรุนแรง  และได้ฟังรายงานจากปากของผู้รับผิดชอบ “ศอบต. พตอ.43    และไม่สบอารมณ์กระมัง?  จึงได้ลั่นวาจาสิทธิ์ว่า “ไอ้โจรกระจอก”     ขอเวลาปราบปรามแบบตาต่อตาฟันต่อฟันภายใน  90 วันปัญหา “โจรก่อการร้าย”  ชายแดนภาคใต้ที่มีต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลจอมพล  ป. พิบูลสงคราม  ปี 2494 เป็นต้นมานั้นจะสงบหมดในรัฐบาลนี้ในเร็ววันเพียง  90  วันเพราะเป็นแค่  “ไอ้โจรกระจอก”  เท่านั้น

หลังจากนั้น  นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งยกเลิก  “ศอบต. พตอ.43” ที่ซึ่งคงจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ นายพลากร   สุวรรณรัฐ  รองปลัดกระทรวงมหาดไทยและผู้อำนวยการแก้ไขปัญหาภาคใต้ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นข้าราชการเพื่อแสดงความรับผิดชอบในเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นดังกล่าวก็ได้ และเป็นการลาออกจากราชการหลังที่ได้มี  นายเกษม    วัฒนชัย  ลาออกจากเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิ การของรัฐบาลทักษิณ  1 ได้เพียงไม่กี่เดือนอันอาจจะมาจากมีแนวนโยบายในด้านการบริหารจัดการการศึกษาของชาติ ไม่สอดคล้องกับแนวคิดและอุดมการณ์ประสบการณ์วิชาการในด้านการบริหารกระมัง?   

คนดีๆอย่าง  นายแพทย์เกษม  วัฒนชัย  จึงยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหลังจากดำรงตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือนเมื่อบุคคลดีๆ ทั้ง  2 คน ได้ลาออกจากตำแหน่งในเวลาใกล้เคียงกันไม่นาน 

                  “ทรัพยา กรบุคคลอันล้ำค่า”  จึงได้มีพระบรมราชโองการฯ  แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็น  “องคมนตรี” โดยมี ฯพณฯ ท่านพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์  ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการฯ แต่งตั้งในปี 2545 และได้ดำรงตำแหน่งเป็น “องคมนตรี”  มาจนถึงปัจจุบัน  เมื่อพ้นกำหนดปราบ “โจรกระจอก”  90 วัน  ตามประกาศิตของนายกทักษิณ  ชินวัตร  แล้วการก่อการร้าย “ไอ้โจรกระจอก” ได้ทวีความรุนแรง  จนต้องเคลื่อนย้ายกำลังทหารจากหน่ายกำลังรบจากภูมิภาคต่างๆและกำลังตำรวจเข้าไปแก้ไขเหตุการณ์   

ยิ่งหลัง จากที่ทหารและข้าราชการกรมป่าไม้     ตลอดจนปืนลูกซอง 5  นัดที่มอบให้แก่   อาสา สมัครและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้มีเหตุการณ์รุนแรงลอบวางเพลิงวางระเบิด ฆ่ารายวัน  ดังกล่าวข้างต้นจนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานติดต่อกัน 19 เดือนแล้ว เปลี่ยนแม่ทัพ รัฐมน ตรีตั้งหลายคน เปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจสั่งการในพื้นที่คนแล้วคนเล่าจนถึงปัจจุบันครั้งมีการเลือกตั้งใหญ่ทั้งประเทศ 6  กุมภาพันธ์  2548   ก็ปรากฏว่าประชาชนชาวไทยอิสลามที่เป็นมุสลิมเชื้อสายมลายูทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้ แทนราษฎรกันอย่างล้นหลามเกินร้อยละ 70 และไม่เลือกกลุ่มวาดะห์ของ  นายวัน  มูหะหมัดนอร์มะทา  และนายอารีเพ็ญ  อุตรสิงห์  โดยเลือกพรรคชาติไทย  1  คน  

นอกจากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น  นี่คงเป็นการยืนยันว่าชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูนับถือศาสนาอิสลามพูดภาษายาวี  เขาเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  เขาไม่เชื่อมั่นใน “กลุ่มวาดะห์”  ที่ในปี 2547  ได้มี ส.ส. ของกลุ่มวาดะห์ของพรรคไทยรักไทยถูกจับกุมเป็นผู้ต้องหาแบ่งแยกดินแดนร่วม “ก่อการร้าย” ใน 3  จังหวัดชายแดนภาคใต้และคดียังคาราคาซังในกระบวนการยุติธรรมจนถึงปัจจุบันและในรัฐบาลทักษิณ 2/2 

เมื่อวันที่ 22  สิงหาคม  2548  นี้ ก็ได้มีหมายจับพี่ชาย  นายอารีเพ็ญ   อุตรสิงห์  รองหัวหน้ากลุ่มวาดะห์       ซึ่งปัจจุบันเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทยอยู่กระมัง?  ในข้อหาเป็น  “ผู้ก่อการร้าย” ระดับหัวหน้าและได้หลบหนีการจับกุมไปพำนักในประเทศ มาเลเซียโดยได้มี  นายวัน  มูหะหมัดนอร์มะทา ส.ส. บัญชีรายชื่อหัวหน้ากลุ่ม “วาดะห์”   และนายอารีเพ็ญฯ  ออกมายืนยันว่าพี่ชายนายอารีเพ็ญฯ  ไม่ใช่ “ผู้ก่อการร้าย”   เป็นผู้บริสุทธิ์จะติดต่อให้เข้าสู้คดีในศาลไทยต่อไป         

นายวัน  มูหะหมัดนอร์มะทา   เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลทักษิณ 1/1 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรีทักษิณจนสิ้นสมัย   เมื่อมีการเลือกตั้งในวันที่  6 กุมภาพันธ์  2548  เป็นแม่ทัพของพรรคไทยรักไทยในภาคใต้ลงสมัครเป็น ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.พรรคไทยรักไทยระบบบัญชีรายชื่อเมื่อการเลือกตั้งในภาคใต้ “กลุ่มวาดะห์”  อันหมายถึงอิสรภาพเอกราช ไม่ได้รับเลือกตั้งแม้แต่  1 คน นายวัน  มูหะหมัดนอร์มะทา  ได้แสดงสปิริตขอเป็นแค่ ส.ส.  บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทยเท่านั้น




                ประเทศมาเลเซีย  เดิมคือประเทศมะละยู  เป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักรอังกฤษ        เมื่อเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่  2  แล้วได้เป็นเอกราชพร้อมกับสิงคโปร์ในปี  2493  ประเทศไทยเคยปกครองพื้นที่   “มะลายู”  ในอดีตและก่อนอังกฤษจะบุกยึดมลายูประเทศไทยปกครองรัฐกลันตรัง,ตรังกานู,ประริด,ไทรบุรี และเกาะปีนัง  แต่ประเทศไทยจำต้องยกดินแดนเหล่านี้ให้แก่อังกฤษในสมัยรัชกาลที่  5 เพื่อรักษาเอกราชจนไทยหลุดพ้นไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งยุโรปทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส     

เมื่อประเทศมาเลเซียได้ถูกคอมมิวนิสต์มาเลเซียภายใต้การนำของ “จีนเป็ง”   


               ได้ทำสงครามกองโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนเป็นเวลานานนับสิบๆปี  ประเทศไทยได้มีบุญคุณช่วยเหลือเจรจาให้ “จีนเป็ง”  หัวหน้าโจรจีนคอมมิวนิสต์วางอาวุธยุติการทำสงครามแบ่งแยกดินแดน  จึงทำให้มาเลเซียสันติสุขมาถึงทุกวันนี้แต่ในวันนี้ประเทศมาเลเซียคือที่ลี้ภัยของ  “ผู้ก่อการร้าย”      ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยรัฐบาลมาเลเซียไม่จับตัวส่งให้รัฐบาลไทย    

โดยอ้างว่าบุคคลทั้งหลายที่หลบหนีไปนั้นเป็นคนมาเลเซีย  นี่คือปัญหาที่รัฐบาลไทย จะต้องแก้ไขด้วยวิธีทางการทูตและกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาดำเนินคดีในประเทศไทยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปี  2494  โดยพลตำรวจโทเผ่า  ศรียานนท์  รองอธิบดีกรมตำรวจและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จับกุมกล่าวหานายหยีสุหรง  บิดาของนายอามีน  โต๊ะมีนา ส.ส. ปัตตานี ปี 2500 ร่วมสมัยกับนายไกรสร  ตันติพงศ์  และนายเด่น  โต๊ะมีนา  ส.ว. ปัจจุบัน เป็นหัวหน้าโจรแบ่งแยกดินแดนไทย  เมื่อไม่มีหลักฐานเอาความผิดตามกฎหมายได้

ครั้นต่อมาในภายหลังในปลายปี 2494 “หะยีสุหรง”  ถูกอุ้มและจับไปถ่วงน้ำทะเลตายหายสาบสูญไปเหตุการณ์ภาคใต้ที่คุกร่นในสมัยนั้นก็บรรเทาเบาบางประกอบกับพิธีสมานฉันท์ ของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามที่รับผิดชอบส่งเสียเลี้ยงดูให้ลูกของ “หะยีสุหรง” ได้รับการศึกษาจนนายอามีน  โต๊ะมีนาเติบโตและได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในปี 2500 ในจังหวัดปัตตานี เป็นเพื่อนร่วมสภากับนายไกรสร  ตันติพงศ์  เป็นเวลานานนับปี  

แต่เมื่อจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  ได้ยึดอำนาจรัฐบาลจอมพล ป.  พิบูลสงครามแล้ว  นายอามีน  โต๊ะมีนา ก็ได้ลี้ภัยไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศมาเลเซียตั้งแต่ปี  2502 ถึงปัจจุบัน  ตัวของนายเด่น  โต๊ะมีนา  ส.ว. ปัจจุบัน  ก็ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์  และเป็น ส.ส. ร่วมสภา รุ่นน้อง  เรียก  “พี่ไกรสร” ทุกคำ  วันนี้ไม่ได้เป็นหัวหน้ากลุ่ม  “วาดะห์”  

นี่คือภูมิหลังย่อๆของการคิดแบ่งแยกดินแดนที่มีนับตั้งแต่รัฐบาลระบอบประชาธิปไตย  สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม  ความไม่สงบใน 3  จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่มีบุคคลใดออกมาออกมายอมรับเป็นผู้นำเป็นผู้นำเป็นหัวหน้าก่อการร้ายดังกล่าวข้างต้น  แต่คนปฎิเสธแต่การก่อการร้ายกลับเพิ่มประสิทธฺภาพ         และปริมาณเป็นฆ่ารายวันก่อการร้ายรายวัน

จากในปี 2544 รัฐบาล นายชวน   หลีกภัย   ที่มีเพียง 8 ครั้ง  เป็นเหตุก่อการร้ายรุนแรงจนรัฐบาลทักษิณ 2/2 ต้องออกกฎหมายใช้อำนาจเด็ดขาดเพื่อจะยุติให้เป็นปกติสุขภายใน 90 วัน  ก่อการร้ายดังกล่าวคงไม่ใช่  การกระทำของ “โจรกระจอก” แต่เป็น “โจรก่อการร้าย”  ที่ต้องได้รับการสนับสนุนทั้งจากภายใน      คือจากผู้มีอาชีพผิดกฎหมายประเภทพวกพ่อค้าของเถื่อน ค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด พวกขบวนการโจรกรรมรถยนต์ข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขึ้นทะเบียนแปลงโฉมเป็น  รถถูกกฎหมายในไทย  โดยมีข้าราชการไทยที่เคยมีอำนาจร่วมขบวนการดังกล่าวผสมโรง บวกกับความเคียดแค้นชิงชังในพฤติกรรมของการใช้อำนาจปราบปรามกรณี กรือเซะ- ตากใบ- อุ้มทนายสมชาย  

การสื่อภาษาศาสนาวัฒนธรรมแตกต่างกันตลอดการใช้บทกฎหมายไม่มาตรฐานเดียวกันและประเทศมาเลเซียได้เปิดพรมแดนให้คนที่เป็น“โจรก่อการร้าย”  หลบหนีเป็นที่พักพิงหรือหลบซ่อนนี่คือภาพที่มองดูแบบตื้นๆ  เพราะประชาชนชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู   นับถือศาสนาอิสลามพูดภาษายาวีได้ยืนยันว่าเขาเป็นคนไทยไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนราษฎรกันอย่างล้นหลาม โดยไม่เลือกคน ของนายทักษิณ  ชินวัตร  พรรคไทยรักไทยแม้แต่คนเดียว  
                  
     น่าจะเป็นความผิดผลาดทางนโยบาย  อย่างมหาศาลที่ประเมินเป็น “โจรกระจอก” ยกเลิก “ศอบต.พตท. 43” ความเป็นจริงเขาเป็น “โจรก่อการร้าย” ของกลุ่มคนผิดกฎหมายไร้ศีลธรรมและคุณธรรมทั้งภายในประเทศไทยและประเทศมาเลเซียกระมัง ? 

หากเป็นกรณีที่  “ลึกซึ้ง”  เกินกว่าที่กล่าวมาข้างต้นก็น่าจะมาจากศักยภาพของประเทศไทยในท้องทะเลมหาสมุทรแปซิฟิคที่คาบเกี่ยวกับประเทศมาเลเซียที่มีแหล่งแก๊สที่ได้ทำสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยในอดีตกับรัฐบาลมาเลเซีย ถึงกรณีพื้นที่ทับซ้อนที่มีแหล่งแก๊สตกลงให้เมื่อทำการขุดเจาะแล้วไทยและมาเลเซียตกลงแบ่งคนละครึ่งโดยท่อส่งแก๊สในฝังประเทศไทยชายแดน 3 จังหวัดภาคใต้และมีค่ามหาศาล     หลังจากหักค่าใช้จ่าย  ในการลงทุนแล้วจะมีมูลค่าสุทธิไม่น้อยกว่า 40  ล้านล้านบาทในปัจจุบันที่  ดอลลาห์สหรัฐเท่ากับ  41 บาทกระมัง? 

โดยในสัญญาไทยจะให้มาเลเซียใช้แก๊สในราคาท้องตลาด เวลานั้นไปพลางก่อน และถ้ามาเลเซียใช้มากกว่า  50% ของปริมาณคนละครึ่ง ไทยก็จะคิดราคาในขณะนั้นคือจำนวนแก๊สที่มาเลเซียนำไปใช้ส่วนไทยเราปัจจุบันมีแก็สจากหลุมขุดเจาะในอ่าวไทย  และมีปริมาณมากพอที่จะใช้ไปได้นานอีก 15 ปี    อีกทั้งยังมีที่ยังไม่ได้ขุดเจาะอีกหลายกระเปาะที่พูดในฐานะที่ “นายไกรสร    ตันติพงศ์” เป็น  ส.ส.     ตั้งแต่ปี 2500 ติดต่อถึงปี 2531 และเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงอุตสหกรรมในรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์  ที่คิดลึกซึ้งถึงเหตุ ขบวนการ  “โจรก่อการร้าย” ที่พื้นที่บนดินใน 3 จังหวัดภาคใต้    ไม่มีศักยภาพจะแบ่งแยกดินแดนเป็นรัฐอิสระเป็นประเทศเลี้ยงประชาชนของตนจำนวน 1  ล้านคนเศษแล้ว         

มันไม่มีเหตุผลอะไรที่มาเลเซียจะเป็นหลักพิงให้ “โจรก่อการร้าย”  เหล่านี้ต้องผิดใจกับประเทศไทย   ที่เคยมีอำนาจรัฐปกครองมะลายูก่อนตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และมีหลายรัฐที่ไทยต้องยินยอมยกให้อังกฤษไปในสมัยรัชกาลพระปิยะมหาราชเจ้ารัชกาลที่  5 คนไทยที่อยู่ในมาเลเซียและคนมลายูในมาเลเซียมีจำนวนมิใช่น้อย  ที่ยังชื่นชมในพระบารมีของพระประ มุขชาติไทยและบางคนบางส่วนยังอยากอยู่ในพระบรมโพธิสมภารแห่งราชอาณาจักรไทย คนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทย        ต้องสำนึกว่าแผ่นดินไทยท้องทะเลมหาสมุทรไทยและท้องนภาอากาศไทยตามรัฐธรรมนูญมาตรา  1    ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย  พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประ มุขทรงใช้อำนาจ   นั้นทางรัฐสภาคณะรัฐมนตรีและศาสนา    ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้และมาตราในเมื่อ   ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรม นูญนี้บังคับแก่กรณีใด   ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชา ธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์  ทรงเป็นประมุข
 

       สรุปท่านคิดว่า ใคร? ได้ประโยชน์จาก “โจรก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”  ก่อนนายกรัฐมนตรีท่านมหาเทห์ จะลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซียท่านได้พูดว่า  นายกรัฐมนตรีทักษิณ  ชินวัตร  คือผู้นำประเทศอาเซียนคนต่อไปและหลังจากนั้นท่านผู้เฒ่ารัฐมนตรีอาวุโสของประเทศสิงคโปร์อดีตนายกรัฐมนตรีลีกวนยู   ก็ขานรับว่า พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร คือผู้นำประเทศอาเซียนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ส่วนท่านหละลองทบทวนพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้นำรัฐบาลไทยของผู้นำประเทศอาเซียนและกลุ่ม  วาดะห์  โจรก่อการร้ายภาคใต้และรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย   ท่านก็คงจะได้คำตอบอยู่ในใจแล้วกระมัง ว่าทำใม “โจรกระจอก” มันจึงเป็น “โจรก่อการร้าย”  มีพิษสงถึงเพียงนี้  ไหนว่าเป็นได้แค่ โจร ?

                                                                                                ไกรสร ตันติพงศ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น