วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วิเคราะห์สถานการณ์ภาคใต้ เฉพาะภายในกรอบของการ รู้เขา – รู้เรา ตอนที่ 1

รายงานพิเศษ เรื่อง วิเคราะห์สถานการณ์ภาคใต้ เฉพาะภายในกรอบของการ รู้เขา – รู้เรา
(ตอนที่ 1)

(ธ.ค.47)


            นับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา   สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ  มีการลอบฆ่ารายวัน วางระเบิดสถานที่ราชการและสถานบันเทิง จนถึงเหตุการณ์ที่มัสยิดกะรือเซะเมื่อ 28 เม.ย. 47 และที่สถานีตำรวจอำเภอตากใบเมื่อ 25 ต.ค. 47   มีการบาดเจ็บล้มตายรวมแล้วหลายร้อยคน คำถามที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนก็คือ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเหล่านี้คือใคร ? มีเป้าหมาย มียุทธศาสตร์และยุทธวิธีอย่างไร ? ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์เหล่านี้มาจากแหล่งที่เปิดเผย คือมีในหนังสือพิมพ์มาก่อนแล้วทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ไม่มีข้อมูลลับจากหน่วยราชการใดๆทั้งสิ้น เมื่อพูดถึงฝ่ายที่ก่อความไม่สงบแล้วก็จะย้อนกลับมาดูตัวเราเองบ้างว่า เรามีปัญหาอะไรที่เป็นอุปสรรคทำให้การแก้ปัญหาต่างๆล้มเหลว   เราต้องยอมรับความจริงกันก่อนว่า การแก้ปัญหาของเราไม่ประสบผลสำเร็จ ไทยเราได้โอกาสในการปกครองและพัฒนาพื้นที่นี้มาแล้วมากกว่า 200 ปี แต่เรายังไม่สามารถเปลี่ยนจิตสำนึกของประชาชนส่วนใหญ่จากการเป็น คนมลายูมุสลิม ให้มาเป็น คนไทยมุสลิม ได้เหมือนคนไทยมุสลิมในจังหวัดอื่นๆ ทั่วไป    ทั้งๆที่ตามกฎหมายแล้ว เขาก็เป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนๆกัน
            1.   เขาคือใคร ? 
            กลุ่มบุคคลผู้ก่อความไม่สงบเหล่านี้ คือใคร ? เท่าที่ได้มีการกล่าวถึงกันมาแล้วว่า เป็นกลุ่มนั้น  กลุ่มนี้แต่ยังไม่มีข้อยุติ  ทั้งนี้ เราสามารถที่จะแยกแยะได้ โดยดูจากพฤติกรรมเปรียบเทียบกับในอดีตจนถึงปัจจุบัน และในต่างประเทศ


            1.1   กลุ่มข้าราชการผู้เสียผลประโยชน์ ในช่วงปี พ.ศ.2544  มีการพูดกันมาก ว่าอาจจะเป็นฝีมือของข้าราชการใน ศอ.บต. และ/หรือ พตท.43 สร้างสถานการณ์เอง เพื่อเรียกร้องงบประมาณเพิ่ม อาจจะเป็นข่าวลือนี้ก็ได้ ที่ทำให้รัฐบาลตัดสินใจยกเลิก ศอ.บต.และ พตท.43 มอบอำนาจการรักษาความสงบในพื้นที่ให้กับตำรวจแต่ฝ่ายเดียว ในลักษณะการปราบปรามอาชญากรรมธรรมดา แต่สองปีผ่านไป สถานการณ์ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่เลวลงตามลำดับ จนถึงปี 47 นี้ก็เลวร้ายถึงตายกันนับร้อยคน ข่าวลือที่ว่าข้าราชการเป็นผู้สร้างสถานการณ์เองก็หมดไป


            1.2   กลุ่มผู้มีอิทธิพลนอกกฎหมาย ได้แก่พวกค้าอาวุธเถื่อน ค้ายาเสพติด ลักลอบขนสินค้าหนีภาษีข้ามพรมแดน มีฉายาว่าโจรกระจอกกลุ่มนี้ยังคงเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่จนถึงทุกวันนี้ ข้อน่าสังเกตในกลุ่มนี้ก็คือ พวกโจรกระจอกนี้มีอยู่ในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในบริเวณชายแดน แต่ก็ไม่มีขีดความสามารถถึงระดับนี้   จะมีก็พวกค้ายาเสพติดเท่านั้นที่จะมีกองกำลังคุ้มกันการลำเลียงขนส่งยาเสพติด จะปะทะกับเจ้าหน้าที่เป็นครั้งคราวเท่านั้น ไม่เคยมีการลอบวางเพลิง หรือทำร้ายผู้ไม่เกี่ยวข้อง แต่พฤติกรรมก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความรุนแรง มีการวางแผนอย่างกว้างขวางและรอบคอบเกินกว่าที่จะเปํนพวกโจรกระจอกจะทำได้ จึงสรุปว่า น่าจะไม่ใช่ฝีมือโจรกระจอก


            1.3   กลุ่มผู้ก่อการแบ่งแยกดินแดนรุ่นเก่า ความคิดที่จะแบ่งแยกดินแดนเอาไปรวมกับบางส่วนของมาเลเซียที่เคยเป็นรัฐปัตตานีมาแต่สมัยโบราณนั้นมีมานานแล้ว มีเหตุการณ์ปะทุขึ้นเป็นครั้งคราวเสมอมา มีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาหลายกลุ่ม เช่น  PULO ,  BRN,  เป็นต้น สถานการณ์รุนแรงพร้อมๆกับการก่อการร้ายของคอมมิวนิสต์ ด้วยการใช้มาตรการทางการเมืองอย่างจริงจัง ก็สามารถแก้ปัญหาการก่อการร้ายของคอมมิวนิสต์ได้หมดไป สถานการณ์แบ่งแยกดินแดนก็เพลาลงไปด้วย ประกอบกับการตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต. ) ร่วมกับ พตท.43 ก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกัน บางส่วนก็เปลี่ยนแนวความคิดในการต่อสู้ใหม่ มาเป็นการต่อสู้ในแนวทางรัฐสภา เพื่อปกป้องรักษาวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนมลายูมุสลิมเอาไว้ บางคนก็เป็นนักการเมืองท้องถิ่น บางคนก็เป็นนักการเมืองระดับชาติ แต่ก็คงจะยังมีบางคนที่ดำรงความมุ่งหมายเดิม และยังคิดที่จะใช้ความรุนแรงในการทำงานต่อไป ข้อน่าสังเกตก็คือยุทธวิธีของขบวนการแบ่งแยกดินแดนรุ่นเก่านั้นใช้วิธีการเดียวกับคอมมิวนิสต์  คือเป็นกองโจรในป่า ทำการซุ่มโจมตีเฉพาะเจ้าหน้าที่ ไม่มีการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่มีการโจมตีแบบพลีชีพ เป็นพฤติกรรมที่แตกต่างอย่างชัดเจน ฉะนั้นกลุ่มผู้ก่อการร้ายในปัจจุบันน่าจะไม่ใช่กลุ่มเดิม หากจะมีบางคนเข้ามาเกี่ยวข้องก็คงจะไม่ใช่แกนนำ


            1.4   กลุ่มผู้ก่อการแบ่งแยกดินแดนรุ่นใหม่  เขาคือใคร ?   ต้องดูจากพฤติกรรมของการก่อการร้ายในปัจจุบัน   ซึ่งเป็นลักษณะของกองโจรในเมือง  มีการทำร้ายประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้องอย่างโหดเหี้ยม มีการโจมตีแบบพลีชีพ  จะเห็นชัดเจนว่าเป็นการเลียนแบบมาจากตะวันออกกลาง การโจมตีในลักษณะพลีชีพจะเกิดขึ้นไม่ได้  ถ้าไม่มีการฝึกอบรม ปลุกจิตสำนึกในอุดมการณ์อย่างลึกซึ้งถึงแก่น การใช้ยุทธวิธีพลีชีพนี้มีการใช้กันอยู่ใน 2 กลุ่มก่อการร้าย  คือ กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬในศรีลังกา และกลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลาง  ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายในภาคใต้มิได้มีความผูกพันใดๆ ในเชิงอุดมการณ์ กับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ ฉะนั้นก็น่าจะสรุปได้ว่าเป็นอิทธิพลจากตะวันออกกลาง ในตะวันออกกลางมีขบวนการอัลกออิ-ดะห์เป็นแกนกลาง  เขามีเครือข่ายกระจายออกไปกว้างขวางมาก ถึง 68 ประเทศ เขาสามารถที่จะแทรกซึมเข้ามาได้ 2 หนทาง คือ  หนึ่ง  ผ่านทางขบวนการ เจมาห์อิสลามิยาห์ ( เจไอ )  ซึ่งเป็นเครือข่ายของเขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  สอง  มีนักเรียนไทยที่ได้รับทุนจากองค์การกุศลอิสลามต่างประเทศไปเรียนต่อด้านการศาสนาในตะวันออกกลางจำนวนมากทุก ๆ ปี ในจำนวนนี้ก็อาจจะมีบางคนที่นิยมการแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังรุนแรง   เมื่อได้รับการฝึกอบรมกระตุ้นจิตสำนึกด้านนี้เข้า ก็อาจจะร่วมขบวนการกับเขาได้ เมื่อมีความเป็นไปได้เช่นนี้  เราก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาขบวนการนี้มากขึ้น


            1.4.1  ขบวนการอัลกออิดะห์  มีนายอุสมะ บิน ลาเดน เป็นหัวหน้า   เขามาจากตระกูลมหาเศรษฐีซาอุดิอาระเบีย   เขามีพฤติกรรมต่อต้านสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง   เขาจึงต้องหนีออกนอกประเทศไปก่อตั้งองค์กรต่อต้านสหรัฐอเมริกาในหลายๆประเทศ  จนในที่สุดก็ตั้งหลักได้ในอาฟกานิสถาน   แม้ว่าสหรัฐฯ จะสามารถตั้งรัฐบาลอาฟกานิสถานขึ้นมาใหม่แล้วก็ตาม   บิน ลาเดนก็ยังสามารถหลบซ่อนใช้ดินแดนรอยต่อของอาฟกานิสถานกับปากีสถานเป็นศูนย์กลางของขบวนการได้


            1.4.2  อุดมการณ์ของกลุ่ม เป็นอุดมการณ์ที่เน้นความเคร่งครัดตามคัมภีร์ศาสนาดั้งเดิม   ประเทศที่มีประชาชนมุสลิมเป็นส่วนใหญ่จะต้องปกครองด้วยกฎหมายอิสลามอย่างสมบูรณ์  ด้วยการชี้นำและควบคุมกำกับดูแลโดยกลุ่มผู้นำทางศาสนา  ประเทศใดก็ตามถ้ามีประชาชนมุสลิมหนาแน่นในท้องถิ่นใดหรือเคยเป็นส่วนของประเทศมุสลิมมาก่อนจะต้องดำเนินการเรียกร้องอิสรภาพ   หรือกอบกู้อิสรภาพกลับคืนมา ด้วยมาตรการใด ๆ ก็ได้   อุดมการณ์เช่นนี้สามารถชักจูงคนมุสลิมบางคนได้  โดยเฉพาะผู้ที่รู้สึกว่าตนเองได้รับการบีบคั้นอย่างไม่เป็นธรรมจากผู้ปกครองต่างศาสนา การเผยแพร่อุดมการณ์เช่นนี้สามารถเผยแพร่ผ่านทางครูผู้สอนศาสนาได้โดยง่าย โดยเฉพาะในประเทศที่มีเงื่อนไขทางสังคมอำนวยให้   ทัศนคติของคนในอุดมการณ์นี้ จะแยกคนทั้งหลายออกเป็น 2 กลุ่มเท่านั้น  คือ เป็นพวกเดียวกัน  นอกนั้นเป็นศัตรูทั้งหมด คนต่างศาสนาถือเป็นศัตรู  แม้คนมุสลิมเองก็ตามถ้าไม่เห็นด้วยกับแนวทางของเขาก็เป็นศัตรูเหมือนกัน  ไม่มีผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง เราจึงได้เห็น คัมภีร์มรณะ เผยแพร่อยู่ในภาคใต้ พวกเขาสร้างความเชื่อมั่นในหมู่ของเขาว่าพวกเขาทำงานตามโองการของพระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้นจะต้องได้รับชัยชนะในที่สุด หากจะตายไปก็จะได้ขึ้นสวรรค์ทันที


            1.4.3  การจัดองค์กร ขบวนการอัลกออิดะห์ไม่จัดองค์กรเป็นแนวดิ่ง  ที่มีการบังคับบัญชากันตามลำดับชั้น  ( HEIRACHY )  แต่ เป็นการจัดองค์กรแนวราบ   แยกกันเป็นกลุ่มๆไป  ไม่ต้องขึ้นต่อกัน   มีแต่การประสานงานเป็นเครือข่ายเพื่อให้ความช่วยเหลือกันเมื่อจำเป็น  หรือเมื่อจะมีการปฏิบัติขนาดใหญ่เท่านั้น   โดยปกติแล้วแต่ละกลุ่มจะเลือกเป้าหมาย วิธีการ และเวลาปฏิบัติของตนเอง  ไม่ต้องรอรับคำสั่งจากส่วนกลาง   ขบวนการจะเน้นที่การฝึกอบรมอุดมการณ์  ความมุ่งหมายหลัก ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี  เทคนิคการต่อสู้และการก่อการร้ายในรูปแบบต่าง ๆ  การสนับสนุนด้านการเงินและส่งกำลังบำรุงก็มีน้อย แต่ละกลุ่มจะต้องพึ่งตนเองให้มากที่สุด การจัดองค์กรแนวราบแบบนี้ทำให้เกิด COMPARTMENTALISATION ในด้านข่าวกรอง ฝ่ายตรงข้ามเจาะเข้ามาได้ยาก เพราะเป็นกลุ่มเล็ก แม้จะเจาะเข้ามาได้ ก็จะได้เพียงกลุ่มเดียว ยากที่จะโยงให้ได้ทั้งเครือข่าย


            2.   ความมุ่งหมายของขบวนการ  


            ความมุ่งหมายของเขา จะต้องดูจากประวัติการก่อตั้งอัลกออิดะห์ บิน ลาเดนไม่พอใจเป็นอย่างมากที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนอิสราเอลเต็มที่ในทุกวิถีทาง  นำกำลังกองทัพเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของตะวันออกกลางถึงกับตั้งฐานทัพขึ้นในซาอุดิอาระเบีย   พร้อมทั้งเผยแพร่ลัทธิประชาธิปไตย เสรีนิยม ทุนนิยม ในโลกของอาหรับด้วย   เมื่อนำเอามาผสมกับความเชื่อในอุดมการณ์ดังกล่าวแล้ว ก็จะเห็นได้ถึงความมุ่งหมายของเขา ซึ่งอาจจะแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับด้วยกัน ดังต่อไปนี้


            2.1   ความมุ่งหมายระดับสากล   เขาต้องการทำลายล้างรัฐอิสราเอลออกไปจากโลกนี้  เอาดินแดนทั้งหมดกลับคืนมาให้อาหรับปาเลสไตน์ ด้วยการโจมตีทำลายสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในทุกเป้าหมาย  ทุกสถานที่ ทุกเวลา ทำลายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และผลประโยชน์ทุกประการ จนกว่าสหรัฐฯ จะเลิกยุ่งเกี่ยวกับตะวันออกกลาง  ถอนกำลังกลับบ้านไปทั้งหมด และต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ที่สหรัฐฯ นำมาปล่อยเชื้อเอาไว้ในโลกของอิสลาม ด้วยการปฏิวัติในทุกประเทศมุสลิมให้กลับไปเป็นอิสลามบริสุทธิ์ ภายใต้การนำของผู้นำทางศาสนาเหมือนอดีต เขาจะพยายามยั่วยุทุกวิถีทาง  ให้ความขัดแย้งที่มีอยู่  กลายเป็นสงครามศาสนา  ด้วยความเชื่อว่าประเทศมุสลิมทั้งหลายเมื่อผนึกกำลังกันเข้าจะสามารถผลักดันให้สหรัฐอเมริกาต้องถอนตัวออกไปจากตะวันออกกลาง 
            2.2   ความมุ่งหมายระดับภูมิภาค   ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  มีขบวนการ เจไอ เป็นผู้ดำเนินการ   ขบวนการนี้มีจุดกำเนิดในโรงเรียนสอนศาสนาในอินโดนิเชีย แล้วแพร่ระบาดออกไปสู่ทุกประเทศในภูมิภาค ที่มีเงื่อนไขของความไม่เป็นธรรมในชุมชนอิสลาม ด้วยการยุยงส่งเสริมขบวนการต่อสู้เรียกร้องอิสรภาพในท้องถิ่น  ให้การสนับสนุนด้านการฝึกอบรมอุดมการณ์ และเทคนิควิธีการก่อการร้ายทุกรูปแบบ   สำหรับประเทศอิสลามก็สร้างขบวนการปฏิวัติ  เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่การเป็นอิสลามบริสุทธิ์  จุดมุ่งหมายขั้นสุดท้ายของเขาก็คือการสร้าง มหาสหพันธรัฐอิสลามแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


             2.3   ความมุ่งหมายในภาคใต้ของไทย   เรามีปัญหาขบวนการแบ่งแยกดินแดน 3 จังหวัดชายแดนอยู่ก่อนนานมาแล้ว   จึงเป็นของง่ายที่จะแทรกซึมเข้ามาเผยแพร่อุดมการณ์และเทคนิควิธีการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เพื่อที่จะแยกดินแดนส่วนที่เคยเป็นรัฐปัตตานีและส่วนที่มีประชาชนมุสลิมเป็นส่วนใหญ่  ออกเป็นรัฐอิสระเข้าร่วมกับมหาสหพันธรัฐอิสลามแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  
            3.   ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี ทั่วไปของพวกเขา 


            จากการศึกษายุทธศาสตร์-ยุทธวิธีที่พวกเขาใช้อยู่ในตะวันออกกลาง จะพบว่าเป็น ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีของสงครามที่ไม่เท่าเทียม ( ASYMMETRICAL  WAR ) คือวิธีการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังเหนือกว่ามากในทุก ๆ ด้าน ทั้งกำลังคน  กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ และการส่งกำลังบำรุงทั้งปวง   ซึ่งมีหลักการสำคัญกว้างๆดังต่อไปนี้


            3.1  ทำให้เป็นสงครามกองโจรในเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน ( PROTRACTED URBAN  WAR )   เพื่อให้สามารถหลบหลีกซ่อนเร้นได้ง่าย โดยเฉพาะในเมืองหรือหมู่บ้านที่มีคนมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ฝ่ายรัฐบาลจะทำการตรวจค้นจับกุมก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ มิให้กระทบกระเทือนชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ ซึ่งจะเกิดความล่าช้าเปิดโอกาสให้หลบหนีได้ง่าย   ยิ่งกว่านั้นยังจะใช้เป็นเงื่อนไขว่าคนมุสลิมถูกรังแกด้วย


            3.2   ใช้มาตรการเชิงรุกตลอดเวลา ใช้กำลังน้อยๆ เข้าโจมตีหลายๆ แห่งพร้อมๆกัน  ต่อเป้าหมายที่ไม่คาดฝัน ใช้ หลักการจู่โจม ( SURPRISE ) ให้มากที่สุด   เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลตกอยู่ในฐานะตั้งรับตลอดเวลา เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่า  ฝ่ายป้องกันไม่สามารถที่จะป้องกันทุกที่ ได้ทุกเวลา อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมจะต้องมีเวลาเผลอบ้าง  หรือวางกำลังป้องกันไม่ทั่วถึงบ้าง  ไม่ว่าจะมีกำลังมากกว่าสักเพียงใด  เมื่อเกิดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้านาน ๆ เข้า ขวัญและกำลังใจของฝ่ายรัฐบาลก็จะลดลงเรื่อยๆ   เขาจะใช้มาตรการเชิงรุก 2 แนวทาง ทั้งการใช้อาวุธและมาตรการเชิงสันติ ตามแต่สถานการณ์จะอำนวยให้


            3.3   ใช้การฆ่าที่โหดเหี้ยม เพื่อให้เกิดความหวาดกลัว  โดยหวังผล 2 ประการ


            3.3.1   ต่อคนมุสลิมด้วยกัน ที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขา   เพื่อให้เกิดความหวาดกลัวไม่กล้าร่วมมือกับฝ่ายรัฐบาล  


            3.3.2 ต่อคนศาสนาอื่นก็ต้องทำให้เกิดทั้งความหวาดกลัวและความเคียดแค้น  ยั่วยุให้เกิดการ
แก้แค้นอย่างรุนแรง และกว้างขวาง  ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคนมุสลิมผู้บริสุทธิ์โดยทั่วไปได้ก็ยิ่งดี   เพื่อให้มีการแก้แค้นต่อกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  จนวันหนึ่งก็จะ กลายเป็นสงครามศาสนาตามที่เขาต้องการ  เขาเชื่อว่าเมื่อเกิดสงครามศาสนาขึ้นแล้ว  เขาจะสามารถรวมพลังชาติมุสลิมทั้งหลายเข้าต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลและพันธมิตรได้ เมื่อนั้นชัยชนะก็จะเป็นของเขา


            3.4   การรักษาความลับมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นฝ่ายที่มีกำลังและทรัพยากรสนับสนุนน้อยกว่ามาก จึงต้องใช้การจู่โจมและปิดลับยิ่งยวด การจัดองค์กรแนวราบจึงเหมาะสมที่สุด


            3.5   คุณภาพกำลังพลสำคัญกว่าอาวุธ กำลังพลที่มีขวัญและกำลังใจพร้อมที่จะสละชีวิตได้ทุกเมื่อ จำเป็นที่จะต้องมีการฝึกอบรมในอุดมการณ์อย่างลึกซึ้ง ความสามารถของกำลังพลที่สามารถจะโจมตีด้วยการพลีชีพได้  เป็นอาวุธสำคัญยิ่งของการสงครามแบบนี้


            4.  ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี ที่เขาใช้ในภาคใต้ 
            สำหรับในภาคใต้ของไทยเรา เท่าที่สังเกตได้จนถึงทุกวันนี้ จะเห็นมาตรการ 2 แนวทางชัดเจนคือ


            4.1   แนวทางใช้อาวุธ  ดังที่เราได้พบเห็นตามสื่อสารมวลชนอยู่แล้วทุก ๆ วัน การวางระเบิด
สถานที่ราชการ สถานที่สาธารณะ การเข้าโจมตีที่ตั้งหน่วยทหาร-ตำรวจ การลอบฆ่าเจ้าหน้าที่ พระสงฆ์  ชาวบ้านทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมเองก็ยังถูกฆ่าด้วย เขาหวังผล 3 ประการ  คือ


            4.1.1   แสดงพลังให้เห็นว่าทางราชการไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้ และไม่สามารถค้นหาจับกุมเขาได้อย่างถูกตัว เพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร เมื่อเกิดการจับแพะขึ้นก็จะเป็นเงื่อนไขให้ใช้มาตรการสันติต่อไป ได้เป็นอย่างดี เป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลลงไป


            4.1.2   สร้างความหวาดกลัวให้แก่ชาวบ้านไทยพุทธ   ผลักดันให้เกิดการย้ายถิ่นออกนอกพื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ  สัดส่วนของไทยพุทธในพื้นที่ก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก  ธุรกิจการค้าก็จะลดลงไปด้วย   เศรษฐกิจโดย


            รวมของทั้งภาคจะทรุดโทรมไปทั้งหมดได้ ถ้าเมื่อใดการก่อการร้ายเริ่มออกนอกพื้นที่ 3 จังหวัด   เมื่อถึงหาด-ใหญ่  ภูเก็ต  สมุย  ธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศก็จะกระเทือน สิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก 


            4.1.3   ทำให้เกิดความเคียดแค้นชิงชังมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ชาวไทยพุทธถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมเราจะได้พบเห็นปฏิกริยาในสื่อสารมวลชนอย่างชัดเจน พวกเขาต้องการจะให้เกิดปฏิกริยาลูกโซ่  ความเกลียดชัง นำไปสู่ความเกลียดชังที่เพิ่มขึ้น ในที่สุดชาวไทยพุทธก็จะเริ่มไม่แบ่งแยกระหว่างไทยมุสลิมผู้บริสุทธิ์ใฝ่สันติ กับ ผู้ก่อการร้ายออกจากกัน เหมารวมเอาไปเป็นพวกเดียวกันทั้งหมด ความเมตตากรุณาอันเป็นคุณลักษณะสำคัญของไทยพุทธก็จะเลือนหายไป กลายเป็นความเคียดแค้นชิงชังต่อไทยมุสลิมเข้ามาแทนที่ เกิดเป็นปฏิกริยาแบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน  มึงบ้ามา กูก็บ้ากลับไปได้ จุดอ่อนของเราในการนี้ก็คือข่าวกรองของเราไม่ดีพอที่จะกำหนดตัวผู้ก่อการร้ายได้ถูกต้อง ทุกครั้งที่มีการจับหรือตอบโต้ผิดตัว เป็นการเพิ่มกำลังให้ฝ่ายเขามากขึ้นทุกที ในที่สุดเขาก็จะสำเร็จตามเป้าหมายที่จะให้เกิดการจลาจลวุ่นวายเพิ่มขึ้น ผู้คนบาดเจ็บล้มตายกันมากขึ้น  เป็นสถานการณ์ที่รับรู้โด่งดังไปทั่วโลกว่า ไทยเราปราบปรามผู้เรียกร้องอิสรภาพอย่างโหดเหี้ยมทารุณ เหมือนในติมอร์ตะวันออก  เมื่อนั้นก็จะถึงเวลาที่เขาจะเสนอเรื่องให้สหประชาชาติเข้ามาไกล่เกลี่ย


            4.2   แนวทางสันติ เป็นแนวทางอหิงสาไม่มีการใช้อาวุธ แต่ก็มีประสิทธิผลไม่แพ้แนวทางใช้อาวุธ  ได้แก่ การใช้พลังมวลชนเข้าชุมนุม หรือ เดินขบวนเรียกร้องหาความยุติธรรม  เขาใช้แกนนำเพียงไม่กี่คน ถ้ามีเงื่อนไขที่ดี ๆ เขาก็สามารถที่จะดึงผู้คนเข้ามาร่วมได้มาก ทั้งๆ ที่คนมาร่วมชุมนุมส่วนใหญ่จะไม่รู้เป้าหมายที่แท้จริงของเขา  ยั่วยุให้มีการสลายการชุมนุม  ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการสลายการชุมนุม  เมื่อเกิดการบาดเจ็บล้มตายขึ้นจำนวนมาก  ก็จะกลายเป็นการปราบอย่างรุนแรง  เข้าเงื่อนไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน   เหตุการณ์ที่สภอ.ตากใบเป็นตัวอย่างที่ดี  ถ้าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ   ก็จะเป็นเหตุที่จะนำเข้าไปสู่การพิจารณาของสหประชาชาติได้เหมือนกัน


            5.  มองตนเองอย่างวิพากษ์ตรง ๆ


            สัจจะของสงครามก็คือ  รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งบ่มิพ่าย  การแก้ปัญหา 3  จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องยึดหลักความจริงข้อนี้ด้วย  การมองตนเองก็ต้องมองตรงๆ ไม่มีอคติ คิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว   เราจำเป็นต้องทบทวนการปฏิบัติในอดีตของเรา วิเคราะห์เหตุปัจจัยของความสำเร็จและความล้มเหลวอย่างตรงไปตรงมาจริง ๆ เพื่อหาบทเรียนเอามาแก้ไขต่อไป


            5.1   ปัญหาจิตวิทยา  ถ้าเรามองลงไปลึกๆ ภายในจิตใจของตนเอง ก็จะพบว่าเรายังไม่ยอมรับว่าเขาเป็นไทยเหมือนอย่างที่เรายอมรับไทยมุสลิมในจังหวัดอื่น ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาแต่งตัวไม่เหมือนเรา พูดกับเราก็ไม่รู้เรื่องกัน ในใจลึก ๆ เรายังคงคิดว่า เขาเป็นแขกมลายู เป็นคนแปลกหน้า   เป็นคนต่างชาติ ที่มาพึ่งพาอาศัยเราอยู่ จึงมีความรังเกียจเดียดฉันท์ลำเอียงอย่างไม่รู้ตัว โดยเราลืมไปว่า เขาเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ที่นี่มาแล้วหลายร้อยปี  เท่าที่ทราบว่า ปัญหานี้ไม่มีในชาวบ้านไทยพุทธที่อยู่ในหมู่บ้านร่วมกันกับไทยมุสลิม เขาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติมายาวนาน จนกระทั่งเริ่มมีเหตุการณ์ยุแยกบ่อนทำลายไม่นานมานี้เอง ปัญหาจิตวิทยานี้มีอยู่กับชาวไทยพุทธในเมืองหรือนอกพื้นที่และข้าราชการไทยพุทธในพื้นที่   ถ้าเราต้องการจะรักษาดินแดนส่วนนี้ไว้ให้ได้ เราต้องยอมรับเอามลายูมุสลิมเหล่านี้มาเป็นไทยมุสลิมด้วยใจเต็มร้อย ในโลกประชาธิปไตย ไม่มีใครยอมรับการเป็นพลเมืองชั้นสอง ความรังเกียจเดียดฉันท์และความลำเอียงเลือกปฏิบัติทั้งหลายจากข้าราชการในพื้นที่จะต้องถูกขจัดให้หมดสิ้นไปโดยเร็วที่สุด   เราจะต้องแยกเอาพวกผู้ก่อการร้ายออกไป จากชาวบ้านมุสลิมผู้รักสันติให้ได้ อย่าเหมารวมเป็นอันขาด แต่ก่อนอื่น เราต้องรบศึกภายในจิตใจของเราเองให้ชนะเสียก่อน ปัญหาจิตวิทยานี้เองคือมูลเหตุลึกๆ ที่ทำให้นโยบายที่ดีๆ ทั้งหลายล้มเหลว


            5.2  นโยบายของรัฐบาล  เท่าที่ได้สำรวจตรวจสอบนโยบายของหลายๆรัฐบาลที่ผ่านมาแล้วไม่พบว่ามีปัญหา แต่พบปัญหาของการปฏิบัติ  ที่ขาดความจริงใจและความตั้งใจที่จะปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนสำเร็จตามเจตนารมณ์ของนโยบายนั้นๆ  ดังตัวอย่างเช่น


            5.2.1   ตั้งแต่เมื่อ 80 ปีมาแล้ว  ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานพระบรมราโชบาย  ให้มีการคัดสรรข้าราชการที่จะไปประจำในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพิเศษ และมีการจัดทำหนังสือคู่มือสำหรับการติดต่อทำงานกับคนไทยมุสลิม โดยเน้นที่ความไม่ขัดแย้งกับวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่เราก็หลงลืมกันมานาน จนเมื่อเร็วๆนี้จึงได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีออกมา ให้รื้อฟื้นหนังสือคู่มือนี้ขึ้นมาใหม่


            5.2.2   ประมาณ 30 ปีมาแล้วที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้คนที่มีถิ่นกำเนิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้กลับไปรับราชการในถิ่นเดิม   มีการกำหนดโควต้าให้นักเรียนเข้าสถาบันอุดมศึกษาได้โดยไม่ต้องสอบคัดเลือก และมีโควต้าให้เข้ารับราชการตามกระทรวง กรม ต่างๆด้วย  โดยเฉพาะโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้ถึงปีละ 14 คน   ถ้ามีการปฏิบัติเคร่งครัดตามนโยบายดังกล่าว  ป่านนี้เราก็น่าจะมีข้าราชการจากคนพื้นถิ่นเป็นส่วนใหญ่แล้ว   แต่ความเป็นจริงก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่   ฟังความได้มาว่ากลัวจะไปรวมหัวกันแบ่งแยกดินแดน


            5.2.3   นโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เรื่องนี้เป็นเหมือนกันทั่วประเทศ ไทยเราเริ่มมีการปกครองส่วนท้องถิ่นมาก่อนการปฏิวัติ ปี 2475 ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่ จริงใจ ตั้งใจ กระจายอำนาจให้ถึงท้องถิ่นอย่างแท้จริง เช่นกทม.มีกฎหมายตั้งเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ในรูปแบบพิเศษ ตั้งแต่ปี 2518  แต่คนชาว กทม.เพิ่งจะได้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกทม.ด้วยตนเองเมื่อปี พ.ศ.2528 นี้เอง  แม้ฝ่ายนิติบัญญัติจะก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540  แต่ฝ่ายบริหารยังไม่อยากจะทำจริงจัง   สำหรับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าเราต้องการจะช่วงชิงการนำทางการเมือง  ก็สามารถจะทำได้โดยง่าย   ด้วยการนำเอา รัฐธรรมนูญ มาตรา 78 ส่วนที่ว่า พัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น ถ้าจัดรูปแบบคล้าย กทม.ให้ประชาชนเขาเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดของเขาเองได้   เงื่อนไขทางการเมืองของการแบ่งแยกดินแดนจะลดลงได้ทันที    


            5.2.4   รัฐบาลได้กำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับที่ 1  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521  แล้วก็มีการปรับปรุงแก้ไขกันเรื่อยมา จนถึงฉบับปัจจุบัน สำหรับปี 42-46   เป็นการเห็นความสำคัญและกำหนดนโยบายให้มีเอกภาพในการปฏิบัติ เท่าที่ดูในรายละเอียดก็เห็นว่า สิ่งที่เราพูดกันในเรื่องนโยบายทุกวันนี้ล้วนแต่ได้เคยกำหนด  และมีการสั่งการมาแล้ว แทบทั้งสิ้น คงจะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาเน้นกันเฉพาะนโยบายอีก  เราจะต้องเปลี่ยนใหม่ มาช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไร ? ให้นโยบายสำเร็จตามเจตนารมณ์ได้ น่าจะดีกว่า 
            6.   ตัวอย่างจากต่างประเทศ 
            มีตัวอย่างจากต่างประเทศอยู่มาก  ที่แสดงถึงความสำเร็จและความล้มเหลวในการแก้ปํญหาความแตกต่างในเชื้อชาติและศาสนา   แต่ในที่นี้จะยกขึ้นมาเพียง 2 ตัวอย่าง


            6.1  ปัญหาปาเลสไตน์กับอิสราเอล   คนอาหรับกับยิวนั้นรบราฆ่าฟันกันมาแต่โบรานกาล   หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหประชาชาติ ได้แบ่งดินแดนที่เคยเรียกว่าปาเลสไตน์ ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ออกเป็นสองส่วน   ให้อาหรับปาเลสไตน์ส่วนหนึ่ง  อีกส่วนหนึ่งให้ตั้งเป็นรัฐอิสราเอลขึ้นมาใหม่   โดยถือเอาว่าส่วนใดมีชนเชื้อชาติใดอยู่มากกว่า ก็ให้แก่ชนชาตินั้น   ในดินแดนปาเลสไตน์ก็มีคนยิวอยู่   ในอิสราเอลก็มีคนอาหรับอยู่เหมือนกัน   เรื่องนี้ก่อให้เกิดสงครามยิว-อาหรับหลายครั้ง  แต่ละครั้งที่ยิวชนะก็ฉวยโอกาสขยายดินแดนออกไป   ได้มีการเจรจาสันติภาพกันหลายครั้งอิสราเอลยอมผ่อนปรนคืนดินแดนให้ไปบ้าง  แต่ก็ยังไม่หมด   ที่เป็นปัญหาใหญ่ก็คือดินแดนของปาเลสไตน์  ซึ่งถูกยึดเอาไปมาก   ความขัดแย้งปาเลสไตน์กับยิวจึงยืดเยื้อกันมาหลายสิบปีจนถึงทุกวันนี้   ทั้งยิวและอาหรับถือหลักการ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน เหมือนๆกัน   แก้แค้นกันไป  แล้วก็แก้แค้นกลับมา  ไม่มีใครยอมใคร   ปาเลสไตน์ไม่มีกำลังรบ ก็ใช้  การระเบิดพลีชีพ ส่วนอิสราเอลมีกำลังรบที่เข้มแข็งก็ใช้ทั้งกำลังทางอากาศและทางบก   ทั้งๆที่อิสราเอลมีงานข่าวกรองที่เยี่ยมยอด สามารถเด็ดชีพหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายได้อย่างถูกต้องเสมอ  แต่ก็ยังไม่สามารถยับยั้งการระเบิดพลีชีพได้   จนกลายเป็นมูลเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ ก่อให้เกิดขบวนการก่อการร้ายสากลทุกวันนี้    เรื่องนี้เป็นตัวอย่างของความล้มเหลวในการสร้างสันติภาพด้วยนโยบายปราบปรามอย่างรุนแรง


            6.2   ปัญหานิโกรในสหรัฐอเมริกา   ตั้งแต่สมัยอาณานิคม   คนผิวขาวได้ค้าทาสนิโกร  ส่งไปขายในอเมริกาเป็นอันมาก   นิโกรเป็นแรงงานสำคัญในการเกษตรของอเมริกา   ความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนนิโกรก็เป็นที่รับรู้กันดีทั่วไป คนขาวเองในส่วนที่อยู่นอกภาคการเกษตรก็เดือดร้อนเห็นอกเห็นใจนิโกรอยู่มาก   จนถึงสมัยประธานาธิบดีอับบราฮัมลินคอล์น ได้ประกาศเลิกทาส   จนเป็นเหตุให้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐฝ่ายเหนือ กับ รัฐฝ่ายใต้ เมื่อปี ค.ศ.1865   ในที่สุดฝ่ายเหนือเป็นผู้ชนะ การเลิกทาสก็เป็นผลสำเร็จ  แม้ด้วยความช่วยเหลือของคนขาวส่วนหนึ่งที่พยายามจะให้คนนิโกรได้รับสิทธิพลเมืองที่สมบูรณ์   แต่ก็ไม่สำเร็จ ยังคงถูกกีดกันทั้งด้วยกฎหมาย  และการกีดกันอย่างนอกกฎหมายตลอดมา   นอกจากถูกกีดกันในกิจกรรมทั้ง การเมือง  เศรษฐกิจ และสังคมแล้ว  ยังถูกทำร้ายอย่างทรมานและฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม ทั้งเปิดเผยและปิดลับ   มีองค์กรลับนอกกฎหมายจับกุมผู้นำนิโกรและผู้สนับสนุนแม้จะเป็นคนขาวก็ตามไปทรมานและฆ่าทิ้งศพออกมาเพื่อข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว   คนนิโกรก็พยายามรวมกลุ่มกันเพื่อต่อสู้ป้องกันตนเองและตอบโต้   มีการวินาศกรรม และจลาจลเป็นครั้งคราว แม้ว่ารัฐสภาจะได้ช่วยปรับปรุงแก้กฎหมายออกมาช่วยเพิ่มสิทธิของคนนิโกรเพิ่มขึ้นตามลำดับก็ตาม ความขัดแย้งอย่างรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดร.มาร์ติน ลูเทอร์ คิง ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิพลเมือง เมื่อปี ค.ศ.1947  ดร. คิง ได้แรงบันดาลใจในความสำเร็จของหลักการ อหิงสา จากการศึกษาประวัติการทำงานของ มหาตมะคานธี   คนอเมริกันนิโกรให้ความเชื่อถือและยอมรับ ดร.คิง อย่างล้นหลาม   การเดินขบวนแต่ละครั้งมีคนร่วมด้วยนับแสน   คนอเมริกันนิโกรก็ได้รับสิทธิพลเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จนถึงปี ค.ศ.1968 คนขาวหัวรุนแรงคนหนึ่งก็ยิง ดร.คิง เสียชีวิต  คนอเมริกันนิโกรได้ก่อการจลาจลขึ้นในหลายเมือง   ประธานาธิบดี ลินดอน บี จอนห์สัน ได้ประกาศให้ วันที่ 7 เม.ย. ค.ศ.1968 เป็นวันโศกสลดแห่งชาติเพื่อไว้อาลัย ดร.คิง  เหตุการณ์ทางการเมืองได้เริ่มดีขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการเสียชีวิตของ ดร.คิง รัฐสภาเร่งออกกฎหมายให้สิทธิพลเมืองที่สมบูรณ์แก่คนผิวดำออกมา  รัฐบาลได้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด  โปร่งใสและต่อเนื่อง   ความสงบสุขจึงเกิดขึ้นในสังคมอเมริกัน   จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  จะต้องใช้เวลายาวนานมาก  และรัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วย อย่างเปิดเผย เที่ยงตรง และต่อเนื่อง   ความสำเร็จจะเกิดได้ก็ด้วย มาตรการสันติ มิใช่มาตรการรุนแรง


            7.   ข้อคิดเตือนใจ เพื่อนผู้รักชาติทั้งหลาย 


            เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ ของพวกเราด้วยกันเอง  จึงขอสรุปการวิเคราะห์ไว้ดังต่อไปนี้


            7.1   กลุ่มผู้ก่อการร้าย เขาไม่บ้า เขาไม่โง่ เขาเป็นนักยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด   เขา
สามารถเลือกใช้ยุทธศาสตร์ 2 แนวทางอย่างเหมาะสม
  พวกเขารู้ดีว่าการใช้อาวุธอย่างรุนแรงและโหดเหี้ยมนั้นไม่สามารถจะแบ่งแยกดินแดนได้  แต่สิ่งที่เขาต้องการก็คือ ให้เราใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงให้สาสมกับความแค้นของฝ่ายเรา  ถ้าเราหลงกลของเขา  ใช้การปราบปรามที่รุนแรง  ความผิดพลาดก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายเพราะข่าวกรองของเราไม่ดี  เงื่อนไขทางการเมืองก็จะเกิดขึ้น   อำนวยประโยชน์แก่การใช้ยุทธศาสตร์เชิงสันติของเขา   หมากรุกเกมนี้เต็มไปด้วยหมากกลของเขา  ถ้าเราหลงกลเล่นตามเกมที่เขาวางไว้  เราจะไปจนมุมอยู่กลางกระดาน   ด้วยความพ่ายแพ้ในสหประชาชาติ   แล้วเราก็จะเสียแผ่นดินอย่างไม่มีทางเลี่ยง   ขออย่าได้ประมาท   ขอให้ใช้ทั้งสติและปัญญา  อย่างสุขุมและรอบคอบ  ไม่ผลีผลามใจเร็วด่วนได้ 

            7.2   การปราบปรามตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้   ต้องใช้งานข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพจริงๆ   แม้สหรัฐอเมริกาเองยังต้องรื้อระบบงานข่าวกรองเป็นการใหญ่  งานข่าวกรองของเรายังมิได้แสดงฝีมือที่น่าประทับใจเลย   ถึงเวลาหรือยัง ? ที่จะต้องรื้อปรับกันอย่างแท้จริง   และอย่าได้หวังว่าจะสำเร็จผลได้ง่ายๆเร็วๆ  ขออย่าได้กำหนดเส้นตายเวลา  เพราะเป็นไปไม่ได้  งานข่าวกรองต้องใช้เวลา  ต้องทุ่มเททรัพยากร  บ่มเพาะฝึกอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่องและจริงจัง 
            7.3   ถ้าเราต้องการรักษาแผ่นดินส่วนนี้ไว้ให้ได้   เราต้องยอมรับเอาชาวบ้านมลายูมุสลิม ว่า เป็นไทยมุสลิมเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ มิใช่พลเมืองชั้นสอง  ด้วยใจจริง นโยบายต่างๆต้องมีการตรวจสอบประเมินผล  และดำเนินการแก้ไขไม่ปล่อยประละเลย เหมือนที่ผ่านมา   แกนของผู้ก่อการร้ายมีเพียงเป็นสิบ เป็นร้อย  แต่ชาวบ้านมุสลิมผู้รักสันติต้องการดำรงชีวิตและครอบครัวอย่างเรียบง่าย สงบและปลอดภัย มีจำนวนเป็นแสน เป็นล้าน  อย่าเหมารวม  หรือผลักดันให้เขาต้องกลายเป็นพวกของผู้ก่อการร้ายไปเลย   เราต้องให้ทางออกแก่พวกเขาเหล่านี้ด้วย    การศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก  เราต้องรบศึกภายในจิตใจของเราเองให้ชนะเสียก่อน  ศึกภายนอกก็จะเริ่มคลี่คลาย.
---------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น